Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

✨Translated by AI

ร้อนใน: สาเหตุ อาการ และกินอะไรแก้ร้อนใน แนะนำยาแก้ร้อนในและยาทาแผลในปาก

ร้อนในคืออะไร

ความหมายของร้อนใน

ร้อนใน หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า “แผลร้อนในในช่องปาก” (Mouth Ulcer, Canker Sore, Aphthous Ulcer) คือ ภาวะที่เกิดแผลเล็ก ๆ ภายในช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุช่องปาก เช่น กระพุ้งแก้ม เหงือก ร้อนในอาจเกิดที่ลิ้น หรือริมฝีปากด้านใน 

 

ความแตกต่างของร้อนในจากแผลในช่องปากชนิดอื่น

  • ร้อนในไม่ใช่แผลที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus) ซึ่งมักเกิดที่ริมฝีปากด้านนอกและมีตุ่มน้ำใสก่อนแตกเป็นแผล
  • ร้อนในไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้

ลักษณะของแผลร้อนใน

  • แผลร้อนใน เป็นแผลในช่องปากที่มีลักษณะเฉพาะตัวชัดเจน โดยทั่วไปจะมีรูปร่างเป็นวงกลมหรือวงรี ขนาดเล็กตั้งแต่ประมาณ 1 มม. – 1 ซม. หรือบางครั้งอาจใหญ่ได้ถึง 0.5-1 นิ้ว (ประมาณ 1.3-2.5 ซม.) แผลจะมีสีขาวหรือเหลืองขุ่นตรงกลาง ส่วนขอบแผลจะมีสีแดงสดล้อมรอบ
  • แผลร้อนในมักเกิดขึ้นบนเยื่อบุอ่อนในช่องปาก เช่น กระพุ้งแก้ม ด้านในริมฝีปาก และร้อนในอาจเกิดที่ลิ้น หรือเหงือก เพราะมีความบอบบางและเสี่ยงต่อการระคายเคืองจากอาหารหรือการกัดโดยไม่ได้ตั้งใจ 
  • เมื่อสัมผัสโดนแผลจะทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือแสบ โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารรสจัด ร้อน หรือเปรี้ยว อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกลำบากในการกิน ดื่ม หรือพูดคุยได้
  • แผลร้อนในมีลักษณะเป็นแผลตื้น ไม่ลึกลงไปในเนื้อเยื่อมากนัก แตกต่างจากแผลชนิดอื่น เช่น แผลลึกหรือแผลติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่มักมีตุ่มน้ำใสก่อนแตกเป็นแผล
  • โดยทั่วไป แผลร้อนในจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น แต่หากแผลมีขนาดใหญ่เกินไป หรือไม่หายภายในเวลานี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ร้อนในเกิดจากอะไร

ร้อนในที่กระพุ้งแก้ม ด้านในริมฝีปาก เหงือก หรือร้อนในที่ลิ้นอาจเกิดจากสาเหตุที่มาจากปัจจัยภายในและภายนอกต่อไปนี้

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดร้อนใน

  • การบาดเจ็บหรือระคายเคืองในช่องปาก: เช่น การกัดกระพุ้งแก้มโดยไม่ตั้งใจ การแปรงฟันแรงเกินไป หรือการเสียดสีจากฟันปลอม เหล็กจัดฟัน หรืออุปกรณ์ทันตกรรมที่ไม่พอดีช่องปาก ทำให้เยื่อบุช่องปากเกิดแผลร้อนในได้ง่ายขึ้น

  • อาหารและเครื่องดื่ม: การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว หรืออาหารที่มีกรดสูง เช่น มะนาว ส้ม รวมถึงอาหารที่แพ้ เช่น ช็อกโกแลต ถั่ว ชีส อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและกระตุ้นแผลร้อนใน

  • สารเคมีและผลิตภัณฑ์ในช่องปาก: การใช้ยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่มีสารระคายเคืองบางชนิด เช่น Sodium Lauryl Sulfate อาจทำให้เกิดแผลร้อนในได้

  • พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ หรือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงต่อการเกิดแผลร้อนใน

  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจทำให้เยื่อบุช่องปากระคายเคืองและเกิดแผลร้อนในได้

ปัจจัยภายในที่ทำให้เกิดร้อนใน

  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นร้อนในมักมีโอกาสเกิดแผลนี้บ่อยกว่าคนทั่วไป เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรมมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและความไวต่อการเกิดแผลร้อนในในช่องปาก
  • การขาดสารอาหารสำคัญ: การขาดวิตามินบี 12, กรดโฟลิก, ธาตุเหล็ก และสังกะสี ส่งผลให้เยื่อบุช่องปากอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดแผลร้อนในได้ง่ายขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือระหว่างมีประจำเดือน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถกระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้
  • ความเครียดและภาวะอารมณ์ไม่สมดุล: ความเครียดสะสมและความวิตกกังวลส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายมีความไวต่อการเกิดแผลร้อนในมากขึ้น
  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคประจำตัว: โรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคโครห์น โรคเบเช็ท โรคเอดส์ หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดแผลร้อนในบ่อยและรุนแรงขึ้น
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนดึกหรือพักผ่อนไม่พอ ทำให้ร่างกายอ่อนแอและภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้แผลร้อนในเกิดขึ้นง่ายและหายช้า

 

อาการร้อนในที่พบบ่อย

อาการทั่วไป

  • แผลมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรี ขนาดเล็กตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรจนถึงประมาณ 0.5-1 นิ้ว
  • ตรงกลางแผลเป็นสีขาวหรือเหลืองขุ่น รอบแผลมีขอบแดงชัดเจน
  • แผลมักทำให้รู้สึก เจ็บแสบหรือแสบร้อน โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารรสจัด ร้อน หรือเปรี้ยว
  • อาจรู้สึกชาเล็กน้อยบริเวณแผล
  • บางรายอาจมีแผลหลายจุดพร้อมกัน
  • ในกรณีรุนแรง อาจมีอาการไข้ต่ำหรือไข้สูงร่วมด้วย
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงอาจบวมและเจ็บ
  • อาจมีอาการเจ็บและระคายเคืองเวลาพูดคุยหรือกลืนอาหาร
  • อาจมีอาการเจ็บซ่าก่อนเกิดแผลจริง 1-2 วันในบริเวณเดียวกัน

วิธีแก้ร้อนใน

อาหารที่ช่วยบรรเทาและเร่งการหายของร้อนใน: กินอะไรแก้ร้อนในที่กระพุ้งแก้ม ด้านในริมฝีปาก หรืออาหารที่แก้ร้อนในที่ลิ้น และเหงือก

วิธีแก้ร้อนใน

กลุ่มอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการร้อนใน

  1. ผักและผลไม้สดที่รสไม่เปรี้ยว ผักใบเขียว เช่น ตำลึง ผักโขม คะน้า ผักบุ้ง อุดมด้วยวิตามินบี โฟเลต และธาตุเหล็ก ช่วยซ่อมแซมเยื่อบุช่องปากที่มีแผลร้อนในผลไม้รสอ่อน เช่น กล้วย แตงโม สาลี่ แก้วมังกร มะละกอ ให้ความชุ่มชื้นและวิตามินซีโดยไม่ระคายเคืองแผลร้อนใน
  2. ธัญพืชและอาหารโปรตีนย่อยง่าย  ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวต้ม ย่อยง่าย ให้พลังงานและวิตามินบี และไม่ระคายเคืองแผลร้อนในไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ปลาเนื้อนุ่ม เป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและไม่ระคายเคืองแผลร้อนใน
  3. ผลิตภัณฑ์นมนมสด โยเกิร์ต ให้โปรตีน วิตามินบี2 บี12 และแคลเซียม ช่วยซ่อมแซมแผลร้อนในที่เนื้อเยื่อ
  4. น้ำสมุนไพรและสมุนไพรฤทธิ์เย็นน้ำใบบัวบก น้ำเก๊กฮวย น้ำว่านหางจระเข้ มีฤทธิ์เย็น ลดการอักเสบและช่วยสมานแผลร้อนในว่านหางจระเข้สด สามารถนำเนื้อวุ้นมาทาบริเวณแผลร้อนในเพื่อช่วยลดการอักเสบ
  5. ถั่วและเมล็ดพืชถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง งาดำ อุดมด้วยสังกะสีและธาตุเหล็ก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและเร่งการหายของแผลร้อนใน

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง: เป็นร้อนใน ห้ามกินอะไร

  1. อาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็ม: เพราะจะทำให้แผลร้อนในระคายเคืองและเจ็บแสบมากขึ้นอาหารเผ็ด เช่น พริก น้ำพริก แกงเผ็ดอาหารเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด มะขามอาหารเค็มจัด เช่น ปลาร้า ปลาเค็ม อาหารหมักดอง
  2. ผลไม้ที่มีกรดสูง: กรดจากผลไม้สามารถกัดกร่อนเยื่อบุช่องปากและทำให้แผลร้อนในหายช้าลง เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว มะขาม มะม่วงดิบ
  3. ของทอด ของมัน: ไขมันและน้ำมันในอาหารเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำให้แผลร้อนในหายช้ากว่าปกติ เช่น อาหารทอดกรอบ เช่น ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันสูง
  4. ขนมขบเคี้ยวแข็งหรือกรอบ: อาจขูดหรือเสียดสีแผล ทำให้แผลร้อนในลึกขึ้นหรือเจ็บมากขึ้น เช่น ขนมปังอบกรอบ มันฝรั่งทอด ถั่วอบ
  5. อาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด: อุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นจัดเกินไปจะกระตุ้นปลายประสาท ทำให้แผลร้อนในเจ็บแสบมากขึ้น เช่น ซุปเดือดจัด ชา กาแฟร้อน น้ำแข็ง ไอศกรีม
  6. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน: มีฤทธิ์ระคายเคืองเยื่อบุช่องปากและอาจทำให้แผลร้อนในหายช้าลง เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง
  7. อาหารหมักดองและอาหารทะเล: อาจมีสารก่อภูมิแพ้หรือเชื้อโรคที่กระตุ้นให้แผลร้อนในอักเสบมากขึ้น เช่น ผักกาดดอง แหนม ปลาร้า กุ้ง หอย ปู
  8. อาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคือง เช่น ช็อกโกแลต ถั่ว ชีส นมวัว
  9. ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่มี Sodium Lauryl Sulfate: อาจทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองแผลร้อนในในช่องปาก

ยาแก้ร้อนในและยาทาแผลในปากที่แนะนำ

ยาแก้ร้อนใน

– ยาแก้ปวดรับประทาน เช่น พาราเซตามอล  

– ยาชาเฉพาะที่ เช่น Benzocaine gel

ยาทาแผลในปาก

– ยาสเตียรอยด์ชนิดทา เช่น Triamcinolone Acetonide  

– ยาฆ่าเชื้อในช่องปาก เช่น Chlorhexidine  

– ยาทาสมุนไพรหรือสารสมานแผล 

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยาแก้ร้อนในและยาทาแผลในปาก

– ใช้ยาตามคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกร  

– ไม่ควรใช้ยาทาแผลในปากเกินระยะเวลาที่กำหนด 

วิธีป้องกันร้อนใน

  • รักษาความสะอาดช่องปาก  
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของแข็ง  
  • ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ  
  • รับประทานอาหารครบถ้วนและมีวิตามินครบ  
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

Ref: Mayoclinic, Clevelandclinic

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • นพ. ภาสิน เหมะจุฑา

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • พญ. สุพพตา เมธารักษ์ชีพ

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคพาร์กินสัน, กลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ, การฉีดโบทูลินัมท็อกซินในโรคระบบประสาท

  • ผศ.นพ. อิทธิชัย ศักดิ์อรุณชัย

    ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทศัลยศาสตร์ รังสีร่วมรักษาระบบประสาท

  • นายแพทย์ จักรพงศ์ หล่อสุวรรณศิริ

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา