Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคเอดส์ (HIV/AIDS) ความรู้เรื่องอาการ ระยะ และการป้องกัน

 

โรคเอดส์เกิดจากอะไร เข้าใจต้นเหตุของโรค

โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV: Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หรือ T-cells ที่มีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อไวรัส HIV เข้าไปทำลายเซลล์เหล่านี้จนจำนวนลดลงมาก ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนไม่สามารถป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ จึงเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ (AIDS) ขึ้น

 

การติดเชื้อ HIV เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอด หรือน้ำนมแม่ ช่องทางหลักของการติดเชื้อมี 3 ทาง คือ

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก) โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่สะอาด
  • การส่งต่อจากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นมบุตร หากไม่ได้รับการดูแลและใช้ยาป้องกัน

สรุปสาระสำคัญ

  • HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร: HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่วน AIDS (โรคเอดส์) คือระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง (CD4 ต่ำ)

  • ระยะการแสดงอาการ: ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการชัดเจนเป็นเวลานาน 5-10 ปี ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว การตรวจเลือดจึงเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันสถานะการติดเชื้อได้

  • การป้องกันและการรักษา: การใช้ถุงยางอนามัย ยาป้องกันก่อนสัมผัส (PrEP) และยาฉุกเฉินหลังสัมผัส (PEP) ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ และหากติดเชื้อแล้ว การรับประทานยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกดปริมาณไวรัสจนไม่สามารถแพร่เชื้อได้ (U=U) และทำให้มีอายุขัยเทียบเท่าคนปกติ

อาการ HIV และโรคเอดส์ในแต่ละระยะ: เชื้อ HIV ใช้เวลากี่ปีจึงออกอาการ โรคเอดส์แสดงอาการตอนไหน

โดยทั่วไป หลังติดเชื้อ HIV จะใช้เวลาประมาณ 8-10 ปี จึงจะพัฒนาไปสู่โรคเอดส์เต็มขั้น ซึ่งในระยะนี้ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายจนต่ำมาก ทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเชื้อราขึ้นสมอง ที่มีความรุนแรงและรักษายาก

 

การแสดงอาการของการติดเชื้อ HIV แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งระยะเวลาและอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล:

ตารางเปรียบเทียบระยะของการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ (AIDS)

ระยะของการติดเชื้อ ระยะเวลาที่แสดงอาการ ลักษณะอาการที่พบ ความรุนแรงของภูมิคุ้มกัน (CD4)
ระยะที่ 1: ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV) ภายใน 2-4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ
(อาการอยู่ราว 2-3 สัปดาห์)
อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่, ไข้สูง, เจ็บคอ, ต่อมน้ำเหลืองโต, ผื่นแดงตามตัว ไวรัสแบ่งตัวรวดเร็ว ภูมิคุ้มกันเริ่มตอบสนอง
ระยะที่ 2: ระยะสงบ (Chronic HIV / Latency) อาจยาวนาน 5-10 ปี
(บางรายนานกว่า 10-15 ปี)
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีเพียงไข้ต่ำ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดเล็กน้อย CD4 ถูกทำลายและลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง
ระยะที่ 3: โรคเอดส์ (AIDS) เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างหนัก
(เฉลี่ย 8-10 ปี หากไม่รักษา)
น้ำหนักลดฮวบ, ท้องเสียเรื้อรัง, ไอเรื้อรัง, ตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์), ติดเชื้อฉวยโอกาสรุนแรง เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ลบ.มม.
(อันตรายถึงชีวิตหากไม่รักษา)

ตุ่มเอดส์ ตุ่ม HIV และผื่นโรคเอดส์ คืออะไร

ตุ่มเอดส์ หรือที่เรียกว่า ตุ่ม PPE (Pruritic Papular Eruption in HIV) เป็นอาการผิวหนังที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะในระยะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง (เช่น ระยะที่ 2 ของการติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่มีค่า CD4 ต่ำ) ซึ่งตุ่มเหล่านี้มักจะขึ้นบริเวณใบหน้า แขน ขา คอ หรือศีรษะ ลักษณะเป็นตุ่มนูนแดง มีอาการคัน และมักเกิดหลายตุ่มกระจายเป็นกลุ่ม

ลักษณะของตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์)

  • เป็นตุ่มนูนสีแดงหรือชมพูขนาดเล็กถึงกลาง
  • มีอาการคันมาก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว
  • มักเกิดเป็นกลุ่มกระจายตามผิวหนัง เช่น ใบหน้า แขน ขา และลำตัว
  • บางครั้งอาจสับสนกับผื่นจากการแพ้ยา หรือการอักเสบของผิวหนังชนิดอื่น ๆ
  • ตุ่ม PPE เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ HIV กำลังอ่อนแอและไวรัสกำลังแพร่กระจาย

ผื่นโรคเอดส์ (HIV rash)

  • ผื่นมักเกิดในช่วงระยะเฉียบพลันหรือระยะแรกของการติดเชื้อ HIV (2-4 สัปดาห์หลังติดเชื้อ)
  • ลักษณะเป็นผื่นแดงเล็ก ๆ กระจายทั่วร่างกาย โดยเฉพาะลำตัว
  • อาจมีอาการร่วม เช่น ไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ผื่นนี้มักหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มตอบสนองต่อการติดเชื้อ HIV

ตุ่ม HIV กับตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์)ต่างกันไหม

  • ตุ่ม HIV ในระยะแรกจะเป็นตุ่มหรือผื่นแดงที่เกิดขึ้นในช่วงติดเชื้อเฉียบพลัน
  • ตุ่ม PPE (ตุ่มเอดส์) มักเกิดในระยะที่ภูมิคุ้มกันต่ำลงและโรครุนแรงขึ้น
  • ทั้งสองชนิดนี้เป็นสัญญาณของการติดเชื้อ HIV แต่เกิดในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

การดูแลและรักษาตุ่มเอดส์หรือผื่นจากโรคเอดส์

  • หากพบตุ่มเอดส์หรือผื่นที่สงสัย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อยืนยันสาเหตุ
  • การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ ยาต้านไวรัส HIV (ART) เพื่อควบคุมเชื้อและฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
  • สำหรับตุ่ม PPE อาจใช้ยารักษาอาการคัน เช่น ยาทาแก้คัน หรือยาต้านฮิสตามีน
  • การดูแลสุขภาพผิวและหลีกเลี่ยงการเกาเพื่อลดการติดเชื้อแทรกซ้อน

ยาต้าน HIV คืออะไร ช่วยป้องกันและรักษาอย่างไร

ยาต้าน HIV คืออะไร

ยาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral Therapy หรือ ART) คือกลุ่มยาที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัส HIV โดยมีหน้าที่หลักคือ ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส HIV ในร่างกาย ทำให้จำนวนไวรัสลดลง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้นและสามารถทำงานได้ดีขึ้น ช่วยชะลอการลุกลามของโรคเอดส์และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

หลักการทำงานของยาต้าน HIV

ยาต้าน HIV จะเข้าแทรกแซงกระบวนการสำคัญต่าง ๆ ในวงจรชีวิตของไวรัส เช่น

  • ยับยั้งเอนไซม์ Reverse Transcriptase ที่ไวรัสใช้ในการเพิ่มจำนวน (NRTIs, NNRTIs)
  • ยับยั้งเอนไซม์ Protease ที่ช่วยประกอบโปรตีนไวรัส (PIs)
  • ยับยั้งเอนไซม์ Integrase ที่ช่วยฝังสารพันธุกรรมไวรัสเข้ากับดีเอ็นเอของเซลล์ (INSTIs)
  • การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน (Triple Therapy) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดโอกาสไวรัสดื้อยา

ประโยชน์ของยาต้าน HIV

  • ลดจำนวนไวรัสในร่างกายให้ต่ำจนตรวจไม่พบ (Undetectable)
  • ช่วยฟื้นฟูและรักษาระบบภูมิคุ้มกัน
  • ลดความเสี่ยงการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อน
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุผู้ติดเชื้อ
  • ลดโอกาสการแพร่เชื้อ HIV สู่ผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญ

รูปแบบและชนิดของยาต้าน HIV

ยาต้าน HIV มีหลายกลุ่ม เช่น

  • NRTIs (Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เช่น Tenofovir, Lamivudine
  • NNRTIs (Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เช่น Efavirenz, Nevirapine
  • PIs (Protease Inhibitors) เช่น Lopinavir, Darunavir
  • INSTIs (Integrase Strand Transfer Inhibitors) เช่น Dolutegravir, Raltegravir

ยาส่วนใหญ่จะใช้ในรูปแบบยากิน และมักใช้ร่วมกันเป็นสูตรผสม 3 ชนิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

  • การใช้ยาต้าน HIV ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน
  • อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า หรือผลกระทบต่ออวัยวะบางส่วน ขึ้นกับชนิดของยา
  • แพทย์จะเลือกสูตรยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อลดผลข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพ

 

อ่านเรื่องยาต้าน HIV เพิ่มเติมที่นี่ https://www.bnhhospital.com/th/article/hiv-prevention-medicine

การป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ การป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ มีวิธีการที่ชัดเจนและได้ผล ดังนี้

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือการใช้เข็มฉีดยาในทางการแพทย์ที่ไม่สะอาด

  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และมีคู่นอนที่มั่นคงเพื่อลดความเสี่ยง

  • ตรวจเลือดและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนแต่งงานหรือเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อรับรู้สถานะการติดเชื้อและเข้ารับการรักษาทันทีหากติดเชื้อ

  • ใช้ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV โดยเป็นยาต้านไวรัสที่กินก่อนสัมผัสเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

  • ใช้ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ในกรณีฉุกเฉินหลังสัมผัสเชื้อ HIV ภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย

  • ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ

  • ดูแลรักษาและใช้ยาต้านไวรัส HIV อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ติดเชื้อ เพื่อลดปริมาณไวรัสในร่างกายและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

ข้อควรทราบ:

HIV ไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทั่วไป เช่น การจับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน การหายใจร่วมกัน หรือถูกแมลงกัด

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดพฤติกรรมเสี่ยงและใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ (HIV/AIDS) สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเป็นปกติ หากเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:

1. เข้าใจธรรมชาติของโรคเอดส์

  • โรคเอดส์เป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ติดเชื้อในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาต้านไวรัส HIV อย่างสม่ำเสมอ สามารถมีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพใกล้เคียงคนปกติ
  • เชื้อ HIV ไม่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทั่วไป เช่น การจับมือ ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือการอยู่ในที่เดียวกัน

2. ปฏิบัติตัวเหมือนกับคนปกติ

  • ควรพูดคุยและปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความเคารพและให้กำลังใจ
  • รับฟังและให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยว
  • ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์

3. ดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ

  • รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมและตัวผู้ป่วย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
  • ดูแลโภชนาการให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและน้ำเพียงพอ
  • สนับสนุนให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกาย

4. ระมัดระวังการสัมผัสสารคัดหลั่ง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง หรือน้ำจากแผลเปิดของผู้ป่วยโดยตรง
  • หากต้องสัมผัส ควรใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน หรือเข็มฉีดยา

5. สร้างวินัยในการรับประทานยา

  • ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัส HIV ตามเวลาที่แพทย์กำหนด
  • การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอช่วยควบคุมเชื้อไวรัส ลดโอกาสการแพร่เชื้อและชะลอการลุกลามของโรค

6. ให้กำลังใจและสนับสนุนทางจิตใจ

  • ผู้ป่วยอาจเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า
  • การให้กำลังใจและสนับสนุนทางอารมณ์ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การรักษาแบบปลูกถ่ายไขกระดูกสามารถรักษาผู้ป่วยให้หายขาดจาก HIV ได้จริงหรือ

การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก (hematopoietic stem cell transplantation) สามารถทำให้ผู้ป่วย HIV บางรายหายขาดได้จริง แต่ยังไม่ใช่วิธีรักษามาตรฐาน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและใช้ได้ในกรณีจำกัด เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และมีโรคมะเร็งเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยแพทย์จะเลือกผู้บริจาคที่มียีนกลายพันธุ์ CCR5-Δ32 ซึ่งต้านการเข้าสู่เซลล์ของไวรัส HIV ได้ ผู้ป่วยที่มีชื่อเสียง เช่น “Berlin patient” และ “London patient” หายขาดจาก HIV หลังได้รับการปลูกถ่ายแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การรักษานี้มีความเสี่ยงสูง เช่น ภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันและอัตราการตายจากการรักษา จึงยังไม่สามารถใช้แพร่หลายในผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วไป จำเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้มากขึ้น.

สรุป

โรคเอดส์ (AIDS) หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค เมื่อระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็งบางชนิด อาการของโรคเอดส์แตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อที่ร่างกายติด เช่น ปอดบวม วัณโรค 

 

การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือดหาเชื้อ HIV แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัส (ART) สามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ และลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น การป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการตรวจหาเชื้อ HIV เป็นประจำ

Ref: Mayoclinic, Mahidol, Pediatric Infectious Disease Society of Thailand

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ (FAQ)

1. เชื้อ HIV ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพัฒนาเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ (AIDS)?

โดยเฉลี่ยหากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส จะใช้เวลาประมาณ 8-10 ปี เชื้อ HIV จึงจะทำลายภูมิคุ้มกันจนเข้าสู่ระยะเอดส์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ติดเชื้อได้รับการวินิจฉัยเร็วและรับประทานยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมไวรัสและป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ระยะเอดส์ได้ ทำให้มีสุขภาพและอายุขัยใกล้เคียงกับคนปกติ

2. ตุ่ม HIV (ผื่นระยะแรก) กับ ตุ่มเอดส์ (ตุ่ม PPE) มีลักษณะต่างกันอย่างไร?

ผื่น HIV ในระยะแรก (ระยะเฉียบพลัน) มักเป็นผื่นแดงเล็กๆ กระจายตามลำตัว คล้ายผื่นแพ้ มักเกิดร่วมกับอาการไข้และหายไปได้เองในไม่กี่สัปดาห์ แต่ตุ่มเอดส์ หรือ ตุ่ม PPE มักเกิดในระยะที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดง คันมาก มักขึ้นกระจายเป็นกลุ่มบริเวณใบหน้า แขน ขา และทิ้งรอยดำไว้เมื่อหาย

3. ยา PrEP และ PEP ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้ตอนไหน?

ยา PrEP คือยาต้านไวรัสที่ใช้รับประทาน "ก่อน" สัมผัสเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงและต้องการป้องกันตนเองล่วงหน้า ส่วนยา PEP คือยาต้านไวรัสฉุกเฉินที่ต้องรับประทาน "หลัง" สัมผัสเชื้อ (เช่น ถุงยางอนามัยรั่ว แตก หรือถูกเข็มตำ) โดยต้องเริ่มรับประทานให้เร็วที่สุด และต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อฝังตัวในร่างกาย

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคปอดและทรวงอก

  • ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวชศาสตร์

  • รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคข้อและรูมาตอยด์

  • นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ

  • พญ. นวลศรี แตระกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. นิวัน กลิ่นงาม

    แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต

  • พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

  • ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว

    แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา

  • นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคภูมิแพ้