Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

✨Translated by AI

ดื่มน้ำน้อย หรือกินไม่ถูกหลักก็เกิดโรคได้ อาจเป็นนิ่วในไต

รู้จักโรคนิ่วในไตให้มากขึ้น

นิ่วในไต คือ ก้อนแข็งที่เกิดจากการสะสมและตกตะกอนของเกลือแร่ต่างๆ ในปัสสาวะ เช่น แคลเซียม ออกซาเลต กรดยูริก หรือซีสตีน ก้อนนิ่วเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่เล็กเหมือนเม็ดทราย ไปจนถึงใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ

สิ่งที่น่าห่วงใย คือ นิ่วขนาดเล็กอาจไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะเคลื่อนตัวไปอุดกั้นท่อไต จึงทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในกรณีที่รุนแรง อาจทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง การติดเชื้อในระบบปัสสาวะ หรือแม้แต่สูญเสียการทำงานของไตอย่างถาวร

สถิติพบว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไตมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า และมักพบในช่วงอายุ 30-50 ปี

ประเภทของนิ่วในไต

แพทย์จำแนกนิ่วในไตออกเป็น 5 ประเภทหลัก ตามองค์ประกอบทางเคมี: ได้แก่

  • นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium Oxalate Stones): พบมากที่สุดในผู้ป่วย นิ่วชนิดนี้เกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมและออกซาเลต
  • นิ่วแคลเซียมฟอสเฟต (Calcium Phosphate Stones): มักพบในผู้ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญหรือใช้ยาบางชนิด
  • นิ่วยูริก (Uric Acid Stones): พบในผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง เช่น โรคเกาต์ หรือผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์มาก
  • นิ่วสตรูไวท์ (Struvite Stones): มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
  • นิ่วซีสตีน (Cystine Stones): พบได้น้อย เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายขับซีสตีนออกมามาก

โรคนิ่วในไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

การเกิดนิ่วในไตมีสาเหตุหลากหลาย และมักเป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน:

ปัจจัยด้านการบริโภคน้ำและอาหาร

  • ดื่มน้ำน้อย: ปัสสาวะข้นเข้มทำให้แร่ธาตุตกตะกอนง่าย ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 2.5-3 ลิตร
  • อาหารรสจัด: อาหารเค็มจัด หวานจัด ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
  • โปรตีนสัตว์มากเกินไป: เนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องใน เพิ่มกรดยูริกในเลือด
  • ผักออกซาเลตสูง: ผักปวยเล้ง ถั่ววินเนอร์ หน่อไม้ ช็อกโกแลต กาแฟเข้มข้น

ปัจจัยด้านอาหารเสริมและยา

  • วิตามินซีขนาดสูง (มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
  • แคลเซียมเสริมที่รับประทานมากเกินไป
  • วิตามินดีขนาดสูงต่อเนื่อง

โรคประจำตัวและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • โรคเกาต์ โรคเบาหวาน โรคอ้วน
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง
  • ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป
  • ประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต
  • การกลั้นปัสสาวะเป็นนิสัย
  • การนั่งทำงานนานโดยไม่เคลื่อนไหว

ผู้เป็นโรคนิ่วในไตจะมีอาการอย่างไร

นิ่วในไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนตัวหรือโตใหญ่ขึ้น จะเกิดอาการดังนี้:

อาการปวด

  • ปวดเอวข้างใดข้างหนึ่งแบบรุนแรง คล้ายถูกมีดแทง
  • ปวดร้าวลงขาหนีบ อุ้งเชิงกราน หรือช่องท้องส่วนล่าง
  • ปวดแบบมาเป็นคลื่น ปวดแล้วหยุด แล้วปวดอีก

อาการเกี่ยวกับปัสสาวะ

  • ปัสสาวะมีเลือดปน (สีแดง ชมพู หรือน้ำตาลเข้ม)
  • ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง
  • ปัสสาวะแล้วเจ็บ หรือปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือปัสสาวะออกน้อย
  • พบเม็ดทรายหรือก้อนเล็กๆ ในปัสสาวะ

อาการทั่วไป

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น (หากมีการติดเชื้อร่วม)
  • กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ

เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดรุนแรงจนทนไม่ได้
  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  • ปัสสาวะไม่ออกเลย
  • อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้
  • ปัสสาวะมีเลือดปนมาก

การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในไตมีวิธีการอย่างไร

การวินิจฉัยนิ่วในไตประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: สอบถามอาการ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยง
  • การตรวจปัสสาวะ: ตรวจหาสารแร่ธาตุ เลือด หรือการติดเชื้อในปัสสาวะ
  • การตรวจเลือด: ตรวจหาค่าการทำงานของไต แคลเซียม กรดยูริก ฯลฯ
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี: เช่น อัลตราซาวด์ เอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูขนาด ตำแหน่ง และจำนวนก้อนนิ่ว
  • การวิเคราะห์ก้อนนิ่ว: หากขับนิ่วออกมาได้ แพทย์อาจส่งตรวจเพื่อระบุชนิดของนิ่วและวางแผนป้องกัน

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคนิ่วในไต

แนวทางการรักษาขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง ชนิดของนิ่ว และอาการของผู้ป่วย

  1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

ดื่มน้ำมาก ๆ: สำหรับนิ่วขนาดเล็ก (ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร) การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยขับนิ่วออกทางปัสสาวะ

รับประทานยา: เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อท่อไต หรือยาละลายนิ่ว (สำหรับนิ่วยูริก)

เฝ้าระวังอาการ: หากไม่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจนัดติดตามอาการและตรวจซ้ำเป็นระยะ

  1. การรักษาด้วยเครื่องสลายนิ่ว (ESWL)

ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสลายก้อนนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วขับออกทางปัสสาวะ เหมาะกับนิ่วขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร

  1. การส่องกล้องสลายนิ่ว (Ureteroscopy/PCNL)

Ureteroscopy: ใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังท่อไตเพื่อสลายนิ่ว เหมาะกับนิ่วขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร

การรักษานิ่วในไตโดยการส่องกล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous Nephrolithotomy): ทำได้โดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หลังเพื่อสอดกล้องและเครื่องมือเข้าไปสลายนิ่ว เหมาะกับนิ่วขนาดใหญ่หรือกรณีที่วิธีอื่นไม่ได้ผล

  1. การผ่าตัด

ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่มากหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

เราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคนิ่วในไตได้อย่างไร

การป้องกันนิ่วในไตทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพ ดังนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อให้ปัสสาวะเจือจางและลดโอกาสการตกตะกอนของแร่ธาตุ
  • ลดอาหารรสเค็มจัดและหวานจัด: อาหารเค็มจัดและหวานจัดจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
  • ควบคุมการรับประทานโปรตีนจากสัตว์: ลดการบริโภคเนื้อแดง อาหารทะเล และเครื่องใน
  • กินผักและผลไม้หลากหลาย: หลีกเลี่ยงผักที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักปวยเล้ง หน่อไม้ ถั่ว ช็อกโกแลต
  • กินแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติ: ไม่ควรงดแคลเซียมโดยไม่จำเป็น เพราะแคลเซียมจากอาหารช่วยจับออกซาเลตในลำไส้และลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ: การกลั้นปัสสาวะนาน ๆ เพิ่มโอกาสติดเชื้อและการเกิดนิ่ว
  • ระวังการใช้วิตามินและอาหารเสริม: ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่กำหนด
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไตหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนิ่วในไต

นิ่วในไตหายเองได้จริงหรือ?

นิ่วขนาดเล็กมาก (ไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร) มีโอกาสหลุดออกเองได้ประมาณ 80-90% โดยเฉพาะหากดื่มน้ำเยอะและเคลื่อนไหวร่างกาย แต่นิ่วขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตรขึ้นไป มักต้องได้รับการรักษา

น้ำมะนาวช่วยป้องกันนิ่วได้จริงหรือ?

จริง น้ำมะนาวมีซิเทรต (citrate) ซึ่งช่วยยับยั้งการตกตะกอนของแคลเซียมและช่วยละลายนิ่วได้บ้าง แต่ต้องดื่มเป็นประจำและไม่ใส่น้ำตาล ควรบีบมะนาวสด 1-2 ลูกต่อน้ำ 1 ลิตร

ทำไมนิ่วในไตถึงเกิดซ้ำได้?

เพราะปัจจัยเสี่ยงยังคงอยู่ เช่น ดื่มน้ำน้อย กินอาหารไม่ถูกต้อง พันธุกรรม หรือโรคประจำตัว ดังนั้นการป้องกันจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

การกินแคลเซียมทำให้เป็นนิ่วใช่หรือไม่?

ผิด การงดแคลเซียมโดยสิ้นเชิงกลับเพิ่มความเสี่ยงเป็นนิ่ว เพราะแคลเซียมจากอาหารจะไปจับออกซาเลตในลำไส้ และช่วยลดการดูดซึมออกซาเลต แต่ควรหลีกเลี่ยงแคลเซียมเสริมที่กินมากเกินไป

การออกกำลังกายช่วยป้องกันนิ่วได้อย่างไร?

ออกกำลังกายช่วยหลายด้าน คือ ควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการทำงานของไต เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดความเครียด ทำให้ระบบเผาผลาญแร่ธาตุทำงานได้ดีขึ้น

อาหารใดที่ผู้เป็นนิ่วในไตควรหลีกเลี่ยง?

  • ผักใบเขียวเข้ม: ผักปวยเล้ง ผักคะน้า (กินได้แต่ไม่มาก)
  • ถั่วชนิดต่าง: ถั่ววินเนอร์ ถั่วลิง
  • ช็อกโกแลต กาแฟเข้ม ชาเข้ม
  • หน่อไม้ โหระพา
  • อาหารทะเลบางชนิด: หอย ปู กุ้ง (หากเป็นนิ่วกรดยูริก)
  • เครื่องใน: ตับ หัวใจ ไต พุงปลา

สรุป

โรคนิ่วในไตแม้จะฟังดูน่ากลัว แต่เป็นโรคที่ป้องกันได้และรักษาหายได้ถ้าเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอ และ การเลือกกินอาหารอย่างสมดุล

การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 1-2 แก้ว ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด และออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

Ref: clevelandclinic

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • พญ. จิตติมา ทมาภิรัต

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

  • พญ. ฑุติพร เหลืองสุวิมล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    –

  • พญ. พรพิมล ศรีสุภรวาณิชย์

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. เกษณี โอฬารเสถียรกุล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป, เวชศาสตร์เขตร้อน

  • นพ. วัศพล กุลธวัชวิชัย

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ป้องกัน เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว

  • นพ. อธิวิทย์ สินอยู่

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ครอบครัว