มะเร็งรังไข่มักไม่มีอาการชัดในระยะแรก สัญญาณที่ควรระวังคือ ท้องอืด อิ่มเร็ว ปวดท้องน้อย ที่เกิดบ่อยและต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวหรือมียีน BRCA ควรตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจภายใน อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด และตรวจเลือด CA-125 ช่วยประเมินความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะต้น
อาการมะเร็งรังไข่ระยะแรก
มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer) มักถูกเรียกว่า “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว การทำความเข้าใจสัญญาณเตือนและอาการต่างๆ ของมะเร็งรังไข่จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดการสูญเสียได้
แต่ความจริงนั่นคือ “สัญญาณเตือนมะเร็งรังไข่”
สัญญาณเตือนมะเร็งรังไข่ระยะแรกที่ไม่ควรมองข้าม
สัญญาณเตือนของมะเร็งรังไข่มักคล้ายคลึงกับอาการของโรคระบบทางเดินอาหารหรืออาการก่อนมีประจำเดือน แต่จุดแตกต่างคือ อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่อง เช่น
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในท้องบ่อย รู้สึกพองหรือบวมในท้องอย่างต่อเนื่อง
- อิ่มเร็วผิดปกติ ทั้งที่รับประทานได้น้อยลง
- ปวดหน่วงที่บริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน
ความแตกต่างระหว่าง "อาการทั่วไป" กับ "อาการมะเร็งรังไข่"
| ลักษณะอาการ | อาการทั่วไป (เช่น ท้องอืดจากอาหาร) | อาการที่ควรสงสัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ |
|---|---|---|
| ความถี่ | เกิดเป็นพักๆ ตามมื้ออาหาร | เกิดเกือบทุกวัน |
| ความต่อเนื่อง | กินยาช่วยย่อยแล้วหายไป | เป็นต่อเนื่องยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ |
| ความรุนแรง | ไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก | อาการแย่ลงเรื่อยๆ และไม่ดีขึ้น |
อาการมะเร็งรังไข่ที่พบบ่อยและสังเกตได้
เมื่อก้อนมะเร็งเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเริ่มส่งผลต่ออวัยวะข้างเคียง จะมีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน ดังนี้
- มีพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป ปัสสาวะบ่อยหรือกะทันหัน (Urinary Urgency or Frequency) รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติหรือต้องรีบเข้าห้องทันที ทั้งนี้เนื่องจากมีก้อนไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
- มีรอบเดือนผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน
- รูปร่างเปลี่ยนแปลง หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น เหมือนอ้วนขึ้น แต่แขนขาลีบลง หรือคลำพบก้อนในท้องน้อย
หากคุณมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือเกิดขึ้นมากกว่า 12 ครั้งใน 1 เดือน
ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
อาการมะเร็งรังไข่ที่สังเกตไม่ได้ (อาการภายใน)
อาการเหล่านี้อาจไม่แสดงออกทางกายภาพให้เห็นชัดเจน แต่อาจรู้สึกได้จากความผิดปกติของร่างกายโดยรวม
- ภาวะท้องมาน (Ascites) คือ การมีน้ำสะสมในช่องท้อง ทำให้ท้องป่องและตึง ซึ่งมักเกิดในระยะแพร่กระจาย
- เหนื่อยล้า รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักตัวเปลี่ยนไป เช่น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือในบางรายอาจน้ำหนักขึ้นจากก้อนเนื้อและน้ำในช่องท้อง
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกรานมีการอักเสบหรือถูกเบียด
อาการมะเร็งรังไข่ในแต่ละระยะ
- ระยะที่ 1 – มะเร็งยังอยู่ที่รังไข่ (ข้างเดียวหรือสองข้าง) ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการท้องอืดเล็กน้อย คล้ายคลึงกับอาการของโรคระบบทางเดินอาหารหรืออาการก่อนมีประจำเดือน มะเร็งรังไข่ระยะที่ 1 ถูกวินิจฉัยเจอได้ยากมาก เพราะร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ “ไม่เฉพาะเจาะจง” (Non-specific symptoms) จนผู้หญิงส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องปกติของร่างกาย
- ระยะที่ 2 – มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ท่อนำไข่ หรือลำไส้ส่วนปลาย จะเริ่มปวดท้องน้อยชัดเจนขึ้น
- ระยะที่ 3 – มะเร็งกระจายไปสู่เยื่อบุช่องท้อง หรือต่อมน้ำเหลือง จะพบอาการท้องมาน อิ่มเร็ว และคลำก้อนได้ชัดเจน
- ระยะที่ 4 – มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด จะมีอาการหายใจลำบาก หรือการทำงานของตับผิดปกติ
ตั้งแต่ระยะที่ 1 (Early Detection)
เพื่อให้ตรวจพบมะเร็งรังไข่ได้ตั้งแต่ ระยะที่ 1 (Early Detection) ซึ่งเป็นระยะที่โอกาสรักษาหายขาดสูงที่สุด (มากกว่า 90%) แต่แทบไม่มีอาการเลยนั้น ต้องใช้การตรวจ “เชิงรุก” (Proactive Screen) เนื่องจากการตรวจร่างกายทั่วไปมักจะคลำไม่พบก้อนในระยะแรก แต่การตรวจภายในประจำปีจะช่วยให้แพทย์ประเมินความผิดปกติของมดลูกและปีกมดลูกเบื้องต้นได้ และแนะนำให้ตรวจด้วย 2 วิธีต่อไปนี้ควบคู่กัน โดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวช เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ
เป็นวิธีที่สามารถตรวจพบก้อนเนื้อหรือถุงน้ำที่มีลักษณะผิดปกติได้ แม้จะมีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตร โดยแพทย์จะดูจากรูปร่างของก้อน ว่ามีส่วนเนื้อแข็ง หรือมีของเหลวขุ่นข้างในที่น่าสงสัย และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากรังไข่ตั้งอยู่ลึกในอุ้งเชิงกราน การใช้หัวตรวจผ่านทางช่องคลอดจะทำให้เข้าใกล้รังไข่ได้มากที่สุด ภาพที่ได้จึงมีความละเอียดสูงกว่าการตรวจอัลตราซาวด์ผ่านหน้าท้อง ทำให้เห็นความผิดปกติเล็กๆ ของรังไข่ได้ชัดเจน
เป็นการตรวจหาโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือดที่มักจะสูงขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ค่านี้อาจสูงขึ้นได้จากโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ดังนั้นต้องแปลผลควบคู่กับผลอัลตราซาวด์เสมอ
ผู้ที่มีประวัติครอบครัว หรือ พบยีนกลายพันธุ์ (BRCA1, BRCA2) ต้องระวัง!
ใครควรต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ "มากที่สุด" (Ovarian Cancer High Risk Group)
กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ควรรอให้มีอาการ แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัว (สำคัญมาก) – มีแม่ พี่สาว หรือน้องสาว เป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่ตรวจพบยีนกลายพันธุ์ (BRCA1, BRCA2) – หากทราบว่าตนเองมีพันธุกรรมนี้ ท่านมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
- ผู้หญิงวัยทอง (อายุ 50 ปีขึ้นไป) – มะเร็งรังไข่พบได้มากในช่วงอายุนี้
- ผู้ที่มีประวัติสุขภาพเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ต่อไปนี้
– ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีบุตร
– ผู้ที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือช็อกโกแลตซีสต์เรื้อรัง
– ผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว (ก่อนอายุ 12 ปี) หรือหมดประจำเดือนช้า (หลังอายุ 55 ปี)
สำหรับบุคคลทั่วไป “การตรวจภายในและอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานปีละ 1 ครั้ง” ถือเป็นมาตรฐานการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่ดีเพียงพอแล้ว แต่หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เช่น มีประวัติครอบครัว) ด้วย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจทุกๆ 6 เดือน และที่สำคัญหากมีอาการ “ท้องอืด อิ่มเร็ว ปวดหน่วง” ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ อย่าด่วนสรุปว่าเป็นแค่โรคในระบบทางเดินอาหารและนิ่งนอนใจ แนะนำให้ไปพบสูตินรีแพทย์เฉพาะทางนรีเวชเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป
การตรวจคัดกรองคือเกราะป้องกันมะเร็งรังไข่ที่ดีที่สุด
เนื่องจากมะเร็งรังไข่ไม่มีอาการเฉพาะเจาะจงในระยะเริ่มต้น และยังไม่มีการตรวจคัดกรองที่ได้ผล 100% เหมือนมะเร็งปากมดลูก “การตรวจภายในและอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่างอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง” จึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
อย่ารอให้มีอาการแสดงออกชัดเจน เพราะการตรวจพบในระยะเริ่มต้นสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 90% รักตัวเอง เริ่มต้นที่การตรวจสุขภาพตั้งแต่วันนี้นะคะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมะเร็งรังไข่
Q: อาการมะเร็งรังไข่ระยะแรกมีอะไรบ้าง?
A: ท้องอืด อิ่มเร็ว ปวดท้องน้อย ที่เกิดบ่อยและต่อเนื่อง
Q: อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
A: อาการที่เป็นเกือบทุกวัน นานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมากกว่า 12 ครั้งใน 1 เดือน
Q: ตรวจอะไรช่วยคัดกรองมะเร็งรังไข่ได้?
A: ตรวจภายใน อัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด และตรวจเลือด CA-125
Q: ใครควรตรวจถี่กว่าปกติ?
A: ผู้ที่มีประวัติครอบครัว มียีน BRCA หรืออายุ 50 ปีขึ้นไป
บทความโดย
พญ. กุลธิดา ฤทธิรังศรีโรจน์
ศูนย์สุขภาพสตรี
สาขาเฉพาะทาง
Gynecologic Oncology
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Obstetrics and Gynaecology
– Gynecologic Oncology
– General OB/Gyne
– Colposcopy
– Minimally invasive surgery
– Women health screening : cervical cancer screening, transvaginal ultrasound, breast cancer screening
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
– 2006 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| อังคาร | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พุธ | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พฤหัสบดี | 08:00 – 15:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| ศุกร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
฿6,400 –฿10,000
รายละเอียดแพ็กเกจ
-
Lady Ready 1
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ -
Lady Ready 2
ตรวจอัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม -
Lady Ready 3
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม -
Lady Ready 4
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตร้าซาวด์เต้านม