Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

“มะเร็งรังไข่” ใครเสี่ยงมากที่สุด และวิธีรับมือ

มะเร็งรังไข่ระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัด การรู้ระดับความเสี่ยงจึงสำคัญเพื่อเฝ้าระวังและตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะใน กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่สูง ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ ผู้ที่มียีน BRCA1/BRCA2 กลายพันธุ์ หรือมีกลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome รวมถึงผู้ที่ไม่เคยมีบุตร และผู้ที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แม้บางปัจจัยควบคุมไม่ได้ แต่การตรวจติดตามและวางแผนดูแลตั้งแต่ต้นช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาได้มากขึ้น

กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่มีใครบ้าง

  • ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่
  • ผู้ที่มียีน BRCA
  • ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ทั้งที่ควบคุมได้ และ ควบคุมไม่ได้

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่มีหลายประการ ซึ่งมักพบใน กลุ่มเสี่ยงมะเร็งรังไข่ หลายกลุ่ม โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ จำนวนครั้งของการตกไข่ และ พันธุกรรม ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มปัจจัยเสี่ยงออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้

ประเภทปัจจัยเสี่ยง รายละเอียดหลัก ใครคือกลุ่มเสี่ยงในแต่ละปัจจัย?
ปัจจัยที่ควบคุมได้
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต
  • การเลือกวิธีคุมกำเนิด
  • น้ำหนักตัว
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ (เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่บางชนิด)
  • ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือนเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Obesity)
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
  • อายุ
  • พันธุกรรม
  • ประวัติครอบครัว
  • ประวัติสุขภาพส่วนตัว
  • ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่มีญาติสายตรง (แม่, พี่สาว, น้องสาว) มีประวัติเป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน (เช่น BRCA1, BRCA2)
  • ผู้ที่ไม่เคยมีบุตร หรือมีบุตรยาก
เลี่ยงไม่ได้ ยิ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ (Non-modifiable Risk Factors) คือสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัจจัยเหล่านี้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเราทำได้เพียง “ยอมรับ เฝ้าระวัง สังเกต และตรวจเช็ก” อย่างใกล้ชิด

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งรังไข่ที่ควบคุมไม่ได้ และสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น (Aging)

ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เซลล์ในรังไข่มีการแบ่งตัวและสะสมความผิดปกติทางพันธุกรรมมาเป็นเวลานาน ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามมะเร็งรังไข่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย แต่ความเสี่ยงจะก้าวกระโดดเมื่ออายุเข้าสู่ 50-60 ปี (วัยใกล้หรือหลังหมดประจำเดือน) เมื่อประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ผิดปกติที่ลดลงตามวัย ทำให้เซลล์มะเร็งก่อตัวได้ง่ายขึ้น เมื่อตัวเลขของอายุไม่หยุดเดินสิ่งที่ทำได้คือเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

2. ความผิดปกติทางพันธุกรรม (Genetic Mutations)

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 (ซึ่งเป็นยีนกลุ่มเดียวกับที่ก่อมะเร็งเต้านม) โดยพบว่าประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

หากตรวจพบความผิดปกติของยีนกลุ่มนี้ ความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตในการเป็นมะเร็งรังไข่จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 15-40% (เมื่อเทียบกับผู้หญิงทั่วไปที่มีความเสี่ยงเพียง 1-2%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาการทางพันธุกรรมอื่นๆ เช่น Lynch Syndrome ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่ควบคู่กันไปด้วย

3. ประวัติครอบครัว (Family History)

แม้เราจะไม่ได้ตรวจยีน แต่หากมีญาติสายตรง (แม่, พี่สาว, น้องสาว) เป็นมะเร็งรังไข่ หรือมีญาติหลายคนเป็นมะเร็งเต้านม ความเสี่ยงของเราจะเพิ่มขึ้นทันที สมาชิกในครอบครัวมักมีพื้นฐานทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน การมีประวัติครอบครัวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง

4. ประวัติสุขภาพด้านระบบสืบพันธุ์ (Reproductive History)

สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่คือ “การตกไข่ซ้ำๆ โดยไม่หยุดพัก” ทุกครั้งที่มีการตกไข่ ผิวของรังไข่จะเกิดบาดแผลเล็กๆ และมีการซ่อมแซมเซลล์ กระบวนการซ่อมแซมซ้ำๆ นี้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

    • ผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนเร็ว (ก่อน 12 ปี) หรือหมดประจำเดือนช้า (หลัง 55 ปี) จะมีช่วงเวลาที่รังไข่ทำงานหนักและมีการตกไข่บ่อยครั้งกว่าปกติ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
    • ผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์ รังไข่จะทำงาน (ตกไข่) ทุกเดือนโดยไม่มีช่วงพัก 9 เดือนเหมือนคนท้อง

5. โรคประจำตัวบางชนิด (Medical History)

ผู้ที่มีประวัติเป็น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือที่หลายคนเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” ซึ่งภาวะนี้ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เซลล์บริเวณรังไข่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ (แม้ความเสี่ยงโดยรวมจะไม่ได้สูงมาก แต่ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด)

เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยด้านอายุหรือพันธุกรรมได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ 

  1. สังเกตอาการ เช่น ท้องอืดบ่อย ปวดท้องน้อย
  2. ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายในและทำ Ultrasound ท้องน้อย
  3. ตรวจยีน (Genetic Testing) หากมีประวัติครอบครัวชัดเจน การตรวจเลือดหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA จะช่วยให้วางแผนป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมถือเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งรังไข่ โดยประมาณ 10-25% ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ทั้งหมดมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาในครอบครัว

รับมืออย่างไร? เมื่อเรามีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

การที่เรารู้ตัวเองว่ามีปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นมะเร็งเสมอไป แต่มันคือการ “รู้ก่อนเพื่อวางแผนดูแลตัวเอง” เป็นแต้มต่อในการรักษาได้ทันเวลา

การตรวจยีน (Genetic Testing) เปรียบเสมือนการ “เปิดดูพิมพ์เขียวของร่างกาย” เพื่อหาจุดบกพร่องที่อาจนำไปสู่โรคร้ายในอนาคต สำหรับมะเร็งรังไข่ การตรวจยีนมีประโยชน์มหาศาลใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า (Risk Assessment)

การตรวจยีนช่วยให้เรารู้ว่าเรามี “โอกาส” เป็นมะเร็งมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะยีน BRCA1 และ BRCA2

  • คนทั่วไป มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่เพียงประมาณ 1-2% ตลอดช่วงชีวิต
  • ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 39-44%*
  • ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 ความเสี่ยงจะอยู่ที่ประมาณ 11-17%*
    *ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ NCI (National Cancer Institute) ข้อมูลงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา (Meta-analysis) ระบุค่าเฉลี่ยความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ (Cumulative Risk) ในช่วงชีวิตของผู้หญิง (จนถึงอายุ 70-80 ปี)

เมื่อรู้ตัวเลขความเสี่ยงที่ชัดเจน คุณและแพทย์จะสามารถวางแผนการใช้ชีวิตและการตรวจคัดกรองที่เข้มข้นกว่าคนปกติได้ และมีประโยชน์ต่อสมาชิกในครอบครัว (Family Planning) เนื่องจากมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ หากตรวจพบยีนผิดปกติในตัวเรา พี่น้องหรือลูกๆ ของเราก็มีโอกาส 50% ที่จะมียีนนี้เช่นกัน สมาชิกในครอบครัวจะได้เตรียมตัวตรวจยีนของตนเอง เพื่อเฝ้าระวังหรือป้องกันได้ทันท่วงที เป็นการช่วยชีวิตคนในครอบครัวได้ทั้งสายเลือด

2. วางแผนการป้องกันเชิงรุก (Preventive Options)

หากการตรวจยีนให้ผลออกมาเป็น “บวก” คือพบการกลายพันธุ์ แพทย์จะมีทางเลือกในการป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เกือบ 100% เช่น

  • การผ่าตัดเชิงป้องกัน แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่ออกเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมและมีบุตรเพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ได้มากกว่า 90%
  • การใช้ยาคุมกำเนิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวตามคำแนะนำของแพทย์
  • การตรวจคัดกรองถี่ขึ้น เช่น ทำอัลตร้าซาวด์และเจาะเลือดทุก 6 เดือน แทนที่จะเป็นปีละครั้ง

3. ช่วยในการวางแผนรักษา (Tailored Treatment)

ในกรณีที่ตรวจพบมะเร็งแล้ว การรู้ผลยีนจะช่วยให้แพทย์เลือก “ยาพุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เหมาะสมได้ ปัจจุบันมียาบางกลุ่ม (เช่น PARP inhibitors) ที่ทำงานได้ดีเป็นพิเศษกับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

การตรวจยีนไม่ได้บอกว่าเรา “เป็น” มะเร็งแล้วหรือยัง

 

แต่บอกว่าเรา “มีโอกาสเป็นมากแค่ไหน” เพื่อให้เราสามารถเลือกทางเดินที่ปลอดภัยให้ตัวเองได้

ใครที่ควรพิจารณาตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่สุด?

  • ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งท่อนำไข่ หรือมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง (เพื่อช่วยในการรักษาและบอกความเสี่ยงญาติ)
  • ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลายคน หรือเป็นตั้งแต่อายุน้อย (ก่อน 50 ปี)
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน

ปัจจัยที่ควบคุมได้ และวิธีการปรับเปลี่ยนเพื่อ "ลดความเสี่ยง"

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งรังไข่อย่างไร และสามารถเริ่มปรับเปลี่ยนได้อย่างไรบ้าง ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถ “เลือก” และ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคได้

1. การควบคุมน้ำหนักและภาวะอ้วน (Body Mass Index - BMI)

มีงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินมาตรฐาน (ภาวะอ้วน) มีความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่สูงกว่าคนปกติ เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเน้นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ลดน้ำตาลและไขมันอิ่มตัว จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนได้ และยังช่วยให้สุขภาพองค์รวมดีขึ้นได้อีกด้วย

2. การเลือกใช้วิธีคุมกำเนิด (Contraceptive Choice)

การใช้ “ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด” (Oral Contraceptives) อย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 ปีขึ้นไป พบว่าสามารถช่วย ลดความเสี่ยง มะเร็งรังไข่ได้ถึง 30-50% เนื่องจากยาคุมจะไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้รังไข่ได้ “พัก” และลดการบาดเจ็บของผิวรังไข่ที่เกิดจากการตกไข่ซ้ำๆ 

กรณีที่ไม่มีแผนการมีบุตรในเร็วๆ นี้ การใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดความเสี่ยง (โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีประวัติครอบครัว) ก็เป็นทางเลือกเชิงป้องกันที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เฉพาะทางมะเร็งนรีเวชก่อนเลือกใช้วิธีนี้ เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

3. การรับประทานอาหาร (Dietary Habits)

การบริโภคอาหารประเภทเนื้อแดงแปรรูป (เช่น ไส้กรอก เบคอน) และอาหารที่มีไขมันสูงอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงจากการสะสมของสารก่อมะเร็งในร่างกาย ควรเปลี่ยนมาเน้น “อาหารต้านมะเร็ง” เช่น ผักตระกูลกะหล่ำ (บรอกโคลี, แขนง), ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และไขมันดีจากปลาหรือธัญพืช จะดีต่อสุขภาพมากกว่า

4. การสูบบุหรี่ (Smoking)

แม้การสูบบุหรี่จะสัมพันธ์กับมะเร็งปอดเป็นหลัก แต่สำหรับมะเร็งรังไข่ สารพิษในบุหรี่มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับมะเร็งรังไข่ชนิด Mucinous ovarian cancer (ชนิดที่มีเมือก) ซึ่งผู้หญิงที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ชนิด Mucinous สูงกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบถึง 2 เท่า และความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นตาม ปริมาณ และ ระยะเวลา ที่สูบ เนื่องจากเมื่อเราสูบบุหรี่ สารก่อมะเร็ง (Carcinogens) เช่น Polycyclic Aromatic Hydrocarbons จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไหลเวียนไปทั่วร่างกาย รวมไปถึงรังไข่ สารพิษเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นหรือทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelium) โดยเฉพาะในส่วนที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ผลิตเมือก ทำให้เซลล์เหล่านี้แบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอก

การเลิกสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ แต่ยังลดความเสี่ยงมะเร็งทุกชนิดในร่างกายอีกด้วย

5. การใช้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy - HRT)

ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนเพียงอย่างเดียว (โดยไม่มีโปรเจสเตอโรน) หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน (เช่น มากกว่า 5-10 ปี) อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวัยทอง ควรใช้ใน ปริมาณที่ต่ำที่สุด และ ระยะเวลาที่สั้นที่สุด ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

6. การมีบุตรและการให้นมบุตร (Pregnancy & Breastfeeding)

การตั้งครรภ์จนครบกำหนดและการให้นมบุตรช่วยลดความเสี่ยงได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดการตกไข่ตามธรรมชาติ (รังไข่ได้พักงาน) ยิ่งให้นมนาน ความเสี่ยงยิ่งลดลง

แม้การตั้งครรภ์ การมีบุตรอาจไม่ใช่วิถีชีวิตของครอบครัวสมัยใหม่ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ นัก แต่ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรตระหนักรู้ถึงโอกาสเสี่ยงที่มีมากกว่า และวางแผนการตรวจคัดกรองดูแลสุขภาพได้ดีและรัดกุมยิ่งขึ้น

 

เมื่ออยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยง เราจึงต้อง “ตรวจหา” ให้เร็วที่สุด

การตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer Screening)

วิธีที่แนะนำสำหรับการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพหากเป้าหมายคือการเจอใน ระยะที่ 1 สูตรที่แพทย์แนะนำคือการตรวจร่วมกันทั้ง 3 รายการนี้

  • ตรวจภายใน
  • อัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อดูลักษณะทางกายภาพของรังไข่ว่ามีก้อนเนื้อหรือถุงน้ำผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจเลือดหาค่า CA-125 เพื่อดูระดับโปรตีนที่อาจบ่งชี้ถึงมะเร็งรังไข่

แม้เราจะหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงบางอย่างไม่ได้ แต่เราสามารถ “ควบคุมสถานการณ์” ได้ด้วยการมีความรู้ที่ถูกต้องและการตรวจคัดกรองที่สม่ำเสมอค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

A: ผู้ที่มียีน BRCA กลายพันธุ์ มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ หรือผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป

A: บอกระดับความเสี่ยงในอนาคต ไม่ได้บอกว่าเป็นมะเร็งแล้ว

A: สัมพันธ์กับการตกไข่ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยง

A: ตรวจภายใน อัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด และตรวจเลือด CA-125 ตามคำแนะนำแพทย์

บทความโดย

พญ. กุลธิดา ฤทธิรังศรีโรจน์

ศูนย์สุขภาพสตรี

สาขาเฉพาะทาง

Gynecologic Oncology

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย

Doctor’s Story


– Obstetrics and Gynaecology
– Gynecologic Oncology
– General OB/Gyne
– Colposcopy
– Minimally invasive surgery
– Women health screening : cervical cancer screening, transvaginal ultrasound, breast cancer screening


– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology


– 2006 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
จันทร์ 08:00 – 13:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
อังคาร 08:00 – 16:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
พุธ 08:00 – 16:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
พฤหัสบดี 08:00 – 15:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
ศุกร์ 08:00 – 13:00 ศูนย์สุขภาพสตรี

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

ราคา
฿6,400 -฿10,000

Lady Ready แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้หญิง

รายละเอียดแพ็กเกจ
  • Lady Ready 1 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ [คลิกที่นี่]
  • Lady Ready 2 ตรวจอัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
  • Lady Ready 3 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + อัลตราซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]
  • Lady Ready 4 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก + ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตร้าซาวด์เต้านม [คลิกที่นี่]

Original price was: ฿5,450.฿5,45฿3,090

 

Current price is: ฿3,090.

การอัลตร้าซาวด์มดลูกรังไข่ – เป็นการตรวจอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานด้วยอัลตร้าซาวด์ผ่านช่องคลอด ช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก รังไข่ เช่น เนื้องอกที่มดลูก ซีสต์ที่รังไข่ เป็นต้น ซึ่งให้ผลชัดเจนกว่าการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง การอัลตร้าซาวด์มดลูกรังไข่แนะนำอย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ หรือมีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ 

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE