Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

“ปวดประจำเดือน” ความทุกข์ที่ผู้หญิงทุกคนต้องแบกรับและแบบไหนที่เรียกว่า “ปวดประจำเดือนรุนแรง”

“ปวดประจำเดือน” ความทุกข์ที่ผู้หญิงทุกคนต้องแบกรับและแบบไหนที่เรียกว่า “ปวดประจำเดือนรุนแรง”

ปวดประจำเดือน หนึ่งความเจ็บปวดที่ผู้หญิงทุกคนต้องแบกรับในแต่ละเดือน อย่างน้อย 5-7 วัน อาการปวดที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน สร้างความไม่สบายใจ และรบกวนกิจวัตรประจำวัน เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึงผู้หญิงวัยทำงานอาจจะต้องหยุดงาน วัยเรียนก็อาจจะต้องหยุดเรียน

สาเหตุที่ปวดประจำเดือน

     ผู้หญิงจำนวนมากจะมีอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน และระหว่างมีประจำเดือนในช่วงวันแรกๆ เพราะประจำเดือนเกิดจากการลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยจะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Prostaglandins มีหน้าที่กระตุ้นให้มดลูกเกิดการบีบและคลายตัวเป็นจังหวะ เมื่อเกิดการบีบขึ้นก็จะทำให้รู้สึกปวดท้องช่วงมีประจำเดือน

     อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) มีตั้งแต่อาการปวดหน่วงหรือปวดเกร็งเล็กน้อย ไปจนถึงอาการปวดขั้นรุนแรงบริเวณท้องน้อยและอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลังด้านล่าง คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออก ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืด เวียนศีรษะ และปวดศีรษะ

การปวดประจำเดือนสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ ได้แก่ ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) และปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)

 

  1. ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea)เกิดจากการหดตัวของมดลูกเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการหดตัวของมดลูก มักเกิดกับวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรกของการมีประจำเดือน
  2. ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)เกิดจากโรคหรือภาวะผิดปกติในอุ้งเชิงกราน เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), เนื้องอกในมดลูก (Fibroids), หรือโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease)  มักเกิดกับผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่มีประจำเดือนมานานแล้ว
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกมดลูก เมื่อเจริญผิดที่แต่ยังทำหน้าที่สร้างประจำเดือนเหมือนเดิม อาจทำให้มีเลือดประจำเดือนในอุ้งเชิงกรานบริเวณที่มีเยื่อบุโพรวมดลูกไปเกาะในแต่ละรอบเดือน ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงและอาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
  • เยื่อบุมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis)  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก และ/หรือ เลือดประจำเดือนมากและยาวนานกว่าปกติ 
  • เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids)  มักไม่ใช่เนื้อร้าย ขนาดมีตั้งแต่เล็กมากไปจนถึงขนาดใหญ่ หากมีขนาดใหญ่ มักทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมามากหรือประจำเดือนกระปริบกระปรอยนานเป็นสัปดาห์ พร้อมกับอาการปวดประจำเดือนหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง 
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease) เป็นการติดเชื้อบริเวณระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง ส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากไม่รักษาให้หายขาด ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน  และอาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
  • ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis) เกิดจากปากมดลูกแคบเกินไป ทำให้เลือดประจำเดือนไหลได้ช้าแต่หากรูปิดสนิท จะทำให้ของเหลวคั่งค้างภายในโพรงมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดท้องมากและเรื้อรัง

อาการของปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือน  (Dysmenorrhea)  มักจะเริ่มก่อนหรือระหว่างที่มีประจำเดือนและสามารถคงอยู่ได้นานหลายวัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปวดท้องน้อยเป็นตะคริว
  • ปวดท้องแบบตื้อ ๆ หรือปวดร้าวไปยังหลังและต้นขา
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องอืด
  • อ่อนเพลีย

การป้องกันและบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

แม้ว่าการปวดประจำเดือนจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้สำหรับผู้หญิงหลายคน แต่ก็มีวิธีการบรรเทาอาการปวดที่สามารถทำได้ ดังนี้

  1. การใช้ยา
    • ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาโพรเซน (Naproxen) ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
    • ยาคุมกำเนิดช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดโดยการควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย
  2. การประคบร้อน
    • ใช้แผ่นประคบร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนวางบนท้องน้อย ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดอาการปวด
  3. การออกกำลังกาย
    • การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน การโยคะ หรือการยืดเหยียด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดอาการปวด
  4. การผ่อนคลายและลดความเครียด
    • การทำสมาธิ การหายใจลึก ๆ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอช่วยลดอาการปวด
  5. การเปลี่ยนแปลงอาหาร
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาล และเกลือ ลดการดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์
    • เพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียม โอเมก้า-3 และวิตามินบี6 ช่วยลดการอักเสบและอาการปวด

แบบไหนที่เรียกว่า “ปวดประจำเดือนรุนแรง”

     ผู้หญิงส่วนใหญ่คุ้นเคยกับอาการปวดประจำเดือนและมักคิดว่าอาการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องธรรมชาติโดยเฉพาะหากมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามผู้หญิงบางส่วนอาจประสบกับการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน นั้นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกของโรคร้ายได้ 

อาการของการปวดประจำเดือนรุนแรง

อาการที่เกี่ยวข้องกับการปวดประจำเดือนรุนแรงสามารถแบ่งออกเป็นอาการทางร่างกายและอาการทางอารมณ์ได้ ดังนี้

อาการทางร่างกาย

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง

  • ปวดหลังหรือปวดสะโพก

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ

  • ท้องเสียหรือคลื่นไส้

  • อ่อนเพลียหรือไม่มีพลังงาน

อาการทางอารมณ์

  • หงุดหงิดง่ายหรืออารมณ์แปรปรวน

  • ความวิตกกังวลหรือเครียด

  • รู้สึกเศร้าหรือหดหู่

วิธีการบรรเทาการปวดประจำเดือนรุนแรง

     การบรรเทาการปวดประจำเดือนรุนแรงสามารถทำได้ด้วยการใช้ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือพาราเซตามอล (Paracetamol) สามารถช่วยลดอาการปวดได้ นอกจากนี้ยังมียาที่ช่วยลดการผลิตพรอสตาแกลนดิน ซึ่งสามารถช่วยลดการหดตัวของมดลูกและบรรเทาอาการปวด หรือการใช้ความร้อน การใช้ความร้อน เช่น การวางกระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นความร้อนบนท้องน้อย สามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อมดลูกและลดอาการปวด

หากการปวดประจำเดือนรุนแรงยังคงอยู่หรือมีความรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

การพบแพทย์เมื่อมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง

     หากอาการปวดประจำเดือนรุนแรงหรือมีอาการที่แปลกปลอม เช่น มีประจำเดือนมากเกินไปหรือมีการตกขาวผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพประจำปีและการพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับประวัติการมีประจำเดือนยังเป็นสิ่งที่สำคัญในการดูแลสุขภาพทั่วไป

อาการปวดประจำเดือนแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่การดูแลตัวเองและการปรึกษาแพทย์เมื่อจำเป็นสามารถช่วยให้ชีวิตในช่วงเวลานั้นดีขึ้นและลดความไม่สบายใจที่เกิดจากอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตรวจภายใน สำคัญสำหรับผู้หญิงอย่างไร

     การตรวจภายใน คือการ ตรวจดูอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งภายนอก และภายในอุ้งเชิงกราน ด้วยวิธีดูและคลำเพื่อค้นหาความผิดปกติ บริเวณภายในช่องคลอด มดลูก รังไข่ โดยสูตินรีแพทย์ อาการที่คุณผู้หญิงอาจจะคาดไม่ถึงว่าเป็นความผิดปกติ เช่น ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ปวดท้องน้อยบ่อยๆ ปัสสาวะบ่อย หรือแม้แต่ท้องผูกถ่ายลำบาก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่บอกให้เราต้องรีบพบสูติ-นรีแพทย์ เพื่อรับการตรวจหาความผิดปกติ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) และ ถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์ในรังไข่ (Ovarian Cyst) ซึ่งเป็นโรคยอดนิยมในผู้หญิง และการตรวจภายในปกติอาจไม่เพียงพอ อาจต้องใช้ตัวช่วยได้แก่ การตรวจอัลตร้าซาวด์มดลูกและรังไข่ 

การตรวจอัลตร้าซาวด์มดลูกและรังไข่ (Transvaginal ultrasound) คืออะไร

     เป็นการตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ได้แก่ มดลูก และรังไข่ โดยการอัลตร้าซาวด์ผ่าน ช่องคลอด ซึ่งเข้ามามีบทบาททางการแพทย์มากเพราะสามารถเห็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจนกว่าการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก รังไข่ เช่น เนื้องอกที่มดลูก ซีสต์ที่รังไข่ เป็นต้น

ทำไมต้องตรวจหาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่

     การตรวจอัลตร้าซาวด์ มดลูกและรังไข่ ไม่ได้เป็นเพียงการหาความผิดปกติ แต่ยังเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค เช่น ตรวจหาเนื้องอกในมดลูก ซีสต์หรือถุงน้ำของรังไข่ เช่น ช็อคโกแลตซีสต์ ความผิดปกติในโพรงมดลูก เช่น ติ่งเนื้อ ความผิดปกติของปากมดลูกและช่องคลอด มะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรองโรคทางนรีเวชที่ BNH

  • การตรวจภายในดูความผิดปกติอวัยวะภายนอก และภายในอุ้งเชิงกราน 
  • การตรวจอัลตร้าซาวด์ดูความสมบูรณ์ของมดลูก และรังไข่ Transvaginal Ultrasound
  • การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติที่ดีที่สุด คือการตรวจ CO-TEST ด้วยวิธี Pap smear ร่วมกับ HPV DNA test 
  • การตรวจวินิจฉัยอื่นๆเพิ่มเติม  เช่น การอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง
  • การผ่าตัดผ่านกล้องมะเร็งนรีเวช

ดูแลสุขภาพสตรีอย่างครบวงจร ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Women’s Health Centre

     ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการดูแลสุขภาพ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมให้บริการในทุกมิติของสุขภาพสตรี ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนรีเวชโดยเฉพาะ ศูนย์มะเร็งนรีเวช (Gynecology Centre) พร้อมให้คำปรึกษา บริการกตรวจคัดกรองโรค ดูแลป้องกันก่อนเกิดโรค และการผ่าตัดทางนรีเวช อย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและมีประสิทธภาพ ให้คุณผู้หญิงมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

Ref: spineinfo| emedicinehealth| hss | clevelandclinic

พญ. กุลธิดา ฤทธิรังศรีโรจน์

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ
Gynecologic Oncology

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

Kunthida Rithirangsriroj, M.D.

Women Health Centre

Specialty

Obstetrics and Gynaecology , Gynaecological Oncology

Language

Thai, English

Make an appointment


– Obstetrics and Gynaecology
– Gynecologic Oncology
– General OB/Gyne
– Colposcopy
– Minimally invasive surgery
– Women health screening : cervical cancer screening, transvaginal ultrasound, breast cancer screening


– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology


– 2006 Doctor of Medicine, Chulalongkorn University
– 2012 Thai Board of Obstetrics and Gynaecology, Chulalongkorn University
– 2014 Thai Subboard of Gynaecological Oncology

Doctor’s Schedule
Day Time Location
Monday 08:00 – 13:00 Women Health Centre
Tuesday 08:00 – 16:00 Women Health Centre
Wednesday 08:00 – 16:00 Women Health Centre
Thursday 08:00 – 15:00 Women Health Centre
Friday 08:00 – 13:00 Women Health Centre