Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

หัวใจห้องซ้ายไม่พัฒนาตามปกติ (Hypoplastic Left Heart Syndrome: HLHS)


หัวใจห้องซ้ายไม่พัฒนาตามปกติ (Hypoplastic Left Heart Syndrome: HLHS) เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่พบไม่บ่อย แต่รุนแรงมาก ในภาวะนี้โครงสร้างด้านซ้ายของหัวใจมีขนาดเล็กและไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่:
 

  • ห้องล่างซ้าย (Left Ventricle) – ห้องหัวใจที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
  • ลิ้นไมตรัล (Mitral Valve) – ลิ้นระหว่างห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย
  • ลิ้นเอออร์ติก (Aortic Valve) – ลิ้นระหว่างห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดแดงใหญ่
  • หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) – หลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

 

เนื่องจากด้านซ้ายของหัวใจมีขนาดเล็กและทำงานไม่ได้ หัวใจด้านซ้ายจึงไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ทารกที่เกิดมาพร้อมกับภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยยาและการผ่าตัดเป็นขั้นตอน หรือในบางกรณีอาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายหัวใจ

 

อาการและสัญญาณ

 

อาการของ HLHS มักปรากฏตั้งแต่หลังคลอดไม่นาน โดยเฉพาะภายใน 1-2 วันแรก เมื่อท่อเชื่อมธรรมชาติระหว่างหลอดเลือดเริ่มปิดตัว อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
 

อาการหลัก

 

  • ผิวหนัง ริมฝีปาก หรือปลายเล็บเขียวคล้ำหรือเทา (Cyanosis) บ่งบอกว่าเลือดมีออกซิเจนต่ำ
  • หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก ทารกดูเหมือนหอบหรือใช้แรงหายใจมาก
  • กินนมได้น้อย เหนื่อยง่ายขณะดูดนม น้ำหนักขึ้นช้าหรือไม่ขึ้น
  • มือเท้าเย็น จากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี
  • ชีพจรเบาหรือเร็วผิดปกติ
  • ดูซึม ง่วงนอน ไม่ค่อยตื่นตัวหรือร้องไห้เท่าทารกวัยเดียวกัน

 

สัญญาณภาวะช็อก – ภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต

 

หากไม่ได้รับการรักษา ทารกอาจเข้าสู่ภาวะช็อก (Shock) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน สัญญาณ ได้แก่:
 

  • ผิวหนังเย็น ชื้น ซีด และเขียวคล้ำมากขึ้น
  • ชีพจรเบามาก หรือเร็วผิดปกติ
  • หายใจเร็วมากหรือแผ่วลง หายใจไม่ทั่วถึง
  • ซึมลงอย่างชัดเจน ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า

 

เมื่อใดควรรีบพาไปโรงพยาบาล

 

ต้องรีบพาทารกไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการ:
 

  • ผิวหนังหรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • หายใจลำบากหรือหายใจเร็วผิดปกติ
  • ไม่ยอมดูดนมหรือกินได้น้อยมาก
  • ชีพจรอ่อนมากหรือเร็วผิดปกติ
  • ดูซึม ไม่ตื่นตัว

 

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

 

การเกิดความผิดปกติ

 

HLHS เกิดขึ้นระหว่างที่หัวใจของทารกกำลังพัฒนาในครรภ์ ในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่โครงสร้างหัวใจกำลังก่อตัว สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับ:
 

  • การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือการกลายพันธุ์
  • ปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

 

การที่โครงสร้างด้านซ้ายของหัวใจมีขนาดเล็กกว่าปกติทำให้:
 

  • ห้องล่างซ้ายไม่สามารถรับเลือดจากห้องบนซ้ายได้เต็มที่
  • ห้องล่างซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ
  • หัวใจด้านขวาต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชย

 

การไหลเวียนของเลือดหลังคลอด

 

ในช่วงหลังคลอดทันที ทารกยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ชั่วคราวโดยพึ่งพา:
 

1. ท่อเชื่อมธรรมชาติ (Ductus Arteriosus)

 

เป็นท่อเชื่อมระหว่างหลอดเลือดปอดกับหลอดเลือดแดงใหญ่

 

ช่วยให้เลือดจากหัวใจด้านขวาไหลไปเลี้ยงร่างกายได้

 

ปกติจะปิดเองภายใน 1-2 วันหลังคลอด

 

2. รูเปิดระหว่างห้องบน (Foramen Ovale)

 

เป็นช่องเปิดธรรมชาติระหว่างห้องบนทั้งสองของหัวใจ

 

ช่วยให้เลือดผสมระหว่างด้านซ้ายและขวา

 

เมื่อท่อเชื่อมธรรมชาติปิดตัว ทารกจะเริ่มมีอาการรุนแรงเพราะเลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงร่างกายได้ แพทย์จึงต้องให้ยาเพื่อคงรูเปิดของท่อเชื่อมไว้ชั่วคราวจนกว่าจะทำการผ่าตัด

 

ปัจจัยเสี่ยง

 

ประวัติครอบครัวเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทราบในปัจจุบัน:
 

  • หากครอบครัวเคยมีบุตรที่เป็น HLHS ความเสี่ยงสำหรับบุตรคนต่อไปสูงขึ้น
  • หากมีประวัติความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดบางชนิดในครอบครัว อาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ชัดเจนสำหรับ HLHS ยังไม่พบ ส่วนใหญ่ทารกที่เกิดมาพร้อมกับ HLHS มักไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทราบ

 

การวินิจฉัย

 

การตรวจก่อนคลอด

 

HLHS สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ด้วย:
 

  • อัลตราซาวนด์หัวใจทารกในครรภ์ (Fetal Echocardiogram) ทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 18-24 ของการตั้งครรภ์

 

หากตรวจพบ แพทย์จะวางแผนการคลอดและเตรียมทีมรักษาพร้อม

 

การตรวจหลังคลอด

 

  • การตรวจร่างกาย สังเกตสีผิว การหายใจ ชีพจร
  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจน (Pulse Oximetry)
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
  • เอกซเรย์ทรวงอก
  • อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) เป็นการตรวจหลักที่ยืนยันการวินิจฉัย

 

การรักษา

 

ทารกที่เกิดมาพร้อม HLHS จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที การรักษามีหลายขั้นตอน:
 

การรักษาทันทีหลังคลอด

 

1. ยาเพื่อคงรูเปิดของท่อเชื่อม

 

ให้ยา Prostaglandin E1 (PGE1) ทางหลอดเลือดดำ

 

ช่วยให้ท่อเชื่อมธรรมชาติ (Ductus Arteriosus) เปิดค้างไว้

 

ทารกต้องได้รับยานี้ต่อเนื่องจนกว่าจะผ่าตัด

 

2. การช่วยหายใจ

 

อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจหากทารกหายใจไม่ดี

 

ให้ออกซิเจนในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่มากเกินไปเพราะอาจเป็นอันตราย)

 

3. ยาและสารน้ำทางหลอดเลือด

 

ยาช่วยการทำงานของหัวใจ

 

ควบคุมสมดุลของเกลือแร่และของเหลว

 

การผ่าตัดเป็นขั้นตอน

 

ทารกต้องผ่าตัดอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนการไหลเวียนของเลือด:
 

ขั้นตอนที่ 1: การผ่าตัดนอร์วูด (Norwood Procedure)

 

ทำภายในสัปดาห์แรกหลังคลอด

 

สร้างหลอดเลือดแดงใหญ่ใหม่และเชื่อมให้หัวใจด้านขวาสูบเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

 

สร้างท่อเทียมเพื่อส่งเลือดไปปอด

 

ขั้นตอนที่ 2: การผ่าตัดเกล็นน์ หรือเฮมิฟอนตัน (Glenn or Hemi-Fontan Procedure)

 

ทำเมื่ออายุ 4-6 เดือน

 

เชื่อมหลอดเลือดดำจากส่วนบนของร่างกายเข้ากับหลอดเลือดปอดโดยตรง

 

ลดภาระการทำงานของหัวใจด้านขวา

 

ขั้นตอนที่ 3: การผ่าตัดฟอนตัน (Fontan Procedure)

 

ทำเมื่ออายุ 2-4 ปี

 

เชื่อมหลอดเลือดดำจากส่วนล่างของร่างกายเข้ากับหลอดเลือดปอดโดยตรง

 

ทำให้การไหลเวียนของเลือดแยกออกจากกัน: เลือดจากร่างกายไปปอดโดยตรง และหัวใจสูบเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย

 

การปลูกถ่ายหัวใจ

 

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาการปลูกถ่ายหัวใจแทนการผ่าตัดเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อ:
 

  • มีความผิดปกติร่วมอื่นๆ ที่ซับซ้อนมาก
  • การผ่าตัดตามขั้นตอนมีความเสี่ยงสูงเกินไป
  • หัวใจล้มเหลวหลังจากผ่าตัด

 

ภาวะแทรกซ้อน

 

แม้เทคโนโลยีการรักษาจะช่วยให้ทารก HLHS จำนวนมากรอดชีวิตและเติบโตได้ แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว:
 

ระยะสั้น (หลังผ่าตัด)

 

  • การติดเชื้อ
  • การเกิดลิ่มเลือด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ปัญหาจากการผ่าตัด เช่น เลือดออก

 

ระยะยาว

 

  • เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือเล่นกีฬา ไม่สามารถวิ่งเล่นได้เท่าเด็กวัยเดียวกัน
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) อาจต้องรักษาด้วยยาหรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • การคั่งของของเหลว บวมน้ำที่ปอด ช่องท้อง ขา เท้า
  • การเจริญเติบโตและพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา
  • ปัญหาด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ บางรายต้องการการช่วยเหลือพิเศษ
  • อาจต้องผ่าตัดเพิ่มเติมหรือพิจารณาปลูกถ่ายหัวใจในระยะต่อมา
  • โรคตับ จากการคั่งของเลือดเรื้อรัง

 

การดูแลระยะยาว

 

เด็กที่ได้รับการรักษา HLHS จำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดชีวิต:
 

  • ตรวจกับแพทย์โรคหัวใจเด็กสม่ำเสมอ
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง อาจรวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาบำรุงหัวใจ
  • หลีกเลี่ยงกีฬาหนักหรือกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ป้องกันการติดเชื้อ บางรายอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนทำฟัน
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ

 

การป้องกัน

 

ยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้โดยตรง เนื่องจากสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม:
 

สำหรับผู้ปกครองที่มีความเสี่ยง

 

หากครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจแต่กำเนิด ควร:
 

  • ปรึกษาแพทย์โรคหัวใจและที่ปรึกษาทางพันธุกรรมก่อนวางแผนตั้งครรภ์
  • รับการประเมินความเสี่ยง
  • วางแผนการตรวจครรภ์อย่างใกล้ชิด
  • ทำอัลตราซาวนด์หัวใจทารกในครรภ์เพื่อตรวจหาความผิดปกติก่อนคลอด

 

การเตรียมพร้อม

 

หากตรวจพบ HLHS ก่อนคลอด:
 

  • ควรคลอดที่โรงพยาบาลที่มีหน่วยหัวใจเด็กและศัลยแพทย์โรคหัวใจเด็ก
  • ทีมแพทย์จะเตรียมพร้อมให้การรักษาทันทีหลังคลอด
  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อน

 

สรุป

 

หัวใจห้องซ้ายไม่พัฒนาตามปกติ (HLHS) เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่รุนแรง ทำให้ระบบสูบฉีดเลือดฝั่งซ้ายของหัวใจทำงานได้ไม่เพียงพอ ทารกที่เกิดมาพร้อมกับภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยยาและการผ่าตัดเป็นขั้นตอนหลายครั้ง

 

แม้ว่าโรคนี้จะรุนแรง แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทารกจำนวนมากสามารถรอดชีวิต เติบโต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการติดตามรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดชีวิต

 

การตรวจหาความผิดปกติก่อนคลอด การเตรียมพร้อมของทีมแพทย์ และการดูแลที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดมาพร้อมกับ HLHS

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

Mayo Clinic. Hypoplastic left heart syndrome.

 

American Heart Association. About Congenital Heart Defects.