Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

สังเกตอาการป่วยลูกเล็กอย่างไรให้ปลอดภัย คำแนะนำจากกุมารแพทย์ BNH

ลูกงอแงไม่มีสาเหตุ ร้องไห้ไม่หยุด
สังเกตอาการป่วยลูกเล็กอย่างไรให้ปลอดภัย คำแนะนำจากกุมารแพทย์ BNH

สรุปสาระสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่

  • ตัดปัจจัยพื้นฐานก่อน: เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด ให้ตรวจสอบความหิว ผ้าอ้อมแฉะ อุณหภูมิร้อนไปหนาวไป ง่วงนอน อยากให้อุ้มปลอบ ท้องอืดมีลมในท้อง หากแก้ไขแล้วไม่หยุดร้องและเสียงร้องแหลมสูงดัง อาจมีอาการเจ็บป่วยซ่อนเร้น
  • หากมีอาการไข้ การจดบันทักวันที่เริ่มมีไข้ คือหัวใจสำคัญ: อาการไข้วันที่ 1 วันที่ 5 หรือวันที่ 7 อาจมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงโรคแตกต่างกัน การจดบันทึกวันที่มีไข้และระดับอุณหภูมิร่างกาย จะช่วยให้คุณหมอประเมินโรคได้อย่างแม่นยำ
  • สัญญาณอันตราย Red Flags: หากลูกดูซึมลงอย่างชัดเจน เรียกไม่ตอบสนอง ไม่ยอมดูดนม ดื่มน้ำ จนปัสสาวะสีเข้มหรือปัสสาวะออกน้อยลง มีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์ทันที

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ไม่มีอะไรที่จะทำให้กังวลใจไปกว่าการที่ได้ยินเสียง “ลูกร้องไห้ไม่หยุด” โดยเฉพาะในเด็กทารกวัยแรกเกิดถึงหนึ่งขวบที่ยังพูดบอกความรู้สึกไม่ได้ ความท้าทายที่สุดคือ พ่อแม่มักแยกไม่ออกว่าเสียงร้องไห้แบบไหนคือการงอแงตามธรรมชาติ และเสียงร้องแบบไหนคือสัญญาณเตือนว่าลูกกำลังป่วย

เมื่อลูกน้อยบอกเราไม่ได้ หน้าที่ในการสังเกตอาการจึงตกเป็นของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเรื่องนี้ ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ รพ. BNH ได้ให้มุมมองที่สำคัญไว้ว่า

“เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ เด็กสื่อสารเองไม่ได้ ข้อมูลส่วนใหญ่ทางการรักษาจึงต้องมาจากการซักประวัติ การสังเกต และการจดบันทึกของคุณพ่อคุณแม่หรือคนเลี้ยงดูเป็นหลัก”

บทความนี้จะช่วยเผยเคล็ดลับในการฟังเสียงและวิธีสังเกตอาการป่วยของลูก เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ลูกรักปลอดภัยจากโรคต่างๆ

1. วิธีเช็กเมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด: ตอบสนองความต้องการพื้นฐานแล้วหรือยัง?

ก่อนที่จะคิดว่าลูกกำลังป่วย สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือเช็กและตัดสาเหตุทั่วไปออกทีละข้อ โดยใช้หลักการสังเกตพฤติกรรมง่ายๆ ในการจับสังเกตภาษาทารกเบื้องต้น ดังนี้:

เช็กปัจจัยทางร่างกายทั่วไป

  • ผ้าอ้อมแฉะเปียกชื้นหรือไม่: ลองเช็กแพมเพิสว่าเต็มหรือมีอุจจาระที่ทำให้แสบผิวไหม
  • ลูกกำลังหิวหรือเปล่า: เช็กเวลากินนมอิ่มรอบล่าสุดว่าถึงเวลาหิวแล้วหรือยัง
  • อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป: จับที่บริเวณหน้าอกหรือหลังของลูกดูว่ามีเหงื่อซึม หรือตัวเย็นชืดเกินไปไหม
  • กำลังง่วงนอน: ใกล้ถึงเวลานอนตามรอบปกติแล้วหรือยัง ลองจับอุ้ม กล่อมนอน เมื่อลูกเคลิ้มใกล้หลับ ให้วางลูกลงบนเบาะนอน แล้วปล่อยให้ลูกหลับต่อเองจนหลับสนิท
  • มีลมในท้อง (ท้องอืด): สังเกตว่าลูกร้องไห้พร้อมกับงอขาเข้าหาหน้าอก หรือพยายามเบ่งบ่อยๆ หรือไม่

สัญญาณเตือนภัยเงียบ (อาการป่วยที่ซ่อนอยู่)

หากลองทำตามข้อด้านบนครบแล้ว ลูกก็ยังร้องไห้โยเยไม่ยอมหยุด และน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องแหลมสูงปรี๊ด ซึ่งอาจแสดงถึงความเจ็บปวดรุนแรง ให้ระวังโรคระบาดในเด็กที่กำลังก่อตัว เช่น โรคมือเท้าปาก หรือโรคตุ่มแผลในปาก (herpangina) เพราะเด็กอาจเริ่มมีแผลเล็กๆ ซ่อนอยู่บริเวณคอหอยหรือเพดานปาก ทำให้เจ็บแผลจนกลืนนมไม่ได้และร้องไห้ไม่หยุด

2. ทำไมการ "นับวันที่มีไข้" ถึงสำคัญที่สุดเวลาลูกป่วย?

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่สร้างความตกใจคือเมื่อทารกตัวร้อนหรือมีไข้ สิ่งที่คุณหมอโรคติดเชื้อให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขความร้อนบนปรอทวัดไข้ แต่คือ “ระยะเวลาที่ลูกมีไข้” โดยคุณหมอพิณทิพย์ ได้อธิบายถึงธรรมชาติการทำงานของเชื้อโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกายเด็กไว้ว่า

“วันที่ 1 วันที่ 5 หรือวันที่ 7 ของไข้ มันไม่เหมือนกัน สาเหตุโรคติดเชื้ออาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อระยะเวลามีไข้ยาวนานมากขึ้น หรือถ้าพบสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใดแล้ว แต่การดำเนินโรคยาวนาน ไข้ไม่ลดลง เราต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งอาจทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย”

ไข้วันที่ 1-3: ระยะเริ่มต้น

หากลองทำตามข้อด้านบนครบแล้ว ลูกก็ยังร้องไห้โยเยไม่ยอมหยุด และน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องแหลมสูงปรี๊ด ซึ่งอาจแสดงถึงความเจ็บปวดรุนแรง ให้ระวังโรคระบาดในเด็กที่กำลังก่อตัว เช่น โรคมือเท้าปาก หรือโรคตุ่มแผลในปาก (herpangina) เพราะเด็กอาจเริ่มมีแผลเล็กๆ ซ่อนอยู่บริเวณคอหอยหรือเพดานปาก ทำให้เจ็บแผลจนกลืนนมไม่ได้และร้องไห้ไม่หยุด

ไข้วันที่ 3-5: ระยะเฝ้าระวังโรคอันตราย

หากไข้ยังสูงต่อเนื่องไม่ยอมลดลง ช่วงนี้ถือเป็นระยะสำคัญที่ต้องสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด หากอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารไม่ชัดเจน ควรเฝ้าระวังอาการโรคอันตราย เช่น ไข้เลือดออก โรคคาวาซากิ เป็นต้น ควบคู่ไปด้วย การสังเกตอาการเจ็บป่วยต่างๆ จดบันทึกวันที่มีไข้ จะช่วยให้คุณหมอจำกัดวงค้นหาสาเหตุโรคและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ตรงจุดที่สุด

 

(สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือมีลูกวัยแรกเกิด สามารถอ่านความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ที่บทความ เชื้อโรคแฝงในเด็กแรกเกิด เรื่องสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้)

3. ตารางเช็กลิสต์สัญญาณอันตราย (Diagnostic Red Flags): เมื่อไหร่ต้องพามาโรงพยาบาลด่วน?

เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายและมั่นใจขึ้นว่า อาการป่วยแบบไหนที่กินยาและดูอาการที่บ้านได้ หรือแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตรายขั้นรุนแรงที่ต้องรีบพามาโรงพยาบาล (Admit) ทันที ลองใช้ตารางประเมินอาการของลูกน้อยด้านล่างนี้:

จุดที่ต้องสังเกต อาการที่ปลอดภัย (ดูแลต่อที่บ้านได้) สัญญาณอันตราย Red Flags 🚨 (ต้องมาโรงพยาบาลด่วน)
ความรู้สึกตัว / พฤติกรรม ไข้ลดแล้วกลับมาเล่นได้ ยิ้มแย้ม สบตาดี ตอบสนองคนรอบข้างได้ปกติ ลูกดูซึมลงอย่างชัดเจน เรียกแล้วไม่หัน ไม่สบตา ปลุกตื่นยาก ร้องคราง หรือกระสับกระส่ายตลอดเวลา
สัญญาณร่างกายขาดน้ำ ยังยอมดูดน้ำหรือนมได้ ปัสสาวะบ่อยสีเหลืองอ่อน ริมฝีปากชุ่มชื้น ไม่ยอมกินนมและน้ำเลย, ปัสสาวะห่างเกิน 6 ชั่วโมง, ปัสสาวะสีเหลืองเข้มจัด, ปากแห้งแตก, ขอบตาลึกบุ๋ม
ระบบการหายใจ มีน้ำมูก จังหวะการหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วรัว, หายใจมีเสียงวี้ดหรือเสียงครืดคราดดังมาก, หายใจแรงจนหน้าอกหรือชายโครงบุ๋ม (อาจเป็นสัญญาณปอดอักเสบ)
ระดับไข้และการตอบสนองต่อยา ตัวเย็นลงเมื่อเช็ดตัวและป้อนยาแก้ไข้ตามเวลา ไข้สูงมากกว่า 39-40 °C กินยาแล้วไข้ไม่ลดลงเลย, มีอาการชักเกร็ง หรือมีผื่นแดง/จุดเลือดออกขึ้นตามตัว

ความใส่ใจในรายละเอียด คือหัวใจของการปกป้องลูกรัก

เพราะอาการป่วยของเด็กเล็กพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การพามาพบกุมารแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่อุ่นใจที่สุด ที่ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาล BNH (ย่านสาทร-สีลม) มีทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาคอยประสานงานร่วมกันด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยจะได้รับการดูแลที่ถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัยที่สุด

 

หากพบว่าลูกน้อยงอแงผิดปกติ มีไข้สูง หรือมีสัญญาณอันตรายตามตารางเช็กลิสต์ข้างต้น สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและนัดพบแพทย์เฉพาะทางได้ทันที

บทความโดย

ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์

แผนกกุมารเวช

สาขาเฉพาะทาง

กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับอาการร้องไห้และป่วยในเด็กเล็ก

ถาม: ลูกร้องไห้จ้าไม่ยอมหยุดและชอบงอขาเข้าหาหน้าอก เป็นเพราะอะไรและควรแก้ยังไง?

ตอบ: อาการร้องไห้โยเยพร้อมกับงอขาเข้าหาพุง มักเป็นสัญญาณของอาการท้องอืด มีลมในท้อง หรืออาการปวดท้องโคลิก (Colic) เบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่ควรอุ้มลูกพาดบ่าเพื่อจับเรอ นวดคลึงหน้าท้องเบาๆ ทำท่าปั่นจักรยานอากาศ หากลูกยังไม่หยุดร้องและคลำดูพบว่าท้องแข็งตึง อาเจียนมาก อาเจียนบ่อย ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์

ถาม: เด็กทารกมีไข้ต่ำๆ (ประมาณ 37.8 - 38.5 องศา) แต่ยังเล่นสนุกได้ ควรดูอาการที่บ้านกี่วัน?

ตอบ: หากลูกมีไข้ต่ำๆ แต่ยังกินนมได้ดี เล่นได้ปกติ ยิ้มแย้มและสบตา คุณพ่อคุณแม่สามารถป้อนยาแก้ไข้สำหรับเด็กตามปริมาณที่คุณหมอแนะนำ สลับกับการเช็ดตัวลดไข้ และดูอาการที่บ้านได้ประมาณ 1-2 วัน แต่ถ้าไข้ยังไม่ลดเมื่อเข้าสู่วันที่ 3 ขึ้นไปหรือลูกเริ่มมีอาการซึม กระสับกระส่าย ไม่ร่าเริง ควรพามาโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ

ถาม: ลูกร้องไห้ลั่นทุกครั้งเวลาอ้าปากกินนม แต่จับดูตัวไม่ร้อน ไม่มีไข้ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

ตอบ: การที่ลูกร้องไห้ปฏิเสธการกินนมทั้งที่ไม่มีไข้ มักเกิดจากอาการเจ็บเฉพาะจุดในช่องปาก สาเหตุที่เจอบ่อยคือเริ่มมีแผลร้อนใน แผลจากเชื้อไวรัสเฮอร์แปงไจนา หรือโรคมือเท้าปากในระยะแรก ซึ่งแผลเหล่านี้จะทำให้เด็กเจ็บปวดมาก แนะนำให้พามาพบแพทย์เพื่อตรวจดูในช่องปาก และรับยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บให้ลูกกลับมากินนมได้ปกติ

บทความเกี่ยวกับโรคติดเชื้อในเด็ก