Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

✨Translated by AI

ปัสสาวะแสบขัด ขุ่น หรือมีเลือดปน ต้องระวัง ท่อปัสสาวะอาจติดเชื้อ และทำไตอักเสบ

ไตอักเสบ หรือ กรวยไตอักเสบ (Kidney Infection หรือ Pyelonephritis) เป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะที่สำคัญและพบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวายหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้ 

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคไตอักเสบ

ไตอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) คือ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามจากส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ ขึ้นไปยังไตหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง เป็นภาวะที่รุนแรงมากกว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower UTI) เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ความสำคัญของไตในร่างกาย

ไตทำหน้าที่กรองของเสียและขับออกทางปัสสาวะ รวมถึงควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิต การติดเชื้อที่ไตจึงส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ

โรคไตอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุหลักของไตอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะ แล้วลุกลามขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะและไต

แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่อาจก่อโรคได้ เช่น Klebsiella, Proteus, Enterococcus และในบางกรณีอาจเกิดจากไวรัส แต่พบได้น้อยมากในคนปกติ

เส้นทางการติดเชื้อ

ไตทำหน้าที่กรองของเสียและขับออกทางปัสสาวะ รวมถึงควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิต การติดเชื้อที่ไตจึงส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ

โรคไตอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุหลักของไตอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะ แล้วลุกลามขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะและไต

แบคทีเรียชนิดอื่น ๆ ที่อาจก่อโรคได้ เช่น Klebsiella, Proteus, Enterococcus และในบางกรณีอาจเกิดจากไวรัส แต่พบได้น้อยมากในคนปกติ

เส้นทางการติดเชื้อ

เชื้อแบคทีเรียจากท่อปัสสาวะ → กระเพาะปัสสาวะ → ท่อไต → ไต

เชื้อแบคทีเรียจากกระแสเลือดอาจมีโอกาสพบได้ แต่น้อย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไตอักเสบ

  • เพศหญิง: ท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
  • การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ หรือปัสสาวะไม่สุด
  • การมีนิ่วในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะคั่งค้าง
  • โครงสร้างทางเดินปัสสาวะผิดปกติ เช่น ท่อปัสสาวะแคบ
  • การตั้งครรภ์: มดลูกที่ขยายตัวอาจกดทับทางเดินปัสสาวะ
  • การใช้สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง)
  • การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ผู้เป็นโรคไตอักเสบจะมีอาการอย่างไร

อาการของไตอักเสบจะแตกต่างจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง โดยมักมีอาการรุนแรงและรวดเร็วกว่า

 

อาการหลักของโรคไตอักเสบที่พบได้

  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดหลังหรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่ง (มักปวดบริเวณสีข้าง)
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ จิตใจสับสน หรือมีอาการของการติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

การตรวจวินิจฉัยโรคไตอักเสบมีวิธีการอย่างไร

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายแพทย์จะสอบถามอาการ ประวัติสุขภาพ และตรวจร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังและเอว
  1. การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)เพื่อตรวจหาหนอง เลือด หรือเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ
  1. การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture)เพื่อระบุชนิดของเชื้อและเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
  1. การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อในกระแสเลือดและภาวะไตวาย
  1. การตรวจภาพถ่าย (Imaging)
  • การอัลตราซาวด์ไต
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan
  • เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น นิ่วในไต หนอง หรือโครงสร้างผิดปกติ

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคไตอักเสบ

  1. การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นวิธีรักษาหลัก โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาตามผลการเพาะเชื้อมักต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 10-14 วันยาที่นิยมใช้ เช่น Fluoroquinolones, Cephalosporins, Penicillins, Aminoglycosidesควรรับประทานยาจนครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  2. การรักษาในโรงพยาบาลกรณีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง อาเจียนมาก รับประทานยาไม่ได้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอาจต้องให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำและดูแลอย่างใกล้ชิด
  3. การรักษาตามอาการใช้ยาแก้ปวด ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับเชื้อโรคพักผ่อนให้เพียงพอ
  4. การผ่าตัดในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น หนองในไต นิ่ว หรือโครงสร้างผิดปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตอักเสบ

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่

  • ไตวายเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
  • เกิดฝีหรือหนองในไต
  • ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์ อาจเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

เราจะสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคไตอักเสบได้อย่างไร

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากทางเดินปัสสาวะ
  • ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะและทำความสะอาดอวัยวะเพศหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ให้น้ำตาลอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • พบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไตอักเสบ

1. ไตอักเสบอันตรายมากไหม

หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น ไตวายหรือติดเชื้อในกระแสเลือด

2. ไตอักเสบต่างจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างไร

ไตอักเสบเกิดจากการติดเชื้อที่ลุกลามถึงไต จึงมีอาการรุนแรงกว่า เช่น ไข้สูง ปวดหลัง ส่วนกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย

4. ผู้หญิงเสี่ยงเป็นไตอักเสบมากกว่าผู้ชายจริงหรือไม่

ใช่ เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก เชื้อโรคจึงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและไตได้ง่ายกว่า

5. ถ้ามีอาการควรทำอย่างไร

ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา

สรุป

ไตอักเสบ เป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การรู้เท่าทันอาการ สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางป้องกัน จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค ผลกระทบต่อสุขภาพและความรุนแรงในระยะยาว หากมีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ปวดหลัง ไข้สูง ปัสสาวะผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

Ref: Cleveland

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • พญ. จิตติมา ทมาภิรัต

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

  • พญ. ฑุติพร เหลืองสุวิมล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    –

  • พญ. พรพิมล ศรีสุภรวาณิชย์

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. เกษณี โอฬารเสถียรกุล

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป, เวชศาสตร์เขตร้อน

  • นพ. วัศพล กุลธวัชวิชัย

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ป้องกัน เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว

  • นพ. อธิวิทย์ สินอยู่

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชศาสตร์ครอบครัว