มะเร็งรังไข่ระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัด การรู้ระดับความเสี่ยงจึงสำคัญเพื่อเฝ้าระวังและตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะใน กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่สูง ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ ผู้ที่มียีน BRCA1/BRCA2 กลายพันธุ์ หรือมีกลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome รวมถึงผู้ที่ไม่เคยมีบุตร และผู้ที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แม้บางปัจจัยควบคุมไม่ได้ แต่การตรวจติดตามและวางแผนดูแลตั้งแต่ต้นช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาได้มากขึ้น
กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่มีใครบ้าง
- ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่
- ผู้ที่มียีน BRCA
- ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ทั้งที่ควบคุมได้ และ ควบคุมไม่ได้
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่มีหลายประการ ซึ่งมักพบใน กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่ หลายกลุ่ม โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ จำนวนครั้งของการตกไข่ และ พันธุกรรม ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มปัจจัยเสี่ยงออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้
| ประเภทปัจจัยเสี่ยง | รายละเอียดหลัก | ใครคือกลุ่มเสี่ยงในแต่ละปัจจัย? |
|---|---|---|
| ปัจจัยที่ควบคุมได้ |
|
|
| ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ |
|
|
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ (Non-modifiable Risk Factors) คือสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัจจัยเหล่านี้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเราทำได้เพียง “ยอมรับ เฝ้าระวัง สังเกต และตรวจเช็ก” อย่างใกล้ชิด
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งรังไข่ที่ควบคุมไม่ได้ และสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง
1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น (Aging)
ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เซลล์ในรังไข่มีการแบ่งตัวและสะสมความผิดปกติทางพันธุกรรมมาเป็นเวลานาน ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามมะเร็งรังไข่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย แต่ความเสี่ยงจะก้าวกระโดดเมื่ออายุเข้าสู่ 50-60 ปี (วัยใกล้หรือหลังหมดประจำเดือน) เมื่อประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ผิดปกติที่ลดลงตามวัย ทำให้เซลล์มะเร็งก่อตัวได้ง่ายขึ้น เมื่อตัวเลขของอายุไม่หยุดเดินสิ่งที่ทำได้คือเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. ความผิดปกติทางพันธุกรรม (Genetic Mutations)
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 (ซึ่งเป็นยีนกลุ่มเดียวกับที่ก่อมะเร็งเต้านม) โดยพบว่าประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
หากตรวจพบความผิดปกติของยีนกลุ่มนี้ ความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตในการเป็นมะเร็งรังไข่จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 15-40% (เมื่อเทียบกับผู้หญิงทั่วไปที่มีความเสี่ยงเพียง 1-2%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาการทางพันธุกรรมอื่นๆ เช่น Lynch Syndrome ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่ควบคู่กันไปด้วย
3. ประวัติครอบครัว (Family History)
แม้เราจะไม่ได้ตรวจยีน แต่หากมีญาติสายตรง (แม่, พี่สาว, น้องสาว) เป็นมะเร็งรังไข่ หรือมีญาติหลายคนเป็นมะเร็งเต้านม ความเสี่ยงของเราจะเพิ่มขึ้นทันที สมาชิกในครอบครัวมักมีพื้นฐานทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน การมีประวัติครอบครัวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง
4. ประวัติสุขภาพด้านระบบสืบพันธุ์ (Reproductive History)
สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่คือ “การตกไข่ซ้ำๆ โดยไม่หยุดพัก” ทุกครั้งที่มีการตกไข่ ผิวของรังไข่จะเกิดบาดแผลเล็กๆ และมีการซ่อมแซมเซลล์ กระบวนการซ่อมแซมซ้ำๆ นี้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
- ผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนเร็ว (ก่อน 12 ปี) หรือหมดประจำเดือนช้า (หลัง 55 ปี) จะมีช่วงเวลาที่รังไข่ทำงานหนักและมีการตกไข่บ่อยครั้งกว่าปกติ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
- ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์ รังไข่จะทำงาน (ตกไข่) ทุกเดือนโดยไม่มีช่วงพัก 9 เดือนเหมือนคนท้อง
5. โรคประจำตัวบางชนิด (Medical History)
ผู้ที่มีประวัติเป็น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือที่หลายคนเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” ซึ่งภาวะนี้ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เซลล์บริเวณรังไข่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ (แม้ความเสี่ยงโดยรวมจะไม่ได้สูงมาก แต่ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด)
เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยด้านอายุหรือพันธุกรรมได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ
- สังเกตอาการ เช่น ท้องอืดบ่อย ปวดท้องน้อย
- ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายในและทำ Ultrasound ท้องน้อย
- ตรวจยีน (Genetic Testing) หากมีประวัติครอบครัวชัดเจน การตรวจเลือดหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA จะช่วยให้วางแผนป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมถือเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งรังไข่ โดยประมาณ 10-25% ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ทั้งหมดมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาในครอบครัว
รับมืออย่างไร? เมื่อเรามีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
การที่เรารู้ตัวเองว่ามีปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นมะเร็งเสมอไป แต่มันคือการ “รู้ก่อนเพื่อวางแผนดูแลตัวเอง” เป็นแต้มต่อในการรักษาได้ทันเวลา
การตรวจยีน (Genetic Testing) เปรียบเสมือนการ “เปิดดูพิมพ์เขียวของร่างกาย” เพื่อหาจุดบกพร่องที่อาจนำไปสู่โรคร้ายในอนาคต สำหรับมะเร็งรังไข่ การตรวจยีนมีประโยชน์มหาศาลใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า (Risk Assessment)
การตรวจยีนช่วยให้เรารู้ว่าเรามี “โอกาส” เป็นมะเร็งมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะยีน BRCA1 และ BRCA2
- คนทั่วไป มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่เพียงประมาณ 1-2% ตลอดช่วงชีวิต
- ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 39-44%*
- ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 ความเสี่ยงจะอยู่ที่ประมาณ 11-17%*
*ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ NCI (National Cancer Institute) ข้อมูลงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา (Meta-analysis) ระบุค่าเฉลี่ยความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ (Cumulative Risk) ในช่วงชีวิตของผู้หญิง (จนถึงอายุ 70-80 ปี)
เมื่อรู้ตัวเลขความเสี่ยงที่ชัดเจน คุณและแพทย์จะสามารถวางแผนการใช้ชีวิตและการตรวจคัดกรองที่เข้มข้นกว่าคนปกติได้ และมีประโยชน์ต่อสมาชิกในครอบครัว (Family Planning) เนื่องจากมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ หากตรวจพบยีนผิดปกติในตัวเรา พี่น้องหรือลูกๆ ของเราก็มีโอกาส 50% ที่จะมียีนนี้เช่นกัน สมาชิกในครอบครัวจะได้เตรียมตัวตรวจยีนของตนเอง เพื่อเฝ้าระวังหรือป้องกันได้ทันท่วงที เป็นการช่วยชีวิตคนในครอบครัวได้ทั้งสายเลือด
2. วางแผนการป้องกันเชิงรุก (Preventive Options)
หากการตรวจยีนให้ผลออกมาเป็น “บวก” คือพบการกลายพันธุ์ แพทย์จะมีทางเลือกในการป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เกือบ 100% เช่น
- การผ่าตัดเชิงป้องกัน แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมและมีบุตรเพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ได้มากกว่า 90%
- การใช้ยาคุมกำเนิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวตามคำแนะนำของแพทย์
- การตรวจคัดกรองถี่ขึ้น เช่น ทำอัลตร้าซาวด์และเจาะเลือดทุก 6 เดือน แทนที่จะเป็นปีละครั้ง
3. ช่วยในการวางแผนรักษา (Tailored Treatment)
ในกรณีที่ตรวจพบมะเร็งแล้ว การรู้ผลยีนจะช่วยให้แพทย์เลือก “ยาพุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เหมาะสมได้ ปัจจุบันมียาบางกลุ่ม (เช่น PARP inhibitors) ที่ทำงานได้ดีเป็นพิเศษกับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
การตรวจยีนไม่ได้บอกว่าเรา “เป็น” มะเร็งแล้วหรือยัง
แต่บอกว่าเรา “มีโอกาสเป็นมากแค่ไหน” เพื่อให้เราสามารถเลือกทางเดินที่ปลอดภัยให้ตัวเองได้
ใครที่ควรพิจารณาตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่สุด?
- ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งท่อนำไข่ หรือมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง (เพื่อช่วยในการรักษาและบอกความเสี่ยงญาติ)
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลายคน หรือเป็นตั้งแต่อายุน้อย (ก่อน 50 ปี)
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน
ปัจจัยที่ควบคุมได้ และวิธีการปรับเปลี่ยนเพื่อ "ลดความเสี่ยง"
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งรังไข่อย่างไร และสามารถเริ่มปรับเปลี่ยนได้อย่างไรบ้าง ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถ “เลือก” และ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคได้
1. การควบคุมน้ำหนักและภาวะอ้วน (Body Mass Index - BMI)
มีงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินมาตรฐาน (ภาวะอ้วน) มีความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่สูงกว่าคนปกติ เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเน้นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ลดน้ำตาลและไขมันอิ่มตัว จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนได้ และยังช่วยให้สุขภาพองค์รวมดีขึ้นได้อีกด้วย
2. การเลือกใช้วิธีคุมกำเนิด (Contraceptive Choice)
การใช้ “ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด” (Oral Contraceptives) อย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 ปีขึ้นไป พบว่าสามารถช่วย ลดความเสี่ยง มะเร็งรังไข่ได้ถึง 30-50% เนื่องจากยาคุมจะไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้รังไข่ได้ “พัก” และลดการบาดเจ็บของผิวรังไข่ที่เกิดจากการตกไข่ซ้ำๆ
กรณีที่ไม่มีแผนการมีบุตรในเร็วๆ นี้ การใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดความเสี่ยง (โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีประวัติครอบครัว) ก็เป็นทางเลือกเชิงป้องกันที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวชก่อนเลือกใช้วิธีนี้ เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
3. การรับประทานอาหาร (Dietary Habits)
การบริโภคอาหารประเภทเนื้อแดงแปรรูป (เช่น ไส้กรอก เบคอน) และอาหารที่มีไขมันสูงอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงจากการสะสมของสารก่อมะเร็งในร่างกาย ควรเปลี่ยนมาเน้น “อาหารต้านมะเร็ง” เช่น ผักตระกูลกะหล่ำ (บรอกโคลี, แขนง), ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และไขมันดีจากปลาหรือธัญพืช จะดีต่อสุขภาพมากกว่า
4. การสูบบุหรี่ (Smoking)
แม้การสูบบุหรี่จะสัมพันธ์กับมะเร็งปอดเป็นหลัก แต่สำหรับมะเร็งรังไข่ สารพิษในบุหรี่มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับมะเร็งรังไข่ชนิด Mucinous ovarian cancer (ชนิดที่มีเมือก) ซึ่งผู้หญิงที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ชนิด Mucinous สูงกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบถึง 2 เท่า และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นตาม ปริมาณ และ ระยะเวลา ที่สูบ เนื่องจากเมื่อเราสูบบุหรี่ สารก่อมะเร็ง (Carcinogens) เช่น Polycyclic Aromatic Hydrocarbons จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไหลเวียนไปทั่วร่างกาย รวมไปถึงรังไข่ สารพิษเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นหรือทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelium) โดยเฉพาะในส่วนที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ผลิตเมือก ทำให้เซลล์เหล่านี้แบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอก
การเลิกสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ แต่ยังลดความเสี่ยงมะเร็งทุกชนิดในร่างกายอีกด้วย
5. การใช้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy - HRT)
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนเพียงอย่างเดียว (โดยไม่มีโปรเจสเตอโรน) หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน (เช่น มากกว่า 5-10 ปี) อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวัยทอง ควรใช้ใน ปริมาณที่ต่ำที่สุด และ ระยะเวลาที่สั้นที่สุด ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
6. การมีบุตรและการให้นมบุตร (Pregnancy & Breastfeeding)
แม้การตั้งครรภ์ การมีบุตรอาจไม่ใช่วิถีชีวิตของครอบครัวสมัยใหม่ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ นัก แต่ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรตระหนักรู้ถึงโอกาสเสี่ยงที่มีมากกว่า และวางแผนการตรวจคัดกรองดูแลสุขภาพได้ดีและรัดกุมยิ่งขึ้น
เมื่ออยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยง เราจึงต้อง “ตรวจหา” ให้เร็วที่สุด
การตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer Screening)
วิธีที่แนะนำสำหรับการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพหากเป้าหมายคือการเจอใน ระยะที่ 1 สูตรที่แพทย์แนะนำคือการตรวจร่วมกันทั้ง 3 รายการนี้
- ตรวจภายใน
- อัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อดูลักษณะทางกายภาพของรังไข่ว่ามีก้อนเนื้อหรือถุงน้ำผิดปกติหรือไม่
- การตรวจเลือดหาค่า CA-125 เพื่อดูระดับโปรตีนที่อาจบ่งชี้ถึงมะเร็งรังไข่
แม้เราจะหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงบางอย่างไม่ได้ แต่เราสามารถ “ควบคุมสถานการณ์” ได้ด้วยการมีความรู้ที่ถูกต้องและการตรวจคัดกรองที่สม่ำเสมอค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q: กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่มีใครบ้าง?
A: ผู้ที่มียีน BRCA กลายพันธุ์ มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ หรือผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
Q: ตรวจยีน BRCA บอกอะไรได้บ้าง?
A: บอกระดับความเสี่ยงในอนาคต ไม่ได้บอกว่าเป็นมะเร็งแล้ว
Q: ไม่เคยมีบุตร เสี่ยงจริงไหม?
A: สัมพันธ์กับการตกไข่ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยง
Q: ควรตรวจอะไรบ้างเพื่อเฝ้าระวัง?
A: ตรวจภายใน อัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด และตรวจเลือด CA-125 ตามคำแนะนำแพทย์
บทความโดย
พญ. กุลธิดา ฤทธิรังศรีโรจน์
ศูนย์สุขภาพสตรี
สาขาเฉพาะทาง
Gynecologic Oncology
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Obstetrics and Gynaecology
– Gynecologic Oncology
– General OB/Gyne
– Colposcopy
– Minimally invasive surgery
– Women health screening : cervical cancer screening, transvaginal ultrasound, breast cancer screening
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
– 2006 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| อังคาร | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พุธ | 08:00 – 16:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พฤหัสบดี | 08:00 – 15:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| ศุกร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
Lady Ready แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้หญิง
- Lady Ready 1 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 2 ตรวจอัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 3 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
- Lady Ready 4 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
Original price was: ฿5,450.฿5,45฿5,450 ฿3,090
Current price is: ฿3,090.
การอัลตร้าซาวด์มดลูกรังไข่ – เป็นการตรวจอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานด้วยอัลตร้าซาวด์ผ่านช่องคลอด ช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก รังไข่ เช่น เนื้องอกที่มดลูก ซีสต์ที่รังไข่ เป็นต้น ซึ่งให้ผลชัดเจนกว่าการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง การอัลตร้าซาวด์มดลูกรังไข่แนะนำอย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ หรือมีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