สรุปสาระสำคัญ
ยาป้องกัน HIV คืออะไร: นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ PrEP (กินก่อนเสี่ยง) และ PEP (กินหลังเสี่ยงฉุกเฉิน)
ความแตกต่างของ PrEP และ PEP: PrEP เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องและสามารถป้องกันได้ถึง 99% ส่วน PEP ต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อเพื่อประสิทธิผลสูงสุด
ข้อควรระวังและปฏิกิริยาระหว่างยา: ยาป้องกัน HIV และยาต้านไวรัส (ART) อาจทำปฏิกิริยากับยาโรคประจำตัวอื่น ๆ (เช่น ยาลดกรด ยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด) จึงต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด
การป้องกันควบคู่: การใช้ยา PrEP หรือ PEP ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ จึงควรสวมถุงยางอนามัยร่วมด้วยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เชื้อเอชไอวีคืออะไร
เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ย่อมาจาก human immunodeficiency virus คือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายที่มีชื่อว่า CD4 ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ การสูญเสียเซลล์เหล่านี้ทำให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเอชไอวีได้ยากขึ้น
หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อเอชไอวีจะค่อยๆ ทำลายระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาความร้ายแรงไปสู่ระยะสุดท้ายของความเสียหายที่ระบบภูมิคุ้มกัน เราเรียกระยะนี้ว่า เอดส์ (AIDS) หรือ acquired immunodeficiency syndrome (กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ดังนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อเอชไอวีจะต้องกลายเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ และหากติดเชื้อ
ในปัจจุบัน แม้โรคเอดส์จะยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ก็มีการผลิตยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวและลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ นอกจากนี้ ยังมีการผลิตยาป้องกัน HIV ออกมาในหลายรูปแบบ เพื่อป้องกันผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสโรค
ยาต้านไวรัส (ART) คืออะไร
ปัจจุบัน มีการคิดค้นการรักษาเชื้อเอชไอวีด้วยยาที่เรียกว่า ยาต้านไวรัส (antiretroviral therapy หรือ ART) ผู้ป่วยต้องทานยาต้านไวรัสหลายชนิดรวมกันทุกวัน แม้ยาจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้นได้ ยาต้านไวรัสยังสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย
ยาต้าน HIV ช่วยรักษาอะไรบ้าง
ยาต้านเอชไอวีแบ่งได้หลายประเภทตามประเภทการทำงาน ได้แก่
- ยาที่ขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงเอนไซม์ที่เชื้อเอชไอวีใช้ในการเพิ่มจำนวนในร่างกายผู้ป่วย ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่พันธุ์และลดปริมาณลง ได้แก่:
- NRTIs (ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase)
- NNRTIs (จับและเปลี่ยนแปลงเอนไซม์ reverse transcriptase)
- Integrase inhibitors (INSTIs) (ยับยั้งเอนไซม์ integrase)
- Protease inhibitors (PIs) (ยับยั้งเอนไซม์ protease)
- ยาที่ป้องกันไม่ให้เอชไอวีเข้าไปติดเชื้อในเซลล์ CD4 เช่น:
- Fusion inhibitors (บล็อกไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์)
- CCR5 antagonists และ post-attachment inhibitors (ปิดกั้นโมเลกุลบนเซลล์ CD4 ที่ไวรัสใช้เข้าสู่เซลล์)
- Attachment inhibitors (จับกับโปรตีนบนผิวไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่เซลล์)
- ยาเสริมประสิทธิภาพ (Pharmacokinetic enhancers) ช่วยให้ยาอื่นๆ อยู่ในร่างกายได้นานขึ้นและออกฤทธิ์ดีขึ้น
- ยาสูตรผสม ซึ่งรวมยาต้านไวรัสหลายชนิดไว้ในเม็ดเดียว
ยาป้องกัน HIV มีกี่ประเภท
ยาป้องกัน HIV มี 2 ประเภท ได้แก่
| ประเภทของยา | จุดประสงค์การใช้งาน | วิธีการรับประทานที่ถูกต้อง | กลุ่มผู้ที่เหมาะสม |
|---|---|---|---|
| PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) |
ป้องกัน ก่อน มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อ HIV | ทานวันละ 1 เม็ดทุกวัน (Daily), ทานเฉพาะกิจ (On-Demand สำหรับเพศชาย), หรือแบบฉีด | ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อเนื่อง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่ติดเชื้อ HIV |
| PEP (Post-Exposure Prophylaxis) |
ป้องกัน ฉุกเฉิน หลัง มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อ | ต้องเริ่มทานภายใน 72 ชั่วโมง หลังเสี่ยง และทานต่อเนื่อง 28-30 วัน | ผู้ที่เผชิญความเสี่ยงฉุกเฉิน เช่น ถุงยางแตก ถูกเข็มตำ หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ |
PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) – ยาป้องกัน HIV ชนิดกิน/ฉีดก่อนเสี่ยง
- ยาต้านไวรัสที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนมีความเสี่ยงหรือสัมผัสโรค เช่น ก่อนมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
- ตัวยาหลัก: Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF) + Emtricitabine (FTC)
- วิธีใช้:
- ชนิดกินทุกวัน (Daily PrEP): ทานวันละ 1 เม็ด เวลาเดิมทุกวัน ทุกเพศทานได้ เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องหรือวางแผนไม่ได้ เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี, ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน, ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ ป้องกันการติดเชื้อได้มากถึง 99%
- ชนิดกินเฉพาะโอกาส (On-Demand PrEP): ใช้ได้เฉพาะเพศชายเท่านั้น กิน 2 เม็ดก่อนมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลังจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ ให้กินต่ออีก 2 วัน วันละ 1 เม็ด เวลาเดิม ป้องกันการติดเชื้อได้มากถึง 99%
- แบบฉีด (Long-acting PrEP): เช่น Lenacapavir ฉีดปีละ 2 ครั้ง ผลการทดลองพบว่าป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ถึง 100%
- สำหรับใคร: ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและรู้ล่วงหน้าว่าจะสัมผัสโรค เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี, ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน, ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ, ผู้ที่ใช้สารเสพย์ติดชนิดฉีด, ผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
PEP (Post-Exposure Prophylaxis) – ยาป้องกัน HIV ชนิดกินหลังเสี่ยง
- ยาต้านไวรัสที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังจากมีความเสี่ยง เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือถูกเข็มตำ ป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้อย่างน้อย 80% แต่ผู้มีความเสี่ยงต้องเริ่มรับประทานยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุด เพราะจะยิ่งมีประสิทธิภาพ และต้องรับประทานครบตามเวลาที่กำหนด
- วิธีใช้: รับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังเจอความเสี่ยงหรือมีเพศสัมพันธ์ และหลังจากนั้น รับประทานติดต่อกันนาน 28-30 วัน
- ตัวยาหลักมักประกอบด้วยยาต้านไวรัส 3 ชนิดในเม็ดเดียว เช่น TAF, FTC, Dolutegravir
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้บ่อยและควรใช้เมื่อฉุกเฉินและจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เมื่อจะพบความเสี่ยงอีกรอบ ควรใช้ PrEP
ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยาป้องกัน HIV
- แพทย์จะตรวจเชื้อเอชไอวี, การทำงานของตับและไตและไวรัสตับอักเสบบี ก่อนจะสั่งยา PrEP และ PEP
- ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถึงแม้จะใช้ยา PrEP และ PEP แล้ว เพราะยังมีโรคอื่น ๆ ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือ HPV
- หากติดเชื้อ HIV จะไม่สามารถรับยา PrEP หรือ PEP
- หลังรับยา PrEP แพทย์จะนัดมาตรวจเลือดภายใน 1 เดือน และหลังจากนั้น จะมีการตรวจทุก 3 เดือน และหากต้องการหยุดยา จะต้องตรวจเลือดก่อน
- หลังรับประทานยาครบ 28 วัน ให้มาตรวจหาเชื้อ HIV ภายใน 1 เดือนและ 3 เดือนถัดมา ตรวจครั้งถัดไป
มีอะไรบ้างที่ท่านควรบอกให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มการรักษา
- แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาอื่นๆ ที่ท่านกำลังรับประทานอยู่หรือวางแผนจะรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งหรือไม่ต้องมี วิตามิน อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เนื่องจากยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาจทำปฏิกิริยากับยาต้านเอชไอวี ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interaction) และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาต้าน HIV หรือทำให้เกิดผลข้างเคียง
- นอกจากนี้ ให้บอกแพทย์ หากมีเหตุใดๆ ที่อาจทำให้การรับประทานยาลำบาก เช่น มีปัญหาในการกลืนยา หรือไม่มีประกันสุขภาพคุ้มครอง หรือมีปัญหาในการรับประทานยาตามแผน หรือปัญหาอื่นๆ อาจรวมถึงตารางงานไม่เอื้ออำนวยต่อตารางรับประทานยา การขาดการขนส่ง ปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ผลข้างเคียงจากยาป้องกัน HIV การใช้สารเสพติด หรือความกลัวการถูกตัดสินจากคนรอบข้าง หากจะใช้ยาต้าน HIV
- ให้บอกเล่าตารางชีวิตประจำวันของท่านให้แพทย์ทราบ เพื่อร่วมกันออกแบบตารางการรับประทานยาให้สอดคล้องกับตารางเวลาของคุณ
- ขอให้แพทย์เขียนแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตามแผนการรักษา โดยควรระบุวิธีรับประทานยา เวลา และปริมาณยาทีต้องรับประทานให้ชัดเจน
วิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามแผนการรักษาเอชไอวีมีอะไรบ้าง
- ใช้กล่องยาสำหรับ 7 วัน โดยบรรจุยาต้าน HIV สำหรับทั้งสัปดาห์ลงในกล่อง
- รับประทานยาเวลาเดียวกันทุกวัน
- ตั้งนาฬิกาปลุกบนมือถือเพื่อแจ้งเตือนให้รับประทานยา
- เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงตารางเวลาชีวิต เช่น ในวันหยุดหรือวันที่มีการเดินทาง ให้นำยาติดตัวไปให้เพียงพอ
- บันทึกการรับประทานยาผ่านแอพพลิเคชั่นหรือสมุดบันทึก เพื่อบันทึกว่าท่านทานยาอะไรไปบ้าง การทบทวนการจดบันทึกจะช่วยแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาใดที่ท่านมักลืมรับประทานยา
- ไปพบแพทย์ตามนัดและเติมยาล่วงหน้าก่อนยาหมด
ท่านควรทำอย่างไรหากลืมรับประทานยาต้าน HIV
- ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ หากยังไม่ใกล้เวลาทานยารอบถัดไป และห้ามเพิ่มปริมาณยาเป็นสองเท่าเพื่อชดเชยรอบที่ลืม
- หากมีปัญหาการปฏิบัติตามแผนการรักษา หรือพบผลข้างเคียงจากยา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพราะผลข้างเคียงอาจส่งผลต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยา
ปฏิกิริยาระหว่างยาคืออะไร
ปฏิกิริยาระหว่างยาเกิดขึ้นเมื่อยาที่รับประทานร่วมกันหรือในเวลาใกล้กันก่อให้เกิดปัญหา ยาอาจไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่หรืออาจทำให้เกิดผลร้ายแก่ร่างกาบ
ปฏิกิริยาระหว่างยาสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ อาจเล็กน้อยหรือรุนแรง ก่อนที่แพทย์จะสั่งยาต้าน HIV แพทย์จะพิจารณายาทุกชนิดที่คุณรับประทานอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่ายาต้าน HIV จะไม่ทำปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ ที่ท่านรับประทานอยู่
เมื่อคุณเริ่มใช้ยาใหม่ ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจสอบรายการยาของท่านเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น
ทำไมจึงเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาต้าน HIV
เอนไซม์ชื่อ CYP3A มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญหรือดูดซึมยาต้าน HIV รวมถึงยาอื่นๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ ยาเหล่านี้บางชนิดอาจรบกวนการทำงานของ CYP3A และเอนไซม์อื่นๆ ซึ่งอาจลดหรือเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์ในร่างกาย
ยาต้าน HIV บางชนิด เช่น cobicistat และ ritonavir ลดประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ CYP3A แต่เพิ่มระดับยาต้าน HIV ในร่างกาย เมื่อยาต้านไวรัสเหล่านี้ใช้ร่วมกัน แพทย์มักสั่งยาต้าน HIV เหล่านี้ร่วมกับยาต้านไวรัสกลุ่มโปรตีเอส (PIs) เช่น atazanavir, darunavir, lopinavir หรือยาต้านไวรัสกลุ่มอินทีเกรส (INSTI) เช่น elvitegravir อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจเพิ่มระดับยาอื่นๆ ที่คุณรับประทานด้วย
ยากลุ่ม INSTI รุ่นใหม่ เช่น bictegravir, dolutegravir และ raltegravir มักมีปฏิกิริยาระหว่างยาน้อยกว่า จึงเป็นที่นิยมมากกว่า
ปฏิกิริยาระหว่างยากับยาต้าน HIV ที่พบบ่อย
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
แพทย์ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (DOACs) เพื่อป้องกันลิ่มเลือดที่อาจทำให้เกิดหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง
ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น:
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น apixaban, dabigatran, edoxaban, rivaroxaban และ warfarin อาจทำปฏิกิริยากับยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir หรือยาต้านไวรัสกลุ่ม NNRTIs
ผลที่อาจเกิด:
ยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir อาจทำให้ร่างกายดูดซึมยาต้านการแข็งตัวของเลือดมากเกินไปจึงเลือดออกง่ายขึ้น
ยากลุ่ม NNRTIs อาจลดประสิทธิภาพยาต้านการแข็งตัวของเลือด
Warfarin อาจทำปฏิกิริยากับยาต้าน HIV และคาดเดาผลไม่ได้เลย แพทย์ต้องตรวจสอบระดับยาในเลือดอย่างใกล้ชิด
ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blockers)
ใช้รักษาความดันโลหิตสูง โดยขัดขวางแคลเซียมในหลอดเลือดหรือหัวใจและทำให้หลอดเลือดขยายตัว
ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น:
อาจทำปฏิกิริยากับยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir และยาต้านไวรัสกลุ่ม NNRTIs
ผลที่อาจเกิด:
ยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir อาจเพิ่มระดับยากลุ่มนี้ในร่างกาย แพทย์อาจเริ่มด้วยโดสต่ำและค่อย ๆ ปรับยาเพิ่มทีหลัง
หากใช้ atazanavir ร่วมกับ diltiazem แพทย์อาจลดโดส diltiazem ลงครึ่งหนึ่ง
ยาต้านไวรัสกลุ่ม NNRTIs อาจลดประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ แพทย์อาจปรับโดสใหม่
ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs)
ลดกรดในกระเพาะอาหาร ใช้รักษากรดไหลย้อน (GERD) และอาการแสบร้อนกลางอก ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วย HIV
ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น:
ยาต้าน HIV ที่มีปฏิกิริยาบ่อยคือ atazanavir และ rilpivirine
ผลที่อาจเกิด:
Atazanavir และ rilpivirine ต้องการสภาพกรดในกระเพาะมากเพียงพอเพื่อการดูดซึม หากยากลุ่ม PPIs ลดกรดมากเกินไป ยาอาจไม่สามารถควบคุมเชื้อ HIV ได้
หากใช้ยากลุ่ม PPIs ร่วมกับ atazanavir ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และไม่ควรใช้ยากลุ่ม PPIs โดสสูงเกิน 20 มก. (เทียบเท่า omeprazole)
ไม่ควรใช้ยากลุ่ม PPIs ร่วมกับ rilpivirine เพราะจะลดการดูดซึมยา
ยากลุ่มสแตติน (Statins)
ใช้ลดคอเลสเตอรอลในผู้ป่วย HIV เพราะบางครั้งยาต้าน HIV อาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น:
ยากลุ่มสแตตินเช่น atorvastatin, lovastatin, simvastatin อาจทำปฏิกิริยากับยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir และยาต้าน HIV กลุ่ม NNRTIs
ผลที่อาจเกิด:
ห้ามใช้ lovastatin หรือ simvastatin ร่วมกับยาต้าน HIV ที่มีโปรติเอส (PIs) หรือ elvitegravir เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือไตวาย
หากใช้ atorvastatin ร่วมกับยาต้าน HIV ที่มี cobicistat หรือ ritonavir อาจทำให้ร่างกายท่านดูดซึมยากลุ่มสแตตินมากเกินไป แพทย์อาจสั่งยาสแตตินโดสต่ำลง (20 มก./วันหรือน้อยกว่า) ในระยะเริ่มต้น
ยาต้าน HIV กลุ่ม NNRTIs อาจลดประสิทธิภาพของยากลุ่มสแตติน
สรุป
ผู้ติดเชื้อ HIV อาจไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองติดเชื้อในระยะสุดท้ายจนกลายเป็นโรคเอดส์ (AIDS) และร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับเชื้อโรคใด ๆ เพราะในปัจจุบัน มีการคิดค้นยาป้องกัน HIV ซึ่งสามารถป้องกันผู้มีความเสี่ยงก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ ยา PrEP ใช้ป้องกันก่อนสัมผัสโรค และยา PEP ใช้ในกรณีฉุกเฉินหลังสัมผัสโรคและต้องเริ่มใช้โดยเร็วที่สุด เพราะจะยิ่งมีประสิทธิภาพสูง ทั้งสองชนิดควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และผู้มีความเสี่ยงจะยังต้องสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากท่านจะต้องปฏิบัติตามแผนการทานยาอย่างเคร่งครัดแล้ว หากท่านมีโรคประจำตัวและทานยารักษาโรคนั้นอยู่ ท่านควรนำรายการยาของท่านไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยาและผลข้างเคียงอื่น
Ref: trcarc | hivinfo | webmd | medlineplus
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาป้องกัน HIV (FAQ)
1. ยา PEP ควรกินตอนไหน และหากเกิน 72 ชั่วโมงไปแล้วยังกินได้หรือไม่?
2. กินยา PrEP แล้ว ยังต้องใส่ถุงยางอนามัยอยู่ไหม?
3. สามารถซื้อยา PrEP หรือ PEP มารับประทานเองตามร้านขายยาได้หรือไม่?
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
นพ. จรัน มาลฮอตรา
ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
เวชปฏิบัติทั่วไป -
รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคปอดและทรวงอก -
ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวชศาสตร์ -
รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคข้อและรูมาตอยด์ -
นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง
แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทวิทยา -
นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ -
พญ. นวลศรี แตระกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
พญ. นิวัน กลิ่นงาม
แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต
ความชำนาญพิเศษ
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต -
พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น -
ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว
แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด
ความชำนาญพิเศษ
วิสัญญีวิทยา -
นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคภูมิแพ้