โรคเอดส์เกิดจากอะไร เข้าใจต้นเหตุของโรค
โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV: Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หรือ T-cells ที่มีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อไวรัส HIV เข้าไปทำลายเซลล์เหล่านี้จนจำนวนลดลงมาก ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนไม่สามารถป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ จึงเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ (AIDS) ขึ้น
การติดเชื้อ HIV เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอด หรือน้ำนมแม่ ช่องทางหลักของการติดเชื้อมี 3 ทาง คือ
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก) โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่สะอาด
- การส่งต่อจากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นมบุตร หากไม่ได้รับการดูแลและใช้ยาป้องกัน
สรุปสาระสำคัญ
HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร: HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่วน AIDS (โรคเอดส์) คือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง (CD4 ต่ำ)
ระยะการแสดงอาการ: ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการชัดเจนเป็นเวลานาน 5-10 ปี ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว การตรวจเลือดจึงเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันสถานะการติดเชื้อได้
การป้องกันและการรักษา: การใช้ถุงยางอนามัย ยาป้องกันก่อนสัมผัส (PrEP) และยาฉุกเฉินหลังสัมผัส (PEP) ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ และหากติดเชื้อแล้ว การรับประทานยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกดปริมาณไวรัสจนไม่สามารถแพร่เชื้อได้ (U=U) และทำให้มีอายุขัยเทียบเท่าคนปกติ
อาการ HIV และโรคเอดส์ในแต่ละระยะ: เชื้อ HIV ใช้เวลากี่ปีจึงออกอาการ โรคเอดส์แสดงอาการตอนไหน
โดยทั่วไป หลังติดเชื้อ HIV จะใช้เวลาประมาณ 8-10 ปี จึงจะพัฒนาไปสู่โรคเอดส์เต็มขั้น ซึ่งในระยะนี้ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายจนต่ำมาก ทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเชื้อราขึ้นสมอง ที่มีความรุนแรงและรักษายาก
การแสดงอาการของการติดเชื้อ HIV แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งระยะเวลาและอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล:
ตารางเปรียบเทียบระยะของการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ (AIDS)
| ระยะของการติดเชื้อ | ระยะเวลาที่แสดงอาการ | ลักษณะอาการที่พบ | ความรุนแรงของภูมิคุ้มกัน (CD4) |
|---|---|---|---|
| ระยะที่ 1: ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV) | ภายใน 2-4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ (อาการอยู่ราว 2-3 สัปดาห์) |
อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่, ไข้สูง, เจ็บคอ, ต่อมน้ำเหลืองโต, ผื่นแดงตามตัว | ไวรัสแบ่งตัวรวดเร็ว ภูมิคุ้มกันเริ่มตอบสนอง |
| ระยะที่ 2: ระยะสงบ (Chronic HIV / Latency) | อาจยาวนาน 5-10 ปี (บางรายนานกว่า 10-15 ปี) |
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีเพียงไข้ต่ำ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดเล็กน้อย | CD4 ถูกทำลายและลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง |
| ระยะที่ 3: โรคเอดส์ (AIDS) | เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างหนัก (เฉลี่ย 8-10 ปี หากไม่รักษา) |
น้ำหนักลดฮวบ, ท้องเสียเรื้อรัง, ไอเรื้อรัง, ตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์), ติดเชื้อฉวยโอกาสรุนแรง เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ | CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ลบ.มม. (อันตรายถึงชีวิตหากไม่รักษา) |
ตุ่มเอดส์ ตุ่ม HIV และผื่นโรคเอดส์ คืออะไร
ตุ่มเอดส์ หรือที่เรียกว่า ตุ่ม PPE (Pruritic Papular Eruption in HIV) เป็นอาการผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะในระยะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง (เช่น ระยะที่ 2 ของการติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่มีค่า CD4 ต่ำ) ซึ่งตุ่มเหล่านี้มักจะขึ้นบริเวณใบหน้า แขน ขา คอ หรือศีรษะ ลักษณะเป็นตุ่มนูนแดง มีอาการคัน และมักเกิดหลายตุ่มกระจายเป็นกลุ่ม
ลักษณะของตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์)
เป็นตุ่มนูนสีแดงหรือชมพูขนาดเล็กถึงกลาง
มีอาการคันมาก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว
มักเกิดเป็นกลุ่มกระจายตามผิวหนัง เช่น ใบหน้า แขน ขา และลำตัว
บางครั้งอาจสับสนกับผื่นจากการแพ้ยา หรือการอักเสบของผิวหนังชนิดอื่น ๆ
ตุ่ม PPE เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ HIV กำลังอ่อนแอและไวรัสกำลังแพร่กระจาย
ผื่นโรคเอดส์ (HIV rash)
ผื่นมักเกิดในช่วงระยะเฉียบพลันหรือระยะแรกของการติดเชื้อ HIV (2-4 สัปดาห์หลังติดเชื้อ)
ลักษณะเป็นผื่นแดงเล็ก ๆ กระจายทั่วร่างกาย โดยเฉพาะลำตัว
อาจมีอาการร่วม เช่น ไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต
ผื่นนี้มักหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มตอบสนองต่อการติดเชื้อ HIV
