Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Effusion)

ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Effusion) คือภาวะที่มีของเหลวสะสมมากกว่าปกติในช่องว่างระหว่างชั้นของเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium)

 

เยื่อหุ้มหัวใจเป็นถุงบางๆ สองชั้นที่หุ้มหัวใจไว้ ปกติจะมีของเหลวในปริมาณเล็กน้อย (ประมาณ 15-50 มิลลิลิตร) เพื่อทำหน้าที่หล่อลื่นให้หัวใจเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อเกิดการอักเสบ บาดเจ็บ เลือดออก หรือมีโรคบางอย่าง ของเหลวอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

 

การสะสมของของเหลวอาจเกิดขึ้นช้าๆ (Chronic) หรืออย่างรวดเร็ว (Acute) ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากของเหลวเพิ่มขึ้นช้าๆ เยื่อหุ้มหัวใจอาจขยายตัวได้ ทำให้ไม่มีอาการทันที แต่หากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจรบกวนการทำงานของหัวใจอย่างรุนแรงและนำไปสู่ภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต

 

อาการและสัญญาณ

 

อาการของภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจขึ้นอยู่กับปริมาณของของเหลวและความเร็วในการสะสม ผู้ป่วยหลายรายอาจไม่มีอาการโดยเฉพาะเมื่อของเหลวเพิ่มขึ้นช้าๆ และค้นพบโดยบังเอิญจากการตรวจอื่น

 

อาการที่พบบ่อย

 

  • หายใจลำบาก หายใจสั้น โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือนอนราบ
  • แน่นหน้าอกหรือเจ็บหน้าอก มักเกิดบริเวณกลางหน้าอกหรือด้านซ้าย รู้สึกตึงหรืออึดอัด
  • หายใจลำบากมากขึ้นเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนหลายใบหรือนั่งเพื่อหายใจได้สะดวกขึ้น
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
  • บวมน้ำ ที่ขา ข้อเท้า หรือมีท้องมาน (ท้องบวม)
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิดปกติ
  • ไอ โดยเฉพาะเมื่อนอน
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ผิดปกติ

 

อาการของภาวะบีบรัดหัวใจ – ภาวะฉุกเฉิน

 

เมื่อของเหลวสะสมมากจนกดทับหัวใจ (Cardiac Tamponade) จะมีอาการ:

  • หายใจลำบากอย่างรุนแรงและกะทันหัน
  • เจ็บหน้าอกรุนแรง
  • ความดันโลหิตตกต่ำอย่างฉับพลัน
  • ชีพจรเร็วและอ่อนแรง
  • หน้าซีด เหงื่อออก
  • สลบ หมดสติ

 

เมื่อใดควรพบแพทย์

 

ควรรีบติดต่อแผนกฉุกเฉินทันที หากมีอาการ:

  • เจ็บหน้าอกรุนแรงต่อเนื่องนานกว่า 2-3 นาที
  • หายใจลำบากมาก
  • เป็นลม หมดสติ
  • ความดันโลหิตตกต่ำ

 

ควรนัดพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากมีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือบวมน้ำที่ไม่ทราบสาเหตุ

 

สาเหตุของภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ

 

สาเหตุของภาวะนี้มีได้หลากหลาย บางครั้งอาจไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

 

การอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericarditis)

 

  • เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อราที่เยื่อหุ้มหัวใจ
  • อาจเกิดหลังจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Post-MI pericarditis)
  • อาจเกิดหลังการผ่าตัดหัวใจ (Post-cardiac injury syndrome)

 

โรคภูมิคุ้มกันตนเอง

 

  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
  • โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus: SLE)
  • โรคสคลีโรเดอร์มา (Scleroderma)
  • โรคเบเชต (Behçet’s Disease)

 

มะเร็ง

 

  • มะเร็งของหัวใจหรือเยื่อหุ้มหัวใจ (พบน้อย)
  • มะเร็งที่แพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ จากอวัยวะอื่น เช่น:
    • มะเร็งปอด
    • มะเร็งเต้านม
    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
    • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

 

โรคไตวาย

 

  • ภาวะไตวายเรื้อรังที่รุนแรง ทำให้มีของเสียสะสมในเลือด (Uremia)
  • ของเสียเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ

 

โรคต่อมไทรอยด์

 

  • ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) โดยเฉพาะที่รุนแรงและไม่ได้รับการรักษา

 

การบาดเจ็บที่หน้าอก

 

  • จากอุบัติเหตุ การกระแทก หรือการผ่าตัดหน้าอก
  • เลือดอาจรั่วเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มหัวใจ (Hemopericardium)

 

การรักษาโรคมะเร็ง

 

  • การฉายรังสีรักษา บริเวณหน้าอก
  • ยาเคมีบำบัดบางชนิด ที่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจ

 

ยาและสารพิษ

 

  • ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ
  • สารพิษบางชนิด

 

สาเหตุอื่นๆ

 

  • วัณโรค (Tuberculosis) โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบโรคนี้บ่อย
  • การผ่าตัดหรือหัตถการหัวใจ เช่น การสวนหัวใจ การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • โรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง ที่แตกรั่วเข้าสู่เยื่อหุ้มหัวใจ
  • ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic)

 

ในบางกรณี แม้จะตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้

 

ปัจจัยเสี่ยง

 

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ได้แก่:

  • การติดเชื้อ โดยเฉพาะไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค
  • การผ่าตัดหรือหัตถการที่หัวใจ ในระยะที่ผ่านมา
  • โรคหัวใจอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • โรคปอดหรืออวัยวะใกล้เคียงกับหัวใจ
  • โรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะที่ต้องฟอกไต
  • โรคภูมิคุ้มกันตนเอง
  • มะเร็งและการรักษามะเร็ง รวมถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด
  • ประวัติได้รับรังสีรักษาที่หน้าอก
  • การบาดเจ็บที่หน้าอก

 

การวินิจฉัย

 

การวินิจฉัยภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจต้องอาศัยการตรวจหลายวิธี:

 

การซักประวัติและตรวจร่างกาย

 

แพทย์จะซักถามอาการ ประวัติโรค และโรคประจำตัว

 

ฟังเสียงหัวใจและปอด ซึ่งอาจได้ยินเสียงผิดปกติ

 

ตรวจหลอดเลือดคอ ซึ่งอาจโป่งผิดปกติ

 

วัดความดันโลหิตและชีพจร

 

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่าย

 

1. เอกซเรย์ทรวงอก

 

  • อาจเห็นหัวใจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
  • ช่วยตรวจหาสาเหตุอื่นของอาการ เช่น ปอดอักเสบ น้ำในปอด

 

2. อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram)

 

  • เป็นการตรวจหลักที่สำคัญที่สุด
  • แสดงปริมาณของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจ
  • ประเมินการทำงานของหัวใจและดูว่ามีการกดทับหัวใจหรือไม่

 

3. คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

 

  • ตรวจหาความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ
  • อาจพบแรงดันไฟฟ้าต่ำหากมีของเหลวมาก

 

4. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI ของหัวใจ

 

  • ให้ภาพที่ละเอียดของหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจ
  • ช่วยหาสาเหตุ เช่น มะเร็ง การอักเสบ

 

5. การตรวจเลือด

 

  • ตรวจหาการติดเชื้อ การอักเสบ
  • ตรวจสมรรถภาพไต ต่อมไทรอยด์
  • ตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งบางชนิด

 

การรักษา

 

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ปริมาณของของเหลว และอาการ

 

การรักษาตามสาเหตุ

 

หากเกิดจากการติดเชื้อ:

  • ให้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาต้านเชื้อราตามชนิดของเชื้อ

 

หากเกิดจากการอักเสบ:

  • ยาแก้อักเสบ เช่น NSAIDs (ibuprofen, indomethacin)
  • ยา Colchicine
  • ยาสเตียรอยด์ในกรณีที่รุนแรง

 

หากเกิดจากโรคภูมิคุ้มกันตนเอง:

  • ยาควบคุมภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ ยากดภูมิคุ้มกัน

 

หากเกิดจากโรคไตวาย:

  • การฟอกไตที่เพิ่มประสิทธิภาพหรือบ่อยขึ้น

 

หากเกิดจากไทรอยด์ทำงานต่ำ:

  • ยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน

 

หากเกิดจากมะเร็ง:

  • การรักษามะเร็งตามแผนของแพทย์มะเร็งวิทยา

 

การระบายของเหลวออก (Pericardiocentesis)

 

หากของเหลวมากหรือมีอาการรุนแรง อาจต้องเจาะระบายของเหลวออก:

  • ใช้เข็มแทงเข้าไปในช่องเยื่อหุ้มหัวใจผ่านทางผนังหน้าอก
  • ทำโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์นำทาง
  • ช่วยบรรเทาอาการได้ทันที
  • สามารถส่งตรวจของเหลวเพื่อหาสาเหตุ

 

การผ่าตัด

 

ในบางกรณีที่รุนแรงหรือเกิดซ้ำบ่อย อาจต้อง:

  • การเปิดช่องระบายในเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Window) สร้างช่องให้ของเหลวระบายออกได้เอง
  • การตัดเยื่อหุ้มหัวใจออก (Pericardiectomy) ตัดเยื่อหุ้มหัวใจออกทั้งหมดหรือบางส่วน ใช้ในกรณีที่มีปัญหาซ้ำซากหรือเยื่อหุ้มหัวใจหนาและแข็งตึง

 

ภาวะแทรกซ้อน

 

ภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade)

 

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุด เกิดเมื่อ:

  • ของเหลวในเยื่อหุ้มหัวใจมากจนกดทับหัวใจ
  • ห้องหัวใจไม่สามารถขยายตัวและเติมเลือดได้เต็มที่
  • เลือดที่สูบฉีดออกไปเลี้ยงร่างกายลดลงอย่างมาก

 

เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที โดยการระบายของเหลวออก

 

ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

 

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เยื่อหุ้มหัวใจหนาและแข็งตึง (Constrictive Pericarditis) จากการอักเสบเรื้อรัง

 

การป้องกันและการดูแลตนเอง

 

ยังไม่มีวิธีป้องกันเฉพาะเจาะจง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย:

 

การดูแลโรคประจำตัว

 

  • ควบคุมโรคไต หากเป็นโรคไตเรื้อรัง ฟอกไตตามแพทย์นัด
  • รักษาโรคไทรอยด์ ให้ได้รับการควบคุมที่ดี
  • ควบคุมโรคภูมิคุ้มกันตนเอง ใช้ยาตามแพทย์สั่ง
  • รักษามะเร็ง ตามแผนการรักษา

 

การป้องกันการติดเชื้อ

 

  • รักษาสุขอนามัยที่ดี
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื่อตามแพทย์แนะนำ

 

การติดตามหลังผ่าตัดหรือหัตถการหัวใจ

 

  • ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หลังจากผ่าตัดหรือหัตถการหัวใจ
  • แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ

 

การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ

 

  • หากมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจสุขภาพตามนัดแพทย์
  • หากเคยมีภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ควรได้รับการติดตามต่อเนื่อง

 

สรุป

 

ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Effusion) คือการมีของเหลวสะสมรอบหัวใจมากกว่าปกติ อาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อของเหลวมากขึ้นจะเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือบวมน้ำ

 

สาเหตุมีได้หลากหลาย ตั้งแต่การติดเชื้อ การอักเสบ โรคภูมิคุ้มกันตนเอง มะเร็ง โรคไต ไปจนถึงโรคไทรอยด์ ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดคือภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิตและต้องได้รับการรักษาทันที

 

การรู้จักสัญญาณเตือนและเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์อย่างทันท่วงทีมีความสำคัญ หากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หรือเป็นลม ควรรีบติดต่อแผนกฉุกเฉินทันที

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

Mayo Clinic. Pericardial effusion — Symptoms & causes.