Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ดื่มน้ำน้อย หรือกินไม่ถูกหลักก็เกิดโรคได้ อาจเป็นนิ่วในไต

รู้จักโรคนิ่วในไตให้มากขึ้น

นิ่วในไต คือ ก้อนแข็งที่เกิดจากการสะสมและตกตะกอนของเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต กรดยูริก หรือซีสตีน ก้อนนิ่วเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่เล็กเหมือนเม็ดทราย ไปจนถึงใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ

สิ่งที่น่าห่วงใย คือ นิ่วขนาดเล็กอาจไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะเคลื่อนตัวไปอุดกั้นท่อไต จึงทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในกรณีที่รุนแรง อาจทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง การติดเชื้อในระบบปัสสาวะ หรือแม้แต่สูญเสียการทำงานของไตอย่างถาวร

สถิติพบว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไตมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า และมักพบในช่วงอายุ 30-50 ปี

ประเภทของนิ่วในไต

แพทย์จำแนกนิ่วในไตออกเป็น 5 ประเภทหลัก ตามองค์ประกอบทางเคมี: ได้แก่

  • นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium Oxalate Stones): พบมากที่สุดในผู้ป่วย นิ่วชนิดนี้เกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมและออกซาเลต
  • นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต (Calcium Phosphate Stones): มักพบในผู้ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญหรือใช้ยาบางชนิด
  • นิ่วยูริก (Uric Acid Stones): พบในผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง เช่น โรคเกาต์ หรือผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก
  • นิ่วสตรูไวท์ (Struvite Stones): มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
  • นิ่วซีสตีน (Cystine Stones): พบได้น้อย เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายขับซีสตีนออกมามาก

โรคนิ่วในไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

การเกิดนิ่วในไตมีสาเหตุหลากหลาย และมักเป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน:

ปัจจัยด้านการบริโภคน้ำและอาหาร

  • ดื่มน้ำน้อย: ปัสสาวะข้นเข้มทำให้แร่ธาตุตกตะกอนง่าย ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 2.5-3 ลิตร
  • อาหารรสจัด: อาหารเค็มจัด หวานจัด ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
  • โปรตีนสัตว์มากเกินไป: เนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องใน เพิ่มกรดยูริกในเลือด
  • ผักออกซาเลตสูง: ผักปวยเล้ง ถั่ววินเนอร์ หน่อไม้ ช็อกโกแลต กาแฟเข้มข้น

ปัจจัยด้านอาหารเสริมและยา

  • วิตามินซีขนาดสูง (มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
  • แคลเซียมเสริมที่รับประทานมากเกินไป
  • วิตามินดีขนาดสูงต่อเนื่อง

โรคประจำตัวและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • โรคเกาต์ โรคเบาหวาน โรคอ้วน
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง
  • ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป
  • ประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต
  • การกลั้นปัสสาวะเป็นนิสัย
  • การนั่งทำงานนานโดยไม่เคลื่อนไหว

ผู้เป็นโรคนิ่วในไตจะมีอาการอย่างไร

นิ่วในไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนตัวหรือโตใหญ่ขึ้น จะเกิดอาการดังนี้:

อาการปวด

  • ปวดเอวข้างใดข้างหนึ่งแบบรุนแรง คล้ายถูกมีดแทง
  • ปวดร้าวลงขาหนีบ อุ้งเชิงกราน หรือช่องท้องส่วนล่าง
  • ปวดแบบมาเป็นคลื่น ปวดแล้วหยุด แล้วปวดอีก

อาการเกี่ยวกับปัสสาวะ

  • ปัสสาวะมีเลือดปน (สีแดง ชมพู หรือน้ำตาลเข้ม)
  • ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง
  • ปัสสาวะแล้วเจ็บ หรือปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือปัสสาวะออกน้อย
  • พบเม็ดทรายหรือก้อนเล็กๆ ในปัสสาวะ

อาการทั่วไป

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น (หากมีการติดเชื้อร่วม)
  • กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ

เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดรุนแรงจนทนไม่ได้
  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  • ปัสสาวะไม่ออกเลย
  • อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้
  • ปัสสาวะมีเลือดปนมาก

การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไตมีวิธีการอย่างไร

การวินิจฉัยนิ่วในไตประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: สอบถามอาการ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยง
  • การตรวจปัสสาวะ: ตรวจหาสารแร่ธาตุ เลือด หรือการติดเชื้อในปัสสาวะ
  • การตรวจเลือด: ตรวจหาค่าการทำงานของไต แคลเซียม กรดยูริก ฯลฯ
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี: เช่น อัลตราซาวด์ เอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูขนาด ตำแหน่ง และจำนวนก้อนนิ่ว
  • การวิเคราะห์ก้อนนิ่ว: หากขับนิ่วออกมาได้ แพทย์อาจส่งตรวจเพื่อระบุชนิดของนิ่วและวางแผนป้องกัน

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคนิ่วในไต

แนวทางการรักษาขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง ชนิดของนิ่ว และอาการของผู้ป่วย

  1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

ดื่มน้ำมาก ๆ: สำหรับนิ่วขนาดเล็ก (ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร) การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยขับนิ่วออกทางปัสสาวะ

รับประทานยา: เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อท่อไต หรือยาละลายนิ่ว (สำหรับนิ่วยูริก)

เฝ้าระวังอาการ: หากไม่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจนัดติดตามอาการและตรวจซ้ำเป็นระยะ

  1. การรักษาด้วยเครื่องสลายนิ่ว (ESWL)

ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสลายก้อนนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วขับออกทางปัสสาวะ เหมาะกับนิ่วขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร

  1. การส่องกล้องสลายนิ่ว (Ureteroscopy/PCNL)

Ureteroscopy: ใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังท่อไตเพื่อสลายนิ่ว เหมาะกับนิ่วขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร

การรักษานิ่วในไตโดยการส่องกล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous Nephrolithotomy): ทำได้โดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หลังเพื่อสอดกล้องและเครื่องมือเข้าไปสลายนิ่ว เหมาะกับนิ่วขนาดใหญ่หรือกรณีที่วิธีอื่นไม่ได้ผล

  1. การผ่าตัด

ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่มากหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

เราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคนิ่วในไตได้อย่างไร

การป้องกันนิ่วในไตทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพ ดังนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อให้ปัสสาวะเจือจางและลดโอกาสการตกตะกอนของแร่ธาตุ
  • ลดอาหารรสเค็มจัดและหวานจัด: อาหารเค็มจัดและหวานจัดจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
  • ควบคุมการรับประทานโปรตีนจากสัตว์: ลดการบริโภคเนื้อแดง อาหารทะเล และเครื่องใน
  • กินผักและผลไม้หลากหลาย: หลีกเลี่ยงผักที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักปวยเล้ง หน่อไม้ ถั่ว ช็อกโกแลต
  • กินแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติ: ไม่ควรงดแคลเซียมโดยไม่จำเป็น เพราะแคลเซียมจากอาหารช่วยจับออกซาเลตในลำไส้และลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ: การกลั้นปัสสาวะนาน ๆ เพิ่มโอกาสติดเชื้อและการเกิดนิ่ว
  • ระวังการใช้วิตามินและอาหารเสริม: ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่กำหนด
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไตหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนิ่วในไต

นิ่วในไตหายเองได้จริงหรือ?

นิ่วขนาดเล็กมาก (ไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร) มีโอกาสหลุดออกเองได้ประมาณ 80-90% โดยเฉพาะหากดื่มน้ำเยอะและเคลื่อนไหวร่างกาย แต่นิ่วขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตรขึ้นไป มักต้องได้รับการรักษา

น้ำมะนาวช่วยป้องกันนิ่วได้จริงหรือ?

จริง น้ำมะนาวมีซิเทรต (citrate) ซึ่งช่วยยับยั้งการตกตะกอนของแคลเซียมและช่วยละลายนิ่วได้บ้าง แต่ต้องดื่มเป็นประจำและไม่ใส่น้ำตาล ควรบีบมะนาวสด 1-2 ลูกต่อน้ำ 1 ลิตร

ทำไมนิ่วในไตถึงเกิดซ้ำได้?

เพราะปัจจัยเสี่ยงยังคงอยู่ เช่น ดื่มน้ำน้อย กินอาหารไม่ถูกต้อง พันธุกรรม หรือโรคประจำตัว ดังนั้นการป้องกันจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

การกินแคลเซียมทำให้เป็นนิ่วใช่หรือไม่?

ผิด การงดแคลเซียมโดยสิ้นเชิงกลับเพิ่มความเสี่ยงเป็นนิ่ว เพราะแคลเซียมจากอาหารจะไปจับออกซาเลตในลำไส้ และช่วยลดการดูดซึมออกซาเลต แต่ควรหลีกเลี่ยงแคลเซียมเสริมที่กินมากเกินไป

การออกกำลังกายช่วยป้องกันนิ่วได้อย่างไร?

ออกกำลังกายช่วยหลายด้าน คือ ควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของไต เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดความเครียด ทำให้ระบบเผาผลาญแร่ธาตุทำงานได้ดีขึ้น

อาหารใดที่ผู้เป็นนิ่วในไตควรหลีกเลี่ยง?

  • ผักใบเขียวเข้ม: ผักปวยเล้ง ผักคะน้า (กินได้แต่ไม่มาก)
  • ถั่วชนิดต่าง: ถั่ววินเนอร์ ถั่วลิง
  • ช็อกโกแลต กาแฟเข้ม ชาเข้ม
  • หน่อไม้ โหระพา
  • อาหารทะเลบางชนิด: หอย ปู กุ้ง (หากเป็นนิ่วกรดยูริก)
  • เครื่องใน: ตับ หัวใจ ไต พุงปลา

สรุป

โรคนิ่วในไตแม้จะฟังดูน่ากลัว แต่เป็นโรคที่ป้องกันได้และรักษาหายได้ถ้าเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอ และ การเลือกกินอาหารอย่างสมดุล

การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1-2 แก้ว ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด และออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

Ref: clevelandclinic

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • พญ. จิตติมา ทมาภิรัต

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

  • พญ. ฑุติพร เหลืองสุวิมล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ

  • พญ. พรพิมล ศรีสุภรวาณิชย์

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. เกษณี โอฬารเสถียรกุล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป, เวชศาสตร์เขตร้อน

  • นพ. วัศพล กุลธวัชวิชัย

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ป้องกัน เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว

  • นพ. อธิวิทย์ สินอยู่

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ครอบครัว