โรคลิ้นหัวใจผิดปกติเป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจตัวใดตัวหนึ่งหรือมากกว่าไม่สามารถเปิดหรือปิดได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป หัวใจมีลิ้นทั้งหมด 4 ตัว ได้แก่ ลิ้นไมตรัล (Mitral valve) ลิ้นไตรคัสพิด (Tricuspid valve) ลิ้นเอออร์ติก (Aortic valve) และลิ้นพัลโมนิก (Pulmonary valve) ซึ่งทำหน้าที่เปิดและปิดเพื่อให้เลือดไหลไปในทิศทางเดียว
การรักษาขึ้นอยู่กับว่าลิ้นตัวไหนได้รับผลกระทบ ชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงของโรค ในบางรายอาจต้องผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจเพื่อปรับปรุงการทำงานและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
สาเหตุและชนิดของความผิดปกติ
สาเหตุ
- มีมาแต่กำเนิด (Congenital) ทารกเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
- การเสื่อมตามอายุ เนื้อเยื่อลิ้นหัวใจแข็งตึง หนาขึ้น หรือเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
- การติดเชื้อ เช่น ไข้รูมาติก (Rheumatic fever) หรือเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)
- โรคหัวใจอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว ที่ส่งผลต่อโครงสร้างของหัวใจและลิ้นหัวใจ
- ปัจจัยอื่น เช่น การได้รับรังสีรักษาที่บริเวณหน้าอก โรคเนื้อเยื่อยืดหยุ่น (Connective tissue diseases)
ชนิดของความผิดปกติ
1. ลิ้นหัวใจตีบ (Valve Stenosis)
- ลิ้นหัวใจหนาขึ้น แข็งตึง หรือใบลิ้นเกาะติดกัน
- รูเปิดของลิ้นแคบลง ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง
- หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้ผ่านลิ้นที่ตีบ
2. ลิ้นหัวใจรั่ว (Valve Regurgitation/Insufficiency)
- ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีช่องว่างรั่ว
- เลือดไหลย้อนกลับไปยังห้องหัวใจที่ผ่านมา
- หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ
3. ลิ้นหัวใจหย่อน/โป่งพอง (Valve Prolapse)
- ใบลิ้นย้วย หย่อน โป่งหรือพับย้อนกลับ
- มักพบที่ลิ้นไมตรัล (Mitral valve prolapse)
- อาจนำไปสู่ภาวะลิ้นรั่วได้หากรุนแรง
4. ลิ้นหัวใจปิดตัน (Valve Atresia)
- ลิ้นหัวใจไม่ก่อรูปตั้งแต่เกิด มีแผ่นเนื้อเยื่อปิดกั้น
- มักพบที่ลิ้นพัลโมนิก (Pulmonary atresia)
- เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่ร้ายแรง ต้องรักษาตั้งแต่ทารก
อาการและสัญญาณ
- หายใจลำบาก หายใจสั้น ขณะออกแรง ขณะพัก หรือเมื่อนอนราบ
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
- เจ็บหน้าอก ไม่สบายหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือสูดอากาศเย็น
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมได้
- ข้อเท้าและเท้าบวม จากการคั่งของของเหลว
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ
หากมีอาการดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและตรวจวินิจฉัย แพทย์อาจส่งต่อไปพบแพทย์โรคหัวใจ (Cardiologist) เพื่อรับการตรวจและรักษาเฉพาะทางต่อไป
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกายและประวัติ
แพทย์จะซักถามประวัติอาการ ประวัติโรคในครอบครัว และฟังเสียงหัวใจ ซึ่งอาจได้ยิน เสียงฟู่ของหัวใจ (Heart murmur) ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่าย
- อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด แสดงโครงสร้างของลิ้นหัวใจ การเคลื่อนไหว และการไหลของเลือดผ่านลิ้น
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) ตรวจจังหวะหัวใจและความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้า
- เอกซเรย์ทรวงอก แสดงขนาดของหัวใจและสภาพปอด
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI) ให้ภาพที่ละเอียดของโครงสร้างหัวใจและลิ้นหัวใจ
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress test)
- การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) ใช้เมื่อผลการตรวจอื่นยังไม่สรุปได้
การจัดระยะของโรค
- ระยะ A: มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคลิ้นหัวใจ แต่ลิ้นยังปกติ
- ระยะ B: โรคเริ่มดำเนินไป มีความผิดปกติของลิ้น แต่ยังไม่มีอาการ
- ระยะ C: โรครุนแรงแล้ว แต่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ
- ระยะ D: โรครุนแรงและมีอาการชัดเจน
การรักษา
การติดตามและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- ตรวจติดตามสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ
- ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
- เลิกสูบบุหรี่
การรักษาด้วยยา
- ยาขับปัสสาวะ ลดภาระของหัวใจ
- ยาลดความดันโลหิต
- ยาควบคุมจังหวะหัวใจ
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันลิ่มเลือด
การซ่อมลิ้นหัวใจ (Heart Valve Repair)
- เย็บปะรูรั่วในใบลิ้น
- แยกใบลิ้นที่เกาะติดกันในกรณีลิ้นตีบ
- ซ่อมหรือเปลี่ยนเส้นเอ็นลิ้นที่ขาดหรือยืด
- ตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินในกรณีลิ้นหย่อน
- แอนนูโลพลาสตี (Annuloplasty)
- วาลวูโลพลาสตี (Valvuloplasty)
การเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement)
1. ลิ้นหัวใจกล (Mechanical Valve)
- ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เช่น โลหะ คาร์บอน
- ข้อดี: ทนทาน ใช้ได้ตลอดชีวิต
- ข้อเสีย: ต้องรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดตลอดชีวิต
2. ลิ้นหัวใจชีวภาพ (Bioprosthetic Valve)
- ทำจากเนื้อเยื่อสัตว์หรือมนุษย์
- ข้อดี: ไม่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดระยะยาว
- ข้อเสีย: เสื่อมสภาพตามเวลา
หัตถการพิเศษ
TAVR (Transcatheter Aortic Valve Replacement)
- ใช้สำหรับผู้ป่วยลิ้นเอออร์ติกตีบ
- ใส่ลิ้นผ่านสายสวน ไม่ต้องเปิดหน้าอก
- ฟื้นตัวเร็ว
Ross Procedure
- ย้ายลิ้นพัลโมนิกมาแทนลิ้นเอออร์ติก
- ใส่ลิ้นชีวภาพแทนตำแหน่งเดิม
แนวทางการผ่าตัด
- ผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก
- ผ่าตัดแบบแผลเล็ก
- ผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วย
การดูแลตนเองและคำแนะนำพิเศษ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
- เลิกสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
การตั้งครรภ์
- ควรปรึกษาแพทย์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์
- ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด
- โรครุนแรงอาจไม่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์
ปัจจัยเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
ปัจจัยเสี่ยง
- อายุที่มากขึ้น
- การติดเชื้อ เช่น ไข้รูมาติก
- กล้ามเนื้อหัวใจตาย
- ความดันโลหิตสูง
- คอเลสเตอรอลสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- ได้รับรังสีรักษาที่หน้าอก
ภาวะแทรกซ้อน
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- โรคหลอดเลือดสมอง
- การเกิดลิ่มเลือด
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- การเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน
สรุป
โรคลิ้นหัวใจผิดปกติเป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจไม่สามารถเปิดหรือปิดได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด อาการอาจไม่ปรากฏในระยะแรก แต่เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจลำบาก อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก และบวม
การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา ไปจนถึงการซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การดูแลสุขภาพและติดตามแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ
หากมีอาการ เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Mayo Clinic. Heart valve disease — Symptoms & causes. ปรับปรุงล่าสุด Nov 22, 2023.
Mayo Clinic. Heart valve disease — Diagnosis & treatment. ปรับปรุงล่าสุด Nov 22, 2023.