Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคงูสวัด (Herpes Zoster/Shingles) คืออะไร?

งูสวัด BNH

โรคงูสวัด (Herpes Zoster/Shingles) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Zoster Virus) ซึ่งผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้สูง โรคงูสวัดมักเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยเอชไอวี และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, SLE, โรคหัวใจ, โรคไต, โรคมะเร็ง หรือผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ โรคงูสวัดสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการฉีดวัคซีนป้องกันจะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคนี้ได้

โรคงูสวัด มีสาเหตุเกิดจากอะไร?

โรคงูสวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังจากผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของร่างกายและสามารถกลับมาแสดงอาการเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อไวรัสจะทำให้เส้นประสาทอักเสบและเกิดผื่นคันของโรคงูสวัดขึ้น

โรคงูสวัด แตกต่างจากโรคอีสุกอีใสอย่างไร?

โรคงูสวัดและโรคอีสุกอีใสมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ผื่นหรือตุ่มของโรคงูสวัดจะขึ้นเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท ไม่กระจายตัวทั่วร่างกายเหมือนโรคอีสุกอีใส ผื่นจะเริ่มจากการเกิดผื่นแดง แล้วเกิดเป็นตุ่มนูนใสและบวม แล้วจะแตกและตกสะเก็ดในที่สุด บริเวณที่มักเกิดผื่นได้แก่ รอบเอว, แนวชายโครง, หลัง, ด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า และดวงตา อาการของโรคงูสวัดจะรุนแรงกว่าโรคอีสุกอีใสและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์หากไม่ได้รับการรักษา

อาการของโรคงูสวัดเป็นอย่างไร?

  • มีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนังประมาณ 1-3 วันก่อนที่จะมีผื่นสีแดงขึ้นบริเวณที่ปวด
  •  ผื่นสีแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสเป็นแนวยาว โดยผื่นมักเรียงตัวกันเป็นกลุ่มหรือตามแนวเส้นประสาท ไม่กระจายตัวทั่วร่างกายเหมือนตุ่มในผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส
  • ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณผิวหนัง แม้ถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย หรือแม้เพียงสัมผัสโดนเสื้อผ้า
  • ต่อมาผื่นจะแตกออกเป็นแผล ตกสะเก็ด และหลุดออกจากผิวหนังใน 7-10 วัน
  • หลังผื่นหายยังอาจมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลงเหลืออยู่
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการงูสวัดแบบหลบใน โดยมีอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทแต่ไม่มีผื่นขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคเพิ่มเติม

อาการอื่น ๆ ที่อาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น

  • ปวดศีรษะ
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • ตาสู้แสงไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

  • อาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด (Postherpetic Neuralgia: PHN) พบมากในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อาการปวดอาจต่อเนื่องยาวนานร่วมเดือนหรือตลอดชีวิต ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
  • การอักเสบที่ตา (Zoster Ophthalmicus) หรือแผลที่กระจกตา และจอประสาทตาอักเสบ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผื่นงูสวัดขึ้นบริเวณดวงตา ทำให้ตาพร่ามัวและกระทบต่อการมองเห็น ผู้ป่วยบางรายอาจพบโรครัมเซย์ ฮันต์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) หรือภาวะใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • ความผิดปกติทางระบบประสาท (Neurological Problems) เช่น การอักเสบของระบบประสาทและสมอง ใบหน้าเป็นอัมพาต หรือปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง (Bacterial Infection) หากไม่ได้รับการดูแลรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม

โรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อหรือไม่?

โรคงูสวัดสามารถติดต่อสู่ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนผ่านการสัมผัสกับตุ่มน้ำใสที่มีเชื้อไวรัส รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่สัมผัสเชื้อผ่านการหายใจ ดังนั้นจึงควรแยกผู้ป่วยโรคงูสวัดออกจากผู้ที่ไม่เคยเป็นโรค โดยเฉพาะผู้สูงอายุ, เด็กเล็ก และผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ความเชื่อที่ว่าโรคงูสวัดพันรอบตัวแล้วตาย จริงหรือไม่?

งูสวัดพันรอบตัวแล้วตายเป็นความเชื่อที่ไม่เป็นจริง ผู้ป่วยบางรายผื่นของโรคงูสวัดสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองด้านของร่างกาย ทำให้ดูเหมือนว่างูสวัดพันรอบตัว แต่การเสียชีวิตจากโรคงูสวัดมักเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันต่ำและภาวะแทรกซ้อนจากโรค การติดเชื้อจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด พบมากในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

การรักษาโรคงูสวัดและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

การรักษาขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผื่นแสดงอาการ หากผื่นน้อยกว่า 3 วัน แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส (Antivirus) เช่น Acyclovir ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังเกิดอาการเพื่อลดการอักเสบและอาการเจ็บปวด ช่วยให้ผื่นยุบตัวและหายเร็วขึ้น รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นโรคงูสวัด (Postherpetic Neuralgia, PHN) หากผื่นเกินกว่า 3 วัน แพทย์จะพิจารณายารักษาโรคชนิดอื่น ๆ ร่วมกับยาต้านไวรัส ได้แก่

  • ยาพาราเซตามอลหรือปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือชนิดทาเพื่อบรรเทาอาการคันและเจ็บปวดและป้องกันการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพร ยาพ่น หรือยาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยาที่แพทย์สั่งทาบริเวณผื่นคันเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้น
  • ไม่ควรเกาบริเวณผื่นคัน ควรตัดเล็บมือและเล็บเท้าให้สะอาดเพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
  • หากมีแผลเปิดให้ปิดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • หมั่นล้างมือให้สะอาดและรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัด?

จากสถิติพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัด เนื่องจากเคยติดเชื้อโรคอีสุกอีใสมาก่อนและภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลง นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, โรคปอด, โรคไต รวมถึงผู้ที่เคยติดเชื้อ Covid-19, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, และผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์ ก็มีความเสี่ยงสูงต่อโรคงูสวัดเช่นกัน

เราจะป้องกันโรคงูสวัดได้อย่างไร?

วิธีการป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกัน นอกจากนั้น เราสามารถป้องกันโรคงูสวัดได้ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ, จัดการความเครียด, รักษาสุขอนามัย, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดมีกี่ชนิด?

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

1.วัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดซับยูนิตวัคซีน (ไม่ใช่เชื้อเป็น) – Recombinant Subunit Zoster Vaccine (RZV)

มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ประสิทธิภาพสูงถึง 97.2% ในการป้องกันโรคงูสวัดและ 91.2% ในการป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อ ผลการป้องกันต่อเนื่องในระดับสูงนานกว่า 10 ปี

 

2.วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์  Live-Attenuated Zoster Vaccine (ZVL)

มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ 51% และป้องกันการเกิดอาการปวดปลายประสาทอักเสบได้ 39% โดยวัคซีนชนิดนี้ห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง

วัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นมีประสิทธิภาพอย่างไร?

  • ในผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัด 97.2% และประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อ PHN 91.2%
  • ในผู้ใหญ่อายุ 70 ปีขึ้นไป มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัด 91.3% และประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังจากการติดเชื้อ PHN 88.8%
  • เมื่อมีการติดตามยาวนาน 10 ปี วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัด 89%

วัคซีนป้องกันงูสวัดทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร?

วัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ในการป้องกันโรคงูสวัดและอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคงูสวัด หากเคยรับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (ZVL) มาก่อน ก็สามารถรับวัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็นได้ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างจากวัคซีนเดิมอย่างน้อย 2 เดือน

ฉีดวัคซีนวันนี้

ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสได้

วัคซีนป้องกันงูสวัดต้องฉีดทั้งหมดกี่เข็ม?

สำหรับวัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น

  • ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน
  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีและมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคงูสวัด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 เดือน

ใครควรฉีดวัคซีนงูสวัด?

  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส
  • กลุ่มผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายอวัยวะ, ผู้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างโรคเอสแอลอี, ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี, และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ในกรณีที่เคยได้รับวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (ZVL) มาก่อน สามารถรับวัคซีนงูสวัดชนิดใหม่ได้ โดยเว้นห่างจากวัคซีนเชื้อเป็นอย่างน้อย 2 เดือน
  • ในกรณีที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน สามารถฉีดวัคซีนงูสวัดได้หลังจากโรคหายแล้ว

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดได้หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด?

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • อาการปวด, แดง, หรือบวมในบริเวณที่ฉีด
  • อาการอื่น ๆ ที่อาจพบ ได้แก่ อ่อนเพลีย, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, ตัวสั่น, มีไข้, ปวดท้อง, และคลื่นไส้