ตุ่ม HIV กับตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์)ต่างกันไหม
ตุ่ม HIV ในระยะแรกจะเป็นตุ่มหรือผื่นแดงที่เกิดขึ้นในช่วงติดเชื้อเฉียบพลัน
ตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์) มักเกิดในระยะที่ภูมิคุ้มกันต่ำลงและโรครุนแรงขึ้น
ทั้งสองชนิดนี้เป็นสัญญาณของการติดเชื้อ HIV แต่เกิดในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
การดูแลและรักษาตุ่มเอดส์หรือผื่นจากโรคเอดส์
หากพบตุ่มเอดส์หรือผื่นที่สงสัย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อยืนยันสาเหตุ
การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ ยาต้านไวรัส HIV (ART) เพื่อควบคุมเชื้อและฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
สำหรับตุ่ม PPE อาจใช้ยารักษาอาการคัน เช่น ยาทาแก้คัน หรือยาต้านฮิสตามีน
การดูแลสุขภาพผิวและหลีกเลี่ยงการเกาเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน
ยาต้าน HIV คืออะไร ช่วยป้องกันและรักษาอย่างไร
ยาต้าน HIV คืออะไร
ยาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral Therapy หรือ ART) คือกลุ่มยาที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัส HIV โดยมีหน้าที่หลักคือ ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส HIV ในร่างกาย ทำให้จำนวนไวรัสลดลง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้นและสามารถทำงานได้ดีขึ้น ช่วยชะลอการลุกลามของโรคเอดส์และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
หลักการทำงานของยาต้าน HIV
ยาต้าน HIV จะเข้าแทรกแซงกระบวนการสำคัญต่าง ๆ ในวงจรชีวิตของไวรัส เช่น
- ยับยั้งเอนไซม์ Reverse Transcriptase ที่ไวรัสใช้ในการเพิ่มจำนวน (NRTIs, NNRTIs)
- ยับยั้งเอนไซม์ Protease ที่ช่วยประกอบโปรตีนไวรัส (PIs)
- ยับยั้งเอนไซม์ Integrase ที่ช่วยฝังสารพันธุกรรมไวรัสเข้ากับดีเอ็นเอของเซลล์ (INSTIs)
- การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน (Triple Therapy) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดโอกาสไวรัสดื้อยา
ประโยชน์ของยาต้าน HIV
- ลดจำนวนไวรัสในร่างกายให้ต่ำจนตรวจไม่พบ (Undetectable)
- ช่วยฟื้นฟูและรักษาระบบภูมิคุ้มกัน
- ลดความเสี่ยงการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อน
- เพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุผู้ติดเชื้อ
- ลดโอกาสการแพร่เชื้อ HIV สู่ผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญ
รูปแบบและชนิดของยาต้าน HIV
ยาต้าน HIV มีหลายกลุ่ม เช่น
- NRTIs (Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เช่น Tenofovir, Lamivudine
- NNRTIs (Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เช่น Efavirenz, Nevirapine
- PIs (Protease Inhibitors) เช่น Lopinavir, Darunavir
- INSTIs (Integrase Strand Transfer Inhibitors) เช่น Dolutegravir, Raltegravir
ยาส่วนใหญ่จะใช้ในรูปแบบยากิน และมักใช้ร่วมกันเป็นสูตรผสม 3 ชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ข้อควรระวังและผลข้างเคียง
- การใช้ยาต้าน HIV ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน
- อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า หรือผลกระทบต่ออวัยวะบางส่วน ขึ้นกับชนิดของยา
- แพทย์จะเลือกสูตรยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อลดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพ
อ่านเรื่องยาต้าน HIV เพิ่มเติมที่นี่ https://www.bnhhospital.com/th/article/hiv-prevention-medicine
การป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ การป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ มีวิธีการที่ชัดเจนและได้ผล ดังนี้
ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือการใช้เข็มฉีดยาในทางการแพทย์ที่ไม่สะอาด
ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และมีคู่นอนที่มั่นคงเพื่อลดความเสี่ยง
ตรวจเลือดและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนแต่งงานหรือเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อรับรู้สถานะการติดเชื้อและเข้ารับการรักษาทันทีหากติดเชื้อ
ใช้ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV โดยเป็นยาต้านไวรัสที่กินก่อนสัมผัสเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ใช้ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ในกรณีฉุกเฉินหลังสัมผัสเชื้อ HIV ภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
ดูแลรักษาและใช้ยาต้านไวรัส HIV อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ติดเชื้อ เพื่อลดปริมาณไวรัสในร่างกายและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
ข้อควรทราบ:
HIV ไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทั่วไป เช่น การจับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การหายใจร่วมกัน หรือถูกแมลงกัด
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดพฤติกรรมเสี่ยงและใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ
การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ (HIV/AIDS) สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเป็นปกติ หากเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:
1. เข้าใจธรรมชาติของโรคเอดส์
- โรคเอดส์เป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
- ผู้ติดเชื้อในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาต้านไวรัส HIV อย่างสม่ำเสมอ สามารถมีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพใกล้เคียงคนปกติ
- เชื้อ HIV ไม่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทั่วไป เช่น การจับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือการอยู่ในที่เดียวกัน
2. ปฏิบัติตัวเหมือนกับคนปกติ
- ควรพูดคุยและปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความเคารพและให้กำลังใจ
- รับฟังและให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยว
- ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์
3. ดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ
- รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมและตัวผู้ป่วย
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
- ดูแลโภชนาการให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและน้ำเพียงพอ
- สนับสนุนให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกาย
4. ระมัดระวังการสัมผัสสารคัดหลั่ง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง หรือน้ำจากแผลเปิดของผู้ป่วยโดยตรง
- หากต้องสัมผัส ควรใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน หรือเข็มฉีดยา
5. สร้างวินัยในการรับประทานยา
- ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัส HIV ตามเวลาที่แพทย์กำหนด
- การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอช่วยควบคุมเชื้อไวรัส ลดโอกาสการแพร่เชื้อและชะลอการลุกลามของโรค
6. ให้กำลังใจและสนับสนุนทางจิตใจ
- ผู้ป่วยอาจเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า
- การให้กำลังใจและสนับสนุนทางอารมณ์ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การรักษาแบบปลูกถ่ายไขกระดูกสามารถรักษาผู้ป่วยให้หายขาดจาก HIV ได้จริงหรือ
การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก (hematopoietic stem cell transplantation) สามารถทำให้ผู้ป่วย HIV บางรายหายขาดได้จริง แต่ยังไม่ใช่วิธีรักษามาตรฐาน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและใช้ได้ในกรณีจำกัด เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และมีโรคมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยแพทย์จะเลือกผู้บริจาคที่มียีนกลายพันธุ์ CCR5-Δ32 ซึ่งต้านการเข้าสู่เซลล์ของไวรัส HIV ได้ ผู้ป่วยที่มีชื่อเสียง เช่น “Berlin patient” และ “London patient” หายขาดจาก HIV หลังได้รับการปลูกถ่ายแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การรักษานี้มีความเสี่ยงสูง เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันและอัตราการตายจากการรักษา จึงยังไม่สามารถใช้แพร่หลายในผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วไป จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้มากขึ้น.
สรุป
โรคเอดส์ (AIDS) หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค เมื่อระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็งบางชนิด อาการของโรคเอดส์แตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อที่ร่างกายติด เช่น ปอดบวม วัณโรค
การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัส (ART) สามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ และลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น การป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการตรวจหาเชื้อ HIV เป็นประจำ
Ref: Mayoclinic, Mahidol, Pediatric Infectious Disease Society of Thailand
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ (FAQ)
1. เชื้อ HIV ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพัฒนาเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ (AIDS)?
2. ตุ่ม HIV (ผื่นระยะแรก) กับ ตุ่มเอดส์ (ตุ่ม PPE) มีลักษณะต่างกันอย่างไร?
3. ยา PrEP และ PEP ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้ตอนไหน?
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
นพ. จรัน มาลฮอตรา
ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
เวชปฏิบัติทั่วไป -
รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคปอดและทรวงอก -
ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวชศาสตร์ -
รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคข้อและรูมาตอยด์ -
นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง
แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทวิทยา -
นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ -
พญ. นวลศรี แตระกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
พญ. นิวัน กลิ่นงาม
แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต
ความชำนาญพิเศษ
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต -
พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น -
ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว
แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด
ความชำนาญพิเศษ
วิสัญญีวิทยา -
นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคภูมิแพ้