Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ภาวะลิ้นหัวใจปอดไม่เปิด (Pulmonary Atresia)

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรค

ภาวะลิ้นหัวใจปอดไม่เปิด หรือ Pulmonary Atresia เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่รุนแรงและซับซ้อน โดยลิ้นหัวใจปอด (Pulmonary valve)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูควบคุมการไหลของเลือดจากห้องล่างขวา (Right ventricle) ไปสู่หลอดเลือดแดงปอด (Pulmonary artery)
ไม่ได้ก่อตัวเป็นรูเปิดตามปกติ หรืออาจไม่มีลิ้นเลย
ทำให้เลือดไม่สามารถไหลจากห้องล่างขวาไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนได้ตามทางปกติ

ในหัวใจปกติ:

  • เลือดที่ขาดออกซิเจนจากร่างกายจะไหลเข้าสู่ห้องบนขวา (Right atrium)
  • จากนั้นลงสู่ห้องล่างขวา (Right ventricle)
  • แล้วถูกสูบผ่านลิ้นหัวใจปอดไปยังหลอดเลือดแดงปอด เพื่อไปรับออกซิเจนที่ปอด

แต่ในทารกที่มี Pulmonary Atresia ลิ้นหัวใจปอดปิดตันหรือไม่มี เลย
เลือดจึงไม่สามารถไหลผ่านเส้นทางปกตินี้ได้

เพื่อให้ทารกยังคงมีชีวิตอยู่ ร่างกายต้องอาศัยทางผ่านอื่นชั่วคราวที่มีอยู่ตามธรรมชาติในระหว่างอยู่ในครรภ์และหลังคลอดระยะแรก ได้แก่:

  • Ductus arteriosus
    เป็นหลอดเลือดเชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) กับหลอดเลือดแดงปอด
    • ในทารกในครรภ์ ใช้เพื่อให้เลือดข้ามปอดไปเลี้ยงร่างกาย (เพราะปอดยังไม่ทำงาน)
    • หลังคลอดปกติจะปิดเองภายใน 1–2 วัน
  • Foramen ovale หรือรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องบน (ASD)
    เป็นช่องเปิดระหว่างห้องบนซ้ายกับห้องบนขวา ช่วยให้เลือดไหลผ่านระหว่างสองห้องได้

ปัญหาคือ ทางผ่านเหล่านี้จะปิดเองตามธรรมชาติหลังคลอดไม่นาน
เมื่อถูกปิดลง ทารกจะไม่มีทางให้เลือดไปปอดเลย ทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และเกิดอาการรุนแรงเฉียบพลัน
ดังนั้น Pulmonary Atresia จึงเป็น ภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาทันที

 

ชนิดของ Pulmonary Atresia

Pulmonary Atresia แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามลักษณะความผิดปกติร่วม:

  1. Pulmonary Atresia with Intact Ventricular Septum (PA/IVS)
    ลักษณะ:
    • ลิ้นหัวใจปอดไม่เปิดหรือปิดตัน
    • ผนังกั้นระหว่างห้องล่างซ้ายและขวา (Ventricular septum) ยังปกติสมบูรณ์ ไม่มีรูรั่ว
    • ห้องล่างขวามักมีขนาดเล็กกว่าปกติ (Hypoplastic right ventricle)
    • อาจมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) ร่วมด้วย

    การรักษามักซับซ้อนและต้องใช้หัตถการหรือการผ่าตัดหลายขั้นตอน

  2. Pulmonary Atresia with Ventricular Septal Defect (PA-VSD)
    ลักษณะ:
    • มีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง (VSD) ร่วมกับลิ้นหัวใจปอดปิดตัน
    • บางครั้งเรียกว่า:
      • “Tetralogy of Fallot with Pulmonary Atresia” หรือ
      • “Extreme Tetralogy of Fallot”
    • มีความรุนแรงมากกว่าภาวะ Tetralogy of Fallot แบบทั่วไป

การทราบชนิดของ Pulmonary Atresia เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษา
เพราะแต่ละชนิดมีแนวทางรักษาและพยากรณ์โรคที่แตกต่างกัน

 

อาการและสัญญาณเตือน

อาการของ Pulmonary Atresia มักปรากฏ ตั้งแต่แรกเกิด หรือภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันหลังคลอด
โดยอาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อทางผ่านตามธรรมชาติ เช่น Ductus arteriosus เริ่มปิดลง

อาการหลักที่พ่อแม่ควรสังเกต

  • ผิวหนัง ริมฝีปาก และเล็บเขียวคล้ำ (Cyanosis)
    เป็นอาการสำคัญและเด่นชัดที่สุด เกิดจากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ
    มักเห็นได้ชัดที่:
    • ริมฝีปาก
    • ลิ้น
    • เล็บมือ เล็บเท้า

    สีผิวอาจดูเขียวคล้ำหรืออมเทา ความชัดของสีเขียวจะแตกต่างกันไปตามสีผิวของทารกแต่ละคน

  • หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก
    ทารกอาจ:
    • หายใจเร็วผิดปกติ
    • หอบ หรือเหมือนพยายามหายใจอย่างหนัก
    • มีการยุบของซี่โครงหรือช่องอกขณะหายใจเข้า
    • มีการขยายของปีกจมูกขณะหายใจ
  • ดูดนมน้อยและเหนื่อยง่าย
    ทารกอาจ:
    • ดูดนมได้เพียงเล็กน้อย
    • หยุดพักบ่อย หรือหลับระหว่างดูดนมเพราะเหนื่อย
    • ใช้เวลานานผิดปกติในการดูดนมแต่ละครั้ง
  • น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มช้า
    เนื่องจาก:
    • ดูดนมได้น้อย
    • ร่างกายใช้พลังงานมากในการหายใจและชดเชยการขาดออกซิเจน
  • อ่อนแรงและไม่ค่อยตื่นตัว
    ทารกอาจ:
    • ดูอ่อนแรง ไม่ค่อยขยับตัว
    • ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่าทารกปกติ
  • เสียงฟู่ของหัวใจ (Heart murmur)
    แพทย์อาจได้ยินเสียงผิดปกติขณะฟังเสียงหัวใจด้วยหูฟัง
    เกิดจากการไหลของเลือดในหัวใจที่ผิดปกติ

เมื่อใดต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

ควรรีบไปโรงพยาบาลหรือโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หากทารกมีอาการต่อไปนี้:

  • ผิวหนังหรือริมฝีปากเขียวคล้ำอย่างชัดเจน หรือสีเขียวคล้ำมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • หายใจลำบากมาก หอบ หรือหยุดหายใจชั่วคราว
  • ไม่ยอมดูดนม หรือดูดนมได้น้อยมาก
  • ซีดมาก อ่อนแรงมาก หรือไม่ตอบสนอง
  • ร้องไห้อย่างผิดปกติ ร้องเบา ไม่มีแรง หรือแทบไม่ร้อง

Pulmonary Atresia เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
การรักษาที่รวดเร็วและทันท่วงที มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรอดชีวิตและพัฒนาการในอนาคตของเด็ก

 

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

Pulmonary Atresia เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาหัวใจในช่วงต้นของการตั้งครรภ์
โดยเฉพาะประมาณสัปดาห์ที่ 6–8 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงสร้างต่าง ๆ ของหัวใจกำลังก่อตัว

ในภาวะปกติ:

  • ลิ้นหัวใจปอดจะก่อตัวจากเนื้อเยื่อบริเวณทางออกของห้องล่างขวา
  • เนื้อเยื่อนี้จะพัฒนาเป็นใบลิ้นสามใบที่สามารถเปิด-ปิดได้

แต่ในกรณีของ Pulmonary Atresia:

  • ลิ้นอาจไม่ก่อตัวเลย
  • หรือก่อตัวเป็นแผ่นเนื้อเยื่อทึบที่ไม่มีรูเปิด
  • บางครั้งช่องทางด้านล่างของลิ้นถูกปิดตัน

สาเหตุที่แท้จริง ของความผิดปกตินี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับ:

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม
  • การเปลี่ยนแปลงของยีน
  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในระหว่างตั้งครรภ์

ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง

ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเจาะจงสำหรับ Pulmonary Atresia แต่จากข้อมูลของความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดโดยรวม พบว่าปัจจัยต่อไปนี้อาจเพิ่มความเสี่ยง:

  • โรคเบาหวานในมารดาที่ควบคุมไม่ดี
    โดยเฉพาะก่อนและระหว่างตั้งครรภ์
    อาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของหัวใจในทารก
  • การใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น:
    • ยากันชักบางชนิด
    • ยารักษาสิวชนิด Isotretinoin
    • ยาที่ใช้รักษาโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
    ระหว่างตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติแต่กำเนิดหลายชนิด
  • การติดเชื้อบางชนิดในมารดา
    เช่น การติดเชื้อหัดเยอรมัน (Rubella) ในช่วงต้นครรภ์
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม
    บางครอบครัวอาจมีประวัติความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด แม้ Pulmonary Atresia จะไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดแบบชัดเจนตามกฎเมนเดล

สำคัญมากที่ต้องเข้าใจว่า ในกรณีส่วนใหญ่ มารดาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
และไม่สามารถป้องกันการเกิดความผิดปกตินี้ได้โดยตรง

 

การวินิจฉัยและการตรวจหา

การตรวจก่อนคลอด

Pulmonary Atresia บางรายสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์โดยการทำ
อัลตราซาวนด์หัวใจทารกในครรภ์ (Fetal echocardiography)
ซึ่งมักทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 18–22 ของการตั้งครรภ์

แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาก:

  • อัลตราซาวนด์ทั่วไปพบความผิดปกติของหัวใจ
  • ครอบครัวมีประวัติความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด
  • มารดามีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง

การทราบความผิดปกติก่อนคลอดช่วยให้:

  • ทีมแพทย์เตรียมพร้อมรับและดูแลทารกทันทีหลังคลอด
  • วางแผนการรักษาและการผ่าตัดได้ล่วงหน้า
  • ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมทางใจแก่ครอบครัว

การตรวจหลังคลอด

หากไม่ทราบก่อนคลอด มักตรวจพบจากอาการผิดปกติหลังคลอดไม่นาน การตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย:

  • การตรวจร่างกาย ฟังเสียงหัวใจ และประเมินการหายใจ
  • วัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry)
  • เอกซเรย์ทรวงอก ดูขนาดหัวใจและปอด
  • อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiography) – เป็นการตรวจหลัก
  • การสวนหัวใจ (Cardiac catheterization) เพื่อดูรายละเอียดโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด

 

การรักษาและการดูแล

การรักษา Pulmonary Atresia ต้องเริ่ม ทันทีหลังการวินิจฉัย
เป้าหมายสำคัญคือ:

  • เปิดทางให้เลือดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน
  • ช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การรักษาฉุกเฉินหลังคลอด

  • การให้ยา Prostaglandin E1 (PGE1)
    เป็นการรักษาเร่งด่วนที่สำคัญ ยานี้จะ:
    • ช่วยให้ Ductus arteriosus ยังคงเปิดอยู่
    • ทำให้เลือดสามารถไหลจากหลอดเลือดแดงใหญ่ไปยังหลอดเลือดปอดได้ชั่วคราว

    ยาต้องให้แบบหยดเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

  • การให้ออกซิเจนและช่วยหายใจ
    หากทารกหายใจลำบากมาก อาจต้อง:
    • ให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง
    • ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • การดูแลอื่น ๆ
    เช่น การให้น้ำเกลือ ยาควบคุมความดัน และการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU)

การผ่าตัดและหัตถการในระยะยาว

การรักษาระยะยาวมักต้องอาศัยการผ่าตัดหรือหัตถการหลายขั้นตอน
ชนิดและลำดับการผ่าตัดขึ้นกับ:

  • ชนิดของ Pulmonary Atresia (PA/IVS หรือ PA-VSD)
  • ขนาดและการทำงานของห้องล่างขวา
  • โครงสร้างของหลอดเลือดปอดและหลอดเลือดหัวใจ

ตัวอย่างแนวทางการรักษา:

  • ขั้นตอนที่ 1: สร้างทางผ่านชั่วคราวให้เลือดไปปอด
    ทำในช่วงแรกหลังคลอด เช่น:
    • ผ่าตัดทำ BT shunt (Blalock–Taussig shunt)
      เชื่อมหลอดเลือดแดงใหญ่กับหลอดเลือดปอด เพื่อให้เลือดไหลไปปอดได้
    • การขยายทางออกของลิ้นหัวใจปอดด้วยบอลลูน (Balloon valvuloplasty) ผ่านสายสวน
      หากมีโครงสร้างที่พอจะขยายได้
  • ขั้นตอนต่อมา
    เมื่อเด็กโตขึ้น อาจต้อง:
    • ผ่าตัดเพิ่มเติมเช่น Glenn shunt หรือ Fontan procedure
      หากใช้แนวทางแบบหัวใจห้องล่างเดี่ยว (Single ventricle pathway)
    • หรือผ่าตัดซ่อมแซม/สร้างลิ้นหัวใจปอดและทางออกไปปอด
      หากห้องล่างขวามีขนาดเหมาะสมและสามารถใช้เป็นห้องปั๊มเลือดได้ใกล้เคียงปกติ

การดูแลระยะยาว

เด็กที่มี Pulmonary Atresia ต้องได้รับการติดตามตลอดชีวิตกับกุมารแพทย์โรคหัวใจ และต่อเนื่องไปยังแพทย์หัวใจผู้ใหญ่
โดยทั่วไปต้อง:

  • ตรวจติดตามสม่ำเสมอด้วยอัลตราซาวนด์หัวใจ และการตรวจอื่นที่จำเป็น
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • ป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ (Infective endocarditis)
    ในบางกรณีอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะก่อนหัตถการทางทันตกรรมหรือการผ่าตัด
  • จำกัดกิจกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ตามคำแนะนำของแพทย์
  • อาจต้องผ่าตัดเพิ่มเติมในอนาคต เช่น เปลี่ยนหลอดเลือดเทียมหรือซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมสภาพ

 

การป้องกันและคำแนะนำสำหรับครอบครัว

การลดความเสี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์

แม้ไม่สามารถป้องกัน Pulmonary Atresia ได้โดยตรง แต่มารดาสามารถลดความเสี่ยงของความผิดปกติแต่กำเนิดโดยรวมได้ด้วยการ:

  • ฝากครรภ์สม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ให้อยู่ในเกณฑ์ดี
  • งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด ก่อนและระหว่างตั้งครรภ์
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องยา ทุกชนิดก่อนใช้ รวมถึงยาซื้อเอง ยาสมุนไพร และอาหารเสริม
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบ โดยเฉพาะหัดเยอรมัน ก่อนตั้งครรภ์

การดูแลครอบครัวและภาวะจิตใจ

การมีลูกที่มี Pulmonary Atresia เป็นเรื่องท้าทายสำหรับครอบครัว
สิ่งที่ช่วยได้ ได้แก่:

  • ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับทีมแพทย์โรคหัวใจเด็ก ศัลยแพทย์หัวใจ และทีมสหสาขาวิชาชีพ
  • ขอคำปรึกษาและข้อมูลจากทีมแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
  • เข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนครอบครัวเด็กโรคหัวใจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้กำลังใจกัน
  • ดูแลสุขภาพจิตของพ่อแม่และผู้ดูแล หาพื้นที่พูดคุย ระบายความเครียด และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

 

บทสรุป

ภาวะลิ้นหัวใจปอดไม่เปิด (Pulmonary Atresia) เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่ร้ายแรง
โดยลิ้นหัวใจปอดไม่เปิดหรือไม่มี ทำให้เลือดไม่สามารถไหลจากห้องล่างขวาไปยังปอดได้ตามปกติ
ทารกมักมีอาการเขียวคล้ำ หายใจเร็ว ดูดนมน้อย และน้ำหนักไม่ขึ้นตั้งแต่หลังคลอดไม่นาน

ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที
เริ่มจากการให้ยา Prostaglandin E1 เพื่อคง Ductus arteriosus ให้เปิดอยู่ ตามด้วยการผ่าตัดหรือหัตถการหลายขั้นตอน
เพื่อสร้างทางให้เลือดไปปอดและช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

การวินิจฉัยเร็ว การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และการติดตามระยะยาวอย่างใกล้ชิด
ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาวของเด็กได้อย่างมาก

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Mayo Clinic. Pulmonary atresia – Symptoms & causes. Mayo Clinic.
CDC. About Pulmonary Atresia. Centers for Disease Control and Prevention.
Mayo Clinic. Congenital heart defects in children – Symptoms & causes. Mayo Clinic.