Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคเลือดข้น: ภัยเงียบที่ต้องระวัง

“โรคเลือดข้น” ปล่อยไว้นานไปอันตราย เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและมะเร็ง

คุณเคยสังเกตไหมว่าตัวเองมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ หน้าแดงกว่าปกติ หรือรู้สึกหายใจลำบาก? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคเลือดข้น” ที่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้

โรคเลือดข้นคืออะไร?

โรคเลือดข้น (Polycythemia Vera) เป็นโรคในกลุ่มโรคไขกระดูกที่ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงมากเกินความจำเป็น ผลที่ตามมาคือเลือดจะข้นและหนืดผิดปกติ ทำให้ไหลเวียนได้ไม่ดี

ลองจินตนาการว่าเม็ดเลือดแดงในร่างกายเราเปรียบเสมือนรถยนต์บนถนน หากมีรถมากเกินไป ถนนก็จะติดขัด การไหลเวียนจะช้าลง และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดของผู้ป่วยโรคเลือดข้น

นอกจากเม็ดเลือดแดงแล้ว ไขกระดูกของผู้ป่วยมักจะผลิตเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

โรคเลือดข้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

  • สาเหตุหลัก: ความผิดปกติทางพันธุกรรม

การวิจัยพบว่าผู้ป่วยมากกว่า 90% มีการกลายพันธุ์ของยีน JAK2 ซึ่งเปรียบเสมือน “สวิตช์” ที่ควบคุมการผลิตเม็ดเลือดแดง เมื่อสวิตช์นี้เสีย ไขกระดูกจึงผลิตเม็ดเลือดแดงไม่หยุด

  • ใครเสี่ยงมากกว่า?

    • เพศชาย มีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง
    • อายุมากกว่า 40 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก
    • ประวัติครอบครัว หากมีญาติเป็นโรคเลือดข้น
  • เลือดข้นแบบรอง (Secondary Polycythemia)

บางครั้งเลือดข้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น:

  • ภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง จากโรคปอดหรือโรคหัวใจ
  • การสูบบุหรี่ ที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน
  • โรคไตบางชนิด ที่ผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงมากเกินไป
  • การอยู่ในที่สูง เป็นเวลานาน

ผู้เป็นโรคเลือดข้นจะมีอาการอย่างไร

โรคเลือดข้นมักแสดงอาการค่อยเป็นค่อยไป และอาการที่พบบ่อยได้แก่:

อาการเบื้องต้น

  • ใบหน้าแดง ตาแดง โดยเฉพาะหลังออกแรงหรืออยู่ในที่ร้อน
  • ปวดศีรษะ มึนศีรษะ บ่อยกว่าปกติ
  • ง่วงซึม แม้ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
  • หายใจสั้น หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อออกแรง

อาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน

  • ชา เจ็บปลายมือปลายเท้า เหมือนมีเข็มแย็บ
  • คันตามผิวหนัง โดยเฉพาะหลังอาบน้ำอุ่น (อาการนี้พบได้เฉพาะในโรคเลือดข้น)
  • ตึงหรือแน่นท้องด้านซ้าย เมื่อม้ามโตขึ้น
  • ปวดข้อ บางรายอาจมีโรคเกาต์ร่วมด้วย

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์

  • เจ็บเค้นหน้าอก ที่อาจร้าวไปลำคอหรือไหล่
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว อาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง
  • ความดันโลหิตสูงผิดปกติ

ผู้เป็นโรคเลือดข้นมีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

  1. ความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเลือดที่ข้นและหนืดผิดปกติจะไหลเวียนได้ช้าลง เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก โรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดที่ขาและปลายนิ้ว ซึ่งอาจนำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้

 

  1. ภาวะม้ามโตและตับโตการสร้างเม็ดเลือดจำนวนมากทำให้ม้ามและตับต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้อง อิ่มง่าย และปวดบริเวณชายโครง หากปล่อยไว้และไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากม้ามโต เช่น ม้ามแตก

 

  1. อาการเรื้อรังที่รบกวนการใช้ชีวิตผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เหงื่อออกกลางคืน คันตามผิวหนังโดยเฉพาะหลังอาบน้ำอุ่น น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ปวดกระดูก และนอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นเรื้อรังและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

 

  1. ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรังและเลือดออกง่ายเลือดที่ข้นผิดปกติอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลได้ง่ายและหายช้า รวมถึงมีจุดแดงหรือจ้ำเลือดตามร่างกายและมีเลือดออกผิดปกติในบางราย

 

  1. การเปลี่ยนแปลงของไขกระดูกในระยะยาว ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะไขกระดูกเป็นพังผืด (Myelofibrosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ไขกระดูกจะเสื่อมสภาพและสร้างเม็ดเลือดได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางและภูมิคุ้มกันต่ำ

 

  1. ความเสี่ยงต่อการกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยโรคเลือดข้นอาจเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute Leukemia) มักเกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคเป็นเวลานานหรือได้รับยาเคมีบำบัดบางชนิด

 

  1. ผลข้างเคียงจากการรักษาการรักษาด้วยยา เช่น Hydroxyurea หรือยามุ่งเป้า อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดเชื้อ โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต.

การตรวจวินิจฉัยโรคเลือดข้นมีวิธีการอย่างไร

ต้องใช้การตรวจหลายวิธีร่วมกัน เพื่อระบุสาเหตุและแยกแยะชนิดของโรคอย่างถูกต้อง โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  1. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)เป็นการตรวจเลือดพื้นฐานเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ผู้ป่วยโรคเลือดข้นจะมีเม็ดเลือดแดงสูงกว่าปกติ และอาจพบเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดสูงร่วมด้วยในบางกรณี

 

  1. ตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear)ตรวจลักษณะรูปร่างและจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดงภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูความผิดปกติของเซลล์

 

  1. ตรวจระดับฮีมาโตคริต (Hematocrit) และฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)ค่าฮีมาโตคริตและฮีโมโกลบินที่สูงกว่าค่าปกติเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของภาวะเลือดข้น

 

  1. ตรวจระดับฮอร์โมนอีริโทรโพอิเอติน (Erythropoietin)ช่วยแยกระหว่างเลือดข้นชนิดปฐมภูมิ (ฮอร์โมนต่ำ) กับเลือดข้นชนิดรอง (ฮอร์โมนสูงหรือปกติ)

 

  1. ตรวจไขกระดูก (Bone Marrow Aspiration and Biopsy)ดูการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกว่ามีความผิดปกติหรือไม่ในภาวะเลือดข้นปฐมภูมิ (เช่น Polycythemia Vera) จะพบการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดมากผิดปกติ

 

  1. ตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน JAK2การกลายพันธุ์ของยีน JAK2 โดยเฉพาะ JAK2V617F พบได้ในผู้ป่วยโรคเลือดข้นประเภท Polycythemia Vera เกือบทั้งหมด จึงเป็นการตรวจยืนยันที่สำคัญ

 

  1. การตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสมเช่น การตรวจหาสาเหตุรองที่ทำให้เกิดภาวะเลือดข้น เช่น ตรวจการทำงานของปอด การตรวจหาก้อนเนื้อหรือเนื้องอกที่อาจผลิต EPO

 

สรุปขั้นตอนการวินิจฉัย

  1. เริ่มจากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หากพบค่าผิดปกติจึงตรวจเพิ่มเติม
  2. ตรวจสเมียร์เลือดและระดับฮอร์โมนอีริโทรโพอิเอติน
  3. ตรวจไขกระดูกและตรวจยีน JAK2 หากสงสัยเลือดข้นชนิดปฐมภูมิ
  4. ตรวจหาสาเหตุรองหากสงสัยเลือดข้นชนิดรอง

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคเลือดข้น

เป้าหมายการรักษา

  • ลดความหนืดของเลือด
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากลิ่มเลือด
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
  • ควบคุมอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน

วิธีการรักษาหลัก

1. การเอาเลือดออก (Phlebotomy)

เป็นวิธีหลักที่ปลอดภัยที่สุด คล้ายกับการบริจาคเลือด แต่ทำบ่อยกว่า โดยมีเป้าหมายให้ค่า Hematocrit ต่ำกว่า 45%

ข้อดี:

  • ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงจากยา
  • ลดความหนืดของเลือดได้ทันที
  • สามารถทำได้ทุกวัย

2. การใช้ยา

ยาต้านเกล็ดเลือด (Aspirin):

  • ลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือด
  • ใช้ในขนาดเล็ก (80-100 มก./วัน)
  • ต้องระวังเรื่องเลือดออก

ยาเคมีบำบัดขนาดเบา (Hydroxyurea):

  • ใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
  • ช่วยลดการผลิตเม็ดเลือดแดง
  • ต้องติดตามผลข้างเคียง

ยาใหม่ที่ทันสมัย:

  • ยากดภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจง
  • ยาต้านการสร้างเม็ดเลือดแบบใหม่
  • ใช้ในกรณีที่ไม่ตอบสนองการรักษาแบบเดิม

การดูแลตนเอง

  • พบแพทย์ตามนัด อย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจเลือดตามที่แพทย์สั่ง เพื่อติดตามผล
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ที่จะทำให้อาการแย่ลง
  • ออกกำลังกายเบาๆ ตามความเหมาะสม

ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อลดความหนืดของเลือด

การพยากรณ์โรคและคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคเลือดข้น

ผู้ป่วยโรคเลือดข้นที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องสามารถมีชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติได้ อย่างไรก็ตาม ในบางรายที่โรคลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขกระดูกเสื่อม หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเลือดข้น

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น อาการชา เจ็บหน้าอก แขนขาอ่อนแรง และรีบพบแพทย์หากมีอาการเหล่านี้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

สรุป

โรคเลือดข้น (Polycythemia Vera) เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถติดตามสุขภาพของเลือดเราได้จากการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเพื่อการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ และโรคยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป้าหมายสำคัญคือการควบคุมปริมาณเม็ดเลือดแดง ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่ายโรคเลือดข้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

Ref: clevelandclinic

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคปอดและทรวงอก

  • ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวชศาสตร์

  • รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคข้อและรูมาตอยด์

  • นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ

  • พญ. นวลศรี แตระกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. นิวัน กลิ่นงาม

    แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต

  • พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

  • ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว

    แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา

  • นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคภูมิแพ้