Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ปัญหาจากการนั่งทำงาน

ปัญหาจากการนั่งทำงาน

การอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ หรือการต้องใช้เวลาจดจ่ออยู่กับการทำงาน มักทำให้เกิดอาการปวดตึงคอ บ่า สะบัก ปวดหลัง หรือปวดตามร่างกายส่วนต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอาการนิ้วล็อก มือชา

โดยอาการที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ในปัจจุบันเราเรียกว่า โรคออฟฟิศซินโดรม” (Office syndrome) ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มารักษาที่คลินิกบ่อยขึ้น และมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน

วันนี้เราจึงอยากพูดและให้ความรู้ความเข้าใจถึงการป้องกัน กลุ่มอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม” (Office syndrome) นี้กันค่ะ เพราะอาการปวดหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เราพบเจอนี้ จะเกิดขึ้นจากการที่เรานั่งทำงานผิดท่ากันนั่นเองค่ะ

ความเจ็บป่วยของร่างกายที่มาจากการทำงาน เกิดได้จากสาเหตุอะไรบ้าง ? 

    1. การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
    2. การนั่งในท่าที่ผิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
    3. การใช้ร่างกายทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
    4. เก้าอี้ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการนั่งในท่าที่ผิด
    5. โต๊ะทำงานที่ไม่สมดุลต่อร่างกาย

ดังนั้น สำหรับการป้องกัน เราจึงจะคุยกันถึงเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งให้ถูกต้องตามหลัก Ergonomic

Ergonomic หรือ การยศาสตร์

ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของมษุษย์ ไม่ว่าในเชิงสรีระศาสตร์ร่างกายมนุษย์ ออกแบบการทำงานให้ถูกสุขลักษณะ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงาน เช่น อุณหภูมิ, แรงสั่นสะเทือน, ความสว่างแสงไฟ,เสียง หรือแม้กระทั่งเรื่องของอุปกรณ์ เป็นต้น โดยสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสาขาวิชาชีพการทำงาน

ยกตัวอย่าง เช่น คลังคัดแยกสินค้า ต้องตั้งเชลฟ์ที่ ความสูง-ความห่าง เท่าไหร่ เพื่อให้ทำงานดี ลดการบาดเจ็บ โต๊ะทำงาน-เก้าอี้สุขภาพ ที่สอดรับร่างกาย ปรับให้เข้ากับสรีระของแต่ละคนได้ Keyboard ที่สอดรับกับการพิมพ์ เป็นต้น

สรีระศาสตร์กับลักษณะท่านั่ง ที่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic Chair)

  1. หน้าจอ ควรอยู่ห่างจากตัว 1 ช่วงแขน หรือ 50-70 cm. และขอบบนของหน้าจอควรอยู่ระดับเดียวกับระดับสายตา
  2. ศีรษะ ตั้งตรง หรือก้มเล็กน้อย ทำมุม 10-15 องศา สายตาขนานกับพื้น
  3. คอ อยู่ในระดับสายตา ไม่เอียง หรือโน้มไปด้านใดด้านหนึ่ง
  4. หลังชิดติดพนักพิง เอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย 120 องศา ตัวตรง ไม่แอ่นหรือก้,
  5. ก้นต้องแนบกับบริเวณมุมฉากของพนัก ลงน้ำหนักที่กล้ามเนื้อก้นซ้ายและขวาให้เท่ากัน
  6. ข้อศอกวางแนบชิดลำตัว หรือวางบนที่พักแขนทำมุม 90 องศา ข้อมือและศอกอยู่ในแนวเส้นตรง
  7. ต้นขาวางราบกับที่นั่ง และแนบชิดกับเบาะรองนั่ง
  8. เข่าข้อพับแนบชิดเบาะรองนั่ง ทำมุม 90 องศา
  9. เท้าวางราบกับพื้นแบบเต็มฝ่าเท้า

ข้อกำหนดและลักษณะเก้าอี้ทำงาน ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomic Chair)

  1. พนักพิงด้านหลัง มีส่วนเว้า เพื่อรองรับเอวช่วงล่าง/หลัง ให้แนบกับเก้าอี้ และสามารถปรับการล็อคเอนได้ (Backrest tilt angle adjustment)
  2. ปรับระดับความสูง ของที่รองคอได้ (Headrest height adjustment)
  3. ปรับระดับขององศา ที่รองคอได้ (Headrest angle adjustment)
  4. ที่รองคอเป็นตาข่าย โปร่ง ไม่เก็บฝุ่น ทำความสะอาดง่าย
  5. ปรับความหยืดหยุ่น ของพนักพิงได้ (Backrest flexible tilt tension adjustment)
  6. ที่วางแขน สามารถปรับเข้า-ออก ได้ (Arm-pad inward&outward adjustment) และสามารถปรับระดับความสูงได้ (Armrest height adjustment)
  7. ปรับรองนั่ง สามารถปรับเบาะเข้า-ออก ได้ (Seat depth adjustment)
  8. สามารถปรับเบาะรองนั่ง เข้า-ออก ได้ (Seat height adjustment)
  9.  

เนื่องจากการปรับท่าทางและจัดสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับการทำงาน มีผลโดยตรงกับแรงกระทำ ที่ทำต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก

ดังรูป เช่น การนั่งทำงานกับเก้าอี้แบบผิดท่า จะทำให้แรงกระทำที่ทำต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก มีมากถึง 190%

ในขณะที่การทำงานกับเก้าอี้แบบถูกท่าทาง ตามหลัก Ergonomic จะทำให้แรงกระทำต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก มีเพียง 140% และแน่นอนการยืนทำงานในท่าที่ถูกต้อง จะมีแรงกระทำเพียง 100% เท่านั้น

ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นไปได้เราจะแนะนำผู้ป่วยให้จัดท่าทำงาน โดยการยืนทำงานจะช่วยให้ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรืออาการที่เกิดจากการทำงาน ไปได้เยอะเลยค่ะ

นอกจากการจัดโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้ถูกต้อง ตามหลัก การยศาสตร์ (Ergonomics) การปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับการทำงานก็มีความสำคัญเช่นกันค่ะ

แนะนำดังนี้

  1. การนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บตามมา ควรแบ่งเวลาพักในการทำงานทุก ๆ ชั่วโมง เป็นเวลา ประมาณ 10 นาที หรืออย่างน้อย ๆ แนะนำว่าควรเปลี่ยนอิริยาบถ ทุก ๆ 20-30 นาที
  2. หมั่นลุกเดิน อย่าอยู่กับที่นานจนเกินไป
  3. ยืดเส้นยืดสาย เช่น การบริหารคอ หมุนหัวไหล่ หรือบิดตัวก็ช่วยได้
  4. พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง เพราะเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ ก็จะทำให้ดวงตาล้าได้ ลองหลับตาดูสัก 5 นาที หรือกรอกตาเป็นวงกลม หรือมองออกไปไกล ๆ ไม่จดจ่อกับวัตถุ
  5. เลือกโต๊ะแบบที่สามารถปรับให้ยืนได้ เพื่อเปลี่ยนอริยาบทระหว่างทำงาน
พญ. ธิมาพร บำรุงเชาว์เกษม

บทความโดย

พญ. ธิมาพร บำรุงเชาว์เกษม

แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

พญ. ธิมาพร บำรุงเชาว์เกษม

แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด

สาขาเฉพาะทาง

เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย

Doctor’s Story


– Rehabilitation Medicine
– Cardiac rehabilitation
– Geriatric rehabilitation
– Pain rehabilitation
– Neurological rehabilitation
– Swallowing rehabilitation
– Hand rehabilitation


– Lerdsin Hospital
– Ramathibodi Hospital


– The incidence of cognitive dysfunction in CABG Patients at Ramathibodi Hospital (E-poster presentation in AOCPRM 2013, Holiday Inn Hotel, Chiangmai)


– Thai Board of Physical Medicine & Rehabilitation, Ramathibodi Hospital ,Mahidol University (2013)


– 2008 Doctor of Medicine Rangsit University


– Residency Rehabilitation Medicine Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University


– Thai Board of Rehabilitation Medicine

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
อังคาร 08:00 – 18:00 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด
พุธ 08:00 – 15:30 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด
พฤหัสบดี 08:00 – 15:30 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด
ศุกร์ 08:00 – 20:00 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด
เสาร์ 08:00 – 16:00 แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด