Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ภาวะรกเกาะแน่นผิดปกติ (Placenta Accreta Spectrum; PAS)

ภาวะ รกเกาะแน่นผิดปกติ (Placenta Accreta Spectrum – PAS) คือภาวะที่ รกฝังลึกกว่าปกติในผนังมดลูก จนทำให้หลังคลอด รกไม่สามารถลอกออกเองได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการตกเลือดรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของคุณแม่ได้

 

ภาวะนี้ถือเป็น ภาวะตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง (High-risk pregnancy) ที่ต้องอาศัยการดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระหว่างคลอด และหลังคลอด เพื่อให้คุณแม่และทารกปลอดภัยสูงสุด

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมสูติ-นรีแพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญกับภาวะนี้ เนื่องจากอัตราการพบ ในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ภาวะรกเกาะแน่นผิดปกติคืออะไร

 

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อ รก (placenta) ซึ่งเป็นอวัยวะที่เชื่อมระหว่างแม่และทารกเพื่อส่งผ่านออกซิเจนและสารอาหาร ฝังลึกลงไปในผนังมดลูกมากกว่าปกติ

 

โดยทั่วไป รกจะเกาะอยู่ที่ชั้นเยื่อบุมดลูก (decidua basalis) และสามารถลอกออกได้เองหลังทารกคลอด แต่ในภาวะ PAS รกจะฝังลึกจน “ติดแน่น” กับกล้ามเนื้อมดลูก หรือทะลุผนังมดลูกออกไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ

 

ระดับความรุนแรงของภาวะนี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • Placenta accreta – รกฝังลึกกว่าปกติถึงชั้นเยื่อบุมดลูก แต่ยังไม่ถึงกล้ามเนื้อมดลูก
  • Placenta increta – รกแทรกเข้าไปถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
  • Placenta percreta – รกทะลุผนังมดลูก และอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะ

 

สาเหตุของการเกิดภาวะนี้

 

สาเหตุหลักเกิดจาก ความผิดปกติของชั้นเยื่อบุมดลูก (decidua) หรือ รอยแผลเป็นในผนังมดลูก ที่ทำให้บริเวณนั้นไม่สามารถสร้างเยื่อบุใหม่ได้สมบูรณ์ เมื่อมีการตั้งครรภ์ รกจึงฝังตัวลึกผิดตำแหน่งกว่าปกติ

 

ภาวะนี้มักพบในคุณแม่ที่

  • เคย ผ่าตัดคลอดบุตร (C-section) มาก่อน โดยเฉพาะตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป
  • เคย ผ่าตัดมดลูก หรือมีแผลเป็นในโพรงมดลูกจากการขูดมดลูก
  • มีภาวะ รกเกาะต่ำ (Placenta previa)
  • อายุครรภ์มาก (คุณแม่อายุมากกว่า 35 ปี)
  • เคยมีบุตรหลายครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในหญิงที่ไม่เคยผ่าตัดมาก่อน เพียงแต่ความเสี่ยงจะต่ำกว่า

 

อาการที่ควรสังเกต

 

โดยทั่วไป ภาวะนี้ มักไม่แสดงอาการชัดเจนระหว่างตั้งครรภ์ และมักถูกตรวจพบโดยบังเอิญระหว่างการอัลตราซาวนด์ (Ultrasound)

 

ในบางรายอาจมี เลือดออกทางช่องคลอดในช่วงไตรมาสที่สาม โดยเฉพาะหากมีภาวะรกเกาะต่ำร่วมด้วย

 

แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วย

  • อัลตราซาวนด์แบบเฉพาะทาง (Obstetric Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งและการแทรกของรก
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging) ในกรณีที่ต้องประเมินความลึกและขอบเขตของการฝังตัวของรกอย่างละเอียด

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

 

ปัจจัย

คำอธิบาย

  • เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน
    แผลเป็นจากการผ่าตัดเป็นจุดอ่อนให้รกฝังลึก
  • ภาวะรกเกาะต่ำ
    รกอยู่ใกล้ปากมดลูก ทำให้เสี่ยงฝังลึก
  • อายุแม่มากกว่า 35 ปี
    เยื่อบุโพรงมดลูกเสื่อมตามอายุ
  • เคยมีบุตรหลายครั้ง
    การตั้งครรภ์ซ้ำทำให้เยื่อบุมดลูกเปราะบาง
  • เคยผ่าตัดมดลูกแบบอื่น
    เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก หรือขูดมดลูกบ่อย

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 

1. เลือดออกมากหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage)

ถือเป็นภาวะอันตรายที่สุดของ PAS เนื่องจากรกลอกออกไม่ได้ ทำให้เกิดการตกเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งอาจต้องให้เลือดจำนวนมาก และบางรายจำเป็นต้อง ผ่าตัดมดลูกออก (Hysterectomy) เพื่อหยุดเลือด

 

2. ภาวะเลือดออกผิดปกติ (DIC) และภาวะไตวาย

เมื่อเลือดออกมากและไม่สามารถควบคุมได้ อาจเกิดภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) ซึ่งเป็นภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติและกระทบต่ออวัยวะสำคัญ

 

3. คลอดก่อนกำหนด

หากมีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ แพทย์อาจจำเป็นต้องให้คลอดก่อนกำหนดเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

 

4. การสูญเสียอวัยวะอื่น

ในกรณี Placenta percreta รกอาจฝังทะลุไปถึงกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ต้องผ่าตัดซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

 

การวินิจฉัยและการดูแลก่อนคลอด

 

เมื่อสงสัยภาวะ PAS แพทย์จะนัดติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด โดยอาจใช้ การอัลตราซาวนด์เป็นระยะ (Serial Ultrasound) เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการคลอดล่วงหน้า

 

ในกรณีที่ยืนยันภาวะ PAS จะมีการวางแผนให้

  • ผ่าตัดคลอดก่อนกำหนด (C-section) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม
  • มีทีม สูติแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ แพทย์วิสัญญี และทีมธนาคารเลือด ร่วมในการดูแล
  • เตรียมเลือดสำรองและเครื่องมือช่วยชีวิตอย่างเพียงพอ

 

การผ่าตัดจะต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยบางกรณีแพทย์จะ ปล่อยให้รกค้างไว้โดยไม่ลอกออก แล้วทำการตัดมดลูกออกทั้งชิ้นพร้อมรก เพื่อป้องกันการตกเลือดรุนแรง

 

การดูแลหลังคลอด

 

หลังการผ่าตัด คุณแม่ที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องอยู่ในห้องพักฟื้นหรือหอผู้ป่วยหนัก (ICU) เพื่อเฝ้าระวังภาวะเลือดออกซ้ำ การติดเชื้อ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและปอด

 

ในบางรายอาจต้องได้รับการดูแลทางจิตใจเพิ่มเติม เพราะการสูญเสียมดลูกอาจส่งผลต่อความรู้สึกภายในและภาพลักษณ์ของตนเอง

 

การป้องกันภาวะรกเกาะแน่นผิดปกติ

 

แม้ภาวะนี้ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถ ลดความเสี่ยง ได้ด้วยการดูแลก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม

  • หลีกเลี่ยงการผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็น
    การผ่าคลอดควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น เพราะการผ่าตัดแต่ละครั้งเพิ่มความเสี่ยงของแผลเป็นในมดลูก
  • ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ (Antenatal Care)
    เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจพบภาวะผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก
  • แจ้งประวัติการผ่าตัดมดลูกทุกครั้ง
    เช่น ผ่าคลอด ผ่าตัดเนื้องอก หรือขูดมดลูก
  • หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรคลอดในโรงพยาบาลที่มีทีมเฉพาะทางและเลือดสำรองเพียงพอ

 

การเตรียมตัวของคุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

 

  • เข้าพบสูติแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ต้น
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการคลอดอย่างละเอียด
  • เตรียมใจรับมือกับความเป็นไปได้ของการผ่าตัดมดลูก
  • ขอคำปรึกษาด้านจิตใจหากมีความวิตกกังวล

 

สรุป

 

ภาวะ รกเกาะแน่นผิดปกติ (Placenta Accreta Spectrum – PAS) เป็นภาวะที่รกฝังตัวลึกในผนังมดลูกมากกว่าปกติ อาจนำไปสู่การตกเลือดรุนแรงหลังคลอด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในมารดาทั่วโลก

 

การ ตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะก่อนคลอด การดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขา และการ วางแผนคลอดในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม เป็นหัวใจสำคัญในความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก

 

เอกสารอ้างอิง

 

World Health Organization (WHO). Maternal and perinatal health recommendations on placenta accreta spectrum disorders. 2023.

American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Placenta Accreta Spectrum. Obstetric Care Consensus No. 7, 2018.

Royal College of Obstetricians and Gynaecologists (RCOG). Placenta praevia and placenta accreta: diagnosis and management. Green-top Guideline No. 27, 2018.