อาการใจสั่น (Heart Palpitations) คือความรู้สึกที่รับรู้การเต้นของหัวใจได้ชัดเจนกว่าปกติ ผู้ที่มีอาการนี้มักรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว สั่น กระตุก สะดุด หรือเหมือนพลาดจังหวะ อาการมักเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ และหายไปเอง
ส่วนใหญ่อาการใจสั่นไม่เป็นอันตรายและมักเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น ความเครียด การดื่มคาเฟอีน หรือการออกกำลังกายหนัก อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการใจสั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) หรือโรคหัวใจอื่นๆ ที่ต้องได้รับการตรวจและรักษา โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมอื่นที่น่ากังวล
การเข้าใจสาเหตุและสัญญาณเตือนจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์
อาการและสัญญาณ
ลักษณะของอาการใจสั่น
ผู้ป่วยมักอธิบายอาการว่า:
- รู้สึกหัวใจเต้นแรง เหมือนหัวใจเต้นกระหน่ำ
- รู้สึกหัวใจเต้นเร็ว เร็วผิดปกติ
- รู้สึกหัวใจสั่นหรือกระตุก ไม่สม่ำเสมอ
- รู้สึกเหมือนหัวใจพลาดจังหวะหรือสะดุด
- รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่คอ หน้าอก หรือแม้กระทั่งหู
อาการอาจเกิดขึ้น:
- ขณะพัก นั่งนิ่งๆ หรือกำลังจะนอน
- ขณะออกแรงหรือทำกิจกรรม
- ขณะยืนขึ้นจากท่านั่งหรือนอน
อาการร่วมที่อาจพบ
- หายใจลำบาก หายใจสั้น
- เวียนศีรษะ หน้ามืด
- เหงื่อออกมาก
- เจ็บหน้าอกหรือไม่สบายหน้าอก
- รู้สึกจะเป็นลมหรือเป็นลมจริง
- วิตกกังวล ตื่นตระหนก
เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรรีบติดต่อแผนกฉุกเฉินทันที หากอาการใจสั่นร่วมกับ:
- เจ็บหน้าอกต่อเนื่องนานกว่า 2-3 นาที
- หายใจลำบากอย่างรุนแรง
- หน้ามืดหรือเป็นลม
- ชีพจรเร็วมากหรือช้ามากผิดปกติ
ควรนัดพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หาก:
- อาการใจสั่นเกิดบ่อยขึ้น
- อาการนานขึ้นหรือรุนแรงขึ้น
- อาการเปลี่ยนรูปแบบหรือเกิดในสถานการณ์ใหม่
- มีโรคหัวใจเดิมหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือเสียชีวิตกะทันหัน
สาเหตุของอาการใจสั่น
สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจโดยตรง
1. อารมณ์และความเครียด
- ความเครียด วิตกกังวล เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
- ตกใจ กลัว ตื่นเต้น โกรธ
- โรคกังวล (Anxiety Disorder) โรคตื่นตระหนก (Panic Disorder)
2. การออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกาย
- ออกกำลังกายหนัก ออกแรงมาก
- หัวใจเต้นเร็วขึ้นตามธรรมชาติ มักไม่เป็นอันตราย
3. การขาดการพักผ่อน
- นอนหลับไม่เพียงพอ
- ความเหนื่อยล้าสะสม
4. ภาวะมีไข้
- เมื่อมีไข้ หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
5. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน
- การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 และ 3
- วัยหมดประจำเดือน
- ประจำเดือน
6. การขาดน้ำ
- ร่างกายขาดน้ำมากอาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
สารและยาที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
1. เครื่องดื่มและอาหาร
- คาเฟอีน กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต
- แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะดื่มมากหรือดื่มติดต่อกันหลายวัน
- อาหารที่มีโซเดียมสูงมาก
- อาหารบางชนิดที่แต่ละคนแพ้ (ไม่ค่อยพบ)
2. นิโคตินและบุหรี่
- การสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเส้น
3. ยาและสารกระตุ้น
- ยาแก้คัดจมูกที่มีสารกระตุ้น (Decongestants)
- ยาแก้หอบหืดบางชนิด
- ยาลดน้ำหนักบางชนิด
- ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคไทรอยด์
- สารเสพติด เช่น โคเคน เมทแอมเฟตามีน กัญชา
4. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- อาหารเสริมบางชนิดที่มีสารกระตุ้น
สาเหตุจากโรคและภาวะทางการแพทย์
1. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
- ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation: AFib) – พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
- ภาวะหัวใจห้องบนกระพือ (Atrial Flutter)
- หัวใจเต้นเร็วชนิดเหนือโพรงหัวใจ (SVT)
- หัวใจห้องล่างเต้นเร็ว (VT) – อาจอันตราย
- การเต้นก่อนเวลา (Premature Beats) – PACs, PVCs
2. โรคต่อมไทรอยด์
- ไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) เป็นสาเหตุที่พบบ่อย
- ไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป
3. โรคหัวใจอื่นๆ
- โรคหลอดเลือดหัวใจ
- โรคลิ้นหัวใจ
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
4. ความไม่สมดุลของเกลือแร่
- โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียมผิดปกติ
5. ภาวะซีด (Anemia)
- เลือดจางทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
6. ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเกิดอาการใจสั่น ได้แก่:
- โรคหัวใจเดิม หรือเคยผ่าตัด/หัตถการหัวใจ
- ความเครียดเรื้อรัง ภาวะกังวล โรคซึมเศร้า
- การใช้คาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ เป็นประจำหรือมากเกินไป
- การใช้สารกระตุ้นหรือยาบางชนิด
- โรคต่อมไทรอยด์
- มีไข้หรือการติดเชื้อ
- ภาวะขาดน้ำ
- ความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
ภาวะแทรกซ้อน
ส่วนใหญ่อาการใจสั่นไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ
อย่างไรก็ตาม หากอาการใจสั่นเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด อาจมีความเสี่ยง:
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- การเป็นลมและบาดเจ็บ จากหัวใจเต้นผิดปกติรุนแรง
- ภาวะหัวใจล้มเหลวทรุดลง หากมีโรคหัวใจเดิม
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว (AFib) เนื่องจากอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง
- ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (หายาก แต่อันตรายมาก)
การวินิจฉัย
เมื่อไปพบแพทย์ การตรวจที่อาจทำ ได้แก่:
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย ฟังเสียงหัวใจ วัดชีพจร ความดันโลหิต
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) บันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ
- เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา (Holter Monitor) สวมใส่ 24-48 ชั่วโมง
- เครื่องบันทึกเหตุการณ์ (Event Recorder) สวมใส่หลายสัปดาห์ กดบันทึกเมื่อมีอาการ
- อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) ดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย ดูว่าอาการเกิดเมื่อออกแรงหรือไม่
- ตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพต่อมไทรอยด์ ระดับเกลือแร่ ภาวะซีด
การรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ:
เมื่ออาการไม่ร้ายแรง
หากตรวจแล้วไม่พบโรคหัวใจหรือภาวะร้ายแรง:
- ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา
- เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
เมื่อพบโรคต้นเหตุ
- รักษาโรคต่อมไทรอยด์ หากเป็นสาเหตุ
- รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ด้วยยา หัตถการ หรือการผ่าตัด
- รักษาโรคหัวใจอื่นๆ ตามที่แพทย์แนะนำ
- แก้ไขความไม่สมดุลของเกลือแร่
การป้องกันและการดูแลตนเอง
หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
1. จำกัดคาเฟอีน
- ลดปริมาณกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง
- สังเกตว่าปริมาณเท่าใดทำให้มีอาการ
2. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
- งดหรือจำกัดการดื่ม
- หลีกเลี่ยงการดื่มมากในคราวเดียว
3. เลิกสูบบุหรี่และใช้นิโคติน
- เลิกบุหรี่ทุกชนิด รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า
4. หลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารกระตุ้น
หลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารกระตุ้น
5. ระวังยาที่ซื้อเอง
- อ่านฉลากยาแก้หวัด แก้คัดจมูก
- ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนซื้อยามาใช้
จัดการความเครียด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ
- ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึกๆ สมาธิ โยคะ
- นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
- หาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อลดความตึงเครียด
- พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ หรือพิจารณาพูดคุยบำบัด
ดูแลสุขภาพโดยรวม
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้หรือออกแรง
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ เพียงพอกับความต้องการ
- ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคไทรอยด์
- ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
ทบทวนยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดที่ใช้
- หากสงสัยว่ายาใดทำให้มีอาการใจสั่น ให้ปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง
สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ
- ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
- รู้จักสัญญาณเตือนที่ต้องไปฉุกเฉิน
- ติดตามรักษาตามนัด
สรุป
อาการใจสั่นส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น ความเครียด การดื่มคาเฟอีน การออกกำลังกาย หรือการขาดการพักผ่อน อาการมักหายเองและไม่ต้องรักษา
อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการใจสั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือโรคหัวใจอื่นๆ ที่ต้องได้รับการประเมินและรักษา หากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เวียนศีรษะมาก หรือเป็นลม ควรรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
การลดตัวกระตุ้น (คาเฟอีน แอลกอฮอล์ นิโคติน) การจัดการความเครียด การนอนหลับเพียงพอ และการควบคุมโรคประจำตัวช่วยลดโอกาสเกิดอาการใจสั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากอาการเกิดบ่อยหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่เหมาะสม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Mayo Clinic. Heart palpitations — Symptoms & causes.