Key Takeaways
ยาเลื่อนประจำเดือน คืออะไร? สรุปข้อมูลสำคัญที่คุณผู้หญิงต้องรู้
ยาเลื่อนประจำเดือน คือยาสังเคราะห์ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ตัวยา นอร์เอทีสเตอโรน ขนาด 5 มิลลิกรัม) ทำหน้าที่ช่วยชะลอไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการเลื่อนรอบเดือนออกไปชั่วคราว โดยต้องเริ่มทานล่วงหน้า 3-4 วันก่อนวันที่มีประจำเดือน และเมื่อหยุดยา ประจำเดือนจะกลับมาตามปกติภายใน 2-5 วัน
ออกฤทธิ์ด้วยฮอร์โมน: ตัวยาหลักคือ นอร์เอทีสเตอโรน (Norethisterone) ซึ่งเข้าไปรักษาระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้สูงคงที่
วิธีการทานที่ถูกต้อง: ต้องทานล่วงหน้าก่อนประจำเดือนมา 3-4 วัน ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2-3 ครั้งตามแพทย์สั่ง
เมื่อไหร่ประจำเดือนจะมา? หลังจากหยุดยาประจำเดือนจะมาภายใน 2-5 วัน
ความปลอดภัย: ผู้ที่มีลิ่มเลือด โรคตับ โรคหัวใจ หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ
การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนเป็นทางเลือกที่ผู้หญิงหลายคนใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกในช่วงที่มีกิจกรรมสำคัญ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว การประชุมสำคัญ หรือการเข้าร่วมงานอีเวนต์ต่าง ๆ
ยาเลื่อนประจำเดือน เป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญคือ นอร์เอทีสเตอโรน (Norethisterone) ขนาด 5 มิลลิกรัม เป็นฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสเตอโรน ออกฤทธิ์มีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน (จนกว่าจะหยุดยา) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลื่อนประจำเดือน โดยที่ควรต้องรู้วันที่จะมีประจำเดือนอย่างค่อนข้างแม่นยำ เช่น ประจำเดือนมาทุกๆ วันที่ 29 และมาเป็นประจำ 2-3 วัน แสดงว่าไข่ตกประมาณวันที่ 14-15
ดังนั้น หากอยากเลื่อนประจำเดือนออกไปก็ต้องทำให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังคงมีระดับสูงอยู่ใกล้เคียงระดับตามธรรมชาติในช่วงกลางรอบเดือน ซึ่งทำได้ด้วยการทานฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไปให้นานตามจำนวนวันที่ต้องการเลื่อนประจำเดือนออกไป จนถึงช่วงที่พร้อมจะมีประจำเดือนแล้วจึงค่อยหยุดยา ซึ่งเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมาเป็นประจำเดือนในราวประมาณ 2-5 วันหลังยามื้อสุดท้าย
แม้ว่าการเลื่อนประจำเดือนจะมีข้อดีที่ช่วยให้สามารถวางแผนกิจกรรมสำคัญได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องประจำเดือน แต่ขึ้นชื่อว่ายาเลื่อนประจำเดือนก็ถือเป็นการเบี่ยงเบนการเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนจึงตามมาด้วยสิ่งที่คุณผู้หญิงควรรู้ รวมถึงข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาสังเกตอย่างรอบคอบด้วย
ยาเลื่อนประจำเดือน ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง
การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนอย่างถูกต้องและปลอดภัยต้องได้รับคำแนะนำจากสูตินรีแพทย์ เนื่องจากยานี้เป็นยาฮอร์โมนที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกาย การใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเลื่อนประจำเดือน
ก่อนใช้ยาเลื่อนประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและตรวจสอบสุขภาพทั่วไป แพทย์จะประเมินว่าคุณเหมาะสมกับการใช้ยาหรือไม่ และจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง
เริ่มรับประทานยาล่วงหน้า
การจะใช้ยาเลื่อนประจำเดือนให้ได้ผลดีในช่วงเวลาที่ถูกต้องตามที่ต้องการนั้น จะต้องรับประทานยาล่วงหน้าก่อนวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมา โดยปกติแล้วควรเริ่มทานยาก่อนประมาณ 3-4 วัน
รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
รับประทานยาครั้งละ 1 เม็ด โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะแนะนำให้ทานวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ในร่างกายให้คงที่ ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากลืมทานยามื้อใดก็ควรรีบทานทันทีที่จำได้ เพื่อป้องกันระดับของฮอร์โมนลดต่ำไปจนอาจมีการลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นประจำเดือนได้
หยุดใช้ยาเมื่อพร้อม
เมื่อคุณผู้หญิงพร้อมจะให้ประจำเดือนมาแล้วก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ประจำเดือนจะมาในระยะเวลา 2-5 วันหลังจากหยุดใช้ยาแล้ว
ข้อห้ามและข้อควรระวัง: ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ยาเลื่อนประจำเดือน?
เพื่อให้ข้อมูลชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับผู้หญิงทุกคน ตารางด้านล่างนี้สรุปกลุ่มเสี่ยงและข้อควรระวังในการใช้ยาฮอร์โมนเลื่อนประจำเดือนค่ะ
| กลุ่มผู้หญิงที่มีความเสี่ยง | ข้อควรระวัง / ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น |
| ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาฮอร์โมน | อาจเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น ผื่นคัน หายใจไม่ออก หรือบวม |
| ผู้ที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ | กำหนดวันเริ่มทานยาได้ยากและอาจไม่ได้ผล เพราะไม่ทราบวันตกไข่ที่ชัดเจน |
| ผู้ที่มีโรคประจำตัว | โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด, โรคตับ, หรือมะเร็งเต้านม ไม่ควรใช้ยาฮอร์โมน |
| ผู้ที่มีประวัติการเกิดลิ่มเลือด | การใช้ยาฮอร์โมนจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในร่างกายได้ |
| ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ (ไม่ทราบสาเหตุ) | ยาอาจบดบังอาการของโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น ก้อนเนื้อ หรือมะเร็ง ควรพบแพทย์ |
คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน
การเก็บรักษายา เก็บยาในที่แห้งและเย็น ห่างจากแสงแดดและความชื้น
การติดตามผลข้างเคียง ระวังผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว น้ำหนักขึ้น อารมณ์แปรปรวน หรืออาการบวมที่หน้าอก หากมีอาการที่รุนแรงหรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
การปฏิบัติตัวระหว่างใช้ยา หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาชนิดอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนได้ รักษาสุขภาพทั่วไปด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำมาก ๆ
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน
ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาฮอร์โมน การใช้ยาฮอร์โมนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน หายใจไม่ออก หรือบวม
ผู้ที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่สามารถคาดเดาวันที่จะมีประจำเดือนได้แม่นยำ การกำหนดวันรับประทายาเลื่อนประจำเดือนจะทำได้ยากและอาจไม่ได้ผล เนื่องจากไม่ทราบวันตกไข่ที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ควรลองปรึกษาสูติ-นรีแพทย์เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับคุณผู้หญิงแต่ละคนซึ่งอาจแตกต่างกันได้
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคตับ หรือมะเร็งเต้านม
ผู้ที่มีประวัติการเกิดลิ่มเลือด การใช้ยาฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ และยังไม่ทราบว่าเลือดนั้นเป็นประจำเดือนหรือไม่ หรือมีสาเหตุจากอะไรแน่ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อหรือมะเร็งและสาเหตุที่แน่ชัด เนื่องจากการกินยาเลื่อนประจำเดือนอาจบดบังอาการของโรคได้
กรณีที่ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์อยู่ก่อน การทานยาเลื่อนประจำเดือนยังถือว่าปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ เนื่องจากร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อรองรับการเจริญของตัวอ่อน พอตัวอ่อนเกิดการฝังตัวแล้วฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นยาเลื่อนเลื่อนประจำเดือนจึงไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์
ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดเป็นประจำสม่ำเสมอ หากมีความประสงค์จะเลื่อนประจำเดือนออกไป ก็สามารถทำได้โดยทานยาคุมกำเนิดที่ทานอยู่ (เม็ดที่มีฮอร์โมน ไม่ใช่เม็ดยาบำรุง) ต่อไปอีก หากหมดแผงก็สามารถเริ่มทานแผงใหม่ได้ต่อเนื่องไปจนกว่าต้องการให้มีประจำเดือนจึงหยุดทานยาคุมนั้น
การปรึกษาแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เสมอก่อนการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ยานี้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคุณ
การตัดสินใจใช้ยาเลื่อนประจำเดือนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและปลอดภัย แพทย์จะช่วยประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนให้เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
ยาเลื่อนประจำเดือนเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถจัดการกับรอบประจำเดือนได้ตามความต้องการ แม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ต้องระมัดระวังถึงผลข้างเคียงและข้อห้ามในการใช้ การปรึกษาแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ยาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ควรทำความเข้าใจและรับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
เช็คสุขภาพให้ชัวร์ ด้วยการตรวจฮอร์โมนพื้นฐานสำหรับผู้หญิง
การตรวจฮอร์โมนพื้นฐานสำหรับผู้หญิงเป็นการประเมินระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพทั่วไป ความสมดุลของฮอร์โมนสามารถส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ การทำงานของร่างกาย และสุขภาพจิตใจ บทความนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของการตรวจฮอร์โมน ขั้นตอนการตรวจ และฮอร์โมนสำคัญที่ควรตรวจ
ความสำคัญของการตรวจฮอร์โมน
- การประเมินสุขภาพสืบพันธุ์การตรวจฮอร์โมนสามารถช่วยในการวินิจฉัยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เช่น ภาวะมีบุตรยาก รอบประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ หรือภาวะวัยหมดประจำเดือน
- การตรวจหาภาวะผิดปกติของต่อมไทรอยด์การทำงานของทั้งรังไข่และต่อมไทรอยด์ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) เช่นเดียวกัน ภาวะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมองจึงมีผลกระทบต่อทั้งรังไข่และต่อมไทรอยด์ได้ ปกติแล้วต่อมไทรอยด์จะควบคุมการเผาผลาญพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย การทำงานที่ผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจเป็นความผิดปกติของตัวต่อมไทรอยด์เองหรือเกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมองซึ่งจะส่งผลให้รังไข่ทำงานผิดปกติได้ด้วย การทำงานที่ผิดปกติของต่อมไทรอยด์จึงอาจมีผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อการทำงานของรังไข่ได้
- การประเมินภาวะสมดุลของฮอร์โมนการตรวจฮอร์โมนช่วยให้ทราบถึงความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งสามารถส่งผลต่ออารมณ์ การนอนหลับ น้ำหนักตัว และสุขภาพผิว
ตรวจตรวจฮอร์โมนพื้นฐานสำหรับผู้หญิง ที่ BNH ตรวจด้วยวิธีการเจาะเลือด ดูระดับการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง
ให้คำแนะนำและให้การดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
- Follicle Stimulating Hormone (FSH) ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาของไข่ในรังไข่ มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์
- Estradiol (E2) ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของระบบสืบพันธุ์และสมดุลของฮอร์โมนเพศในผู้หญิง
- Thyroid Stimulating Hormone(TSH) ฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์ซึ่งมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานและการเจริญเติบโต
- Prolactin ฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างน้ำนมและมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบสืบพันธุ์
- Vitamin D (25-Hydroxy vitamin D total) วิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลการตรวจและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ตรงตามความต้องการ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ
ดูแลสุขภาพสตรีอย่างครบวงจร ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Women’s Health Centre
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการดูแลสุขภาพ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมให้บริการในทุกมิติของสุขภาพสตรี ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนรีเวชโดยเฉพาะ ศูนย์มะเร็งนรีเวช (Gynecology Centre) พร้อมให้คำปรึกษา บริการกตรวจคัดกรองโรค ดูแลป้องกันก่อนเกิดโรค และการผ่าตัดทางนรีเวช อย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและมีประสิทธภาพ ให้คุณผู้หญิงมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
FAQ
1. ยาเลื่อนประจำเดือน คืออะไร?
2. ทำไมต้องเริ่มกินยาเลื่อนประจำเดือนล่วงหน้า 3-4 วัน?
3. ยาเลื่อนประจำเดือน กินอย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัย?
4. คนท้องกินยาเลื่อนประจำเดือนได้ไหม มีอันตรายหรือไม่?
5. ถ้ากินยาคุมกำเนิดแบบรายเดือนอยู่แล้ว จะเลื่อนประจำเดือนอย่างไร?
Ref: spineinfo| emedicinehealth| hss | clevelandclinic
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ
ศูนย์สุขภาพสตรี
ความชำนาญพิเศษ
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ภาษาที่ใช้
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– วุฒิบัตรสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, 2534
– แพทย์ประจำบ้าน สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, มหาวิทยาลัยมหิดล, 2533
– แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 09:00 – 17:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| อังคาร | 09:00 – 17:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| พฤหัสบดี | 09:00 – 17:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |
| ศุกร์ | 09:00 – 17:00 | ศูนย์สุขภาพสตรี |