ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “หัวใจวาย”
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “หัวใจวาย” เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลงอย่างรุนแรงและกะทันหัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดเลือดและเกิดความเสียหายหรือตายในที่สุด ในทางการแพทย์เรียกว่า Myocardial Infarction (MI)
ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามถึงชีวิต ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและลดความเสียหายถาวรของกล้ามเนื้อหัวใจ ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าใด โอกาสรอดชีวิตและฟื้นตัวดีก็จะยิ่งสูงขึ้น
อาการและสัญญาณ
อาการของภาวะหัวใจวายแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางรายมีอาการรุนแรงมาก บางรายมีอาการเพียงเล็กน้อย และบางรายอาจไม่มีอาการเตือนที่ชัดเจน
อาการที่พบบ่อย
- เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนถูกกดทับ บีบรัด หรือมีของหนักๆ วางทับอยู่ที่หน้าอก อาจเป็นปวดหน่วงหรือแสบร้อน อาการอาจมาเป็นๆ หายๆ หรือคงที่ต่อเนื่อง
- ปวดหรือไม่สบายแผ่ไปยังส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ไหล่ แขน (โดยเฉพาะแขนซ้าย) หลัง คอ กราม ฟัน หรือบริเวณลิ้นปี่
- หายใจลำบาก หายใจสั้น อาจเกิดขึ้นพร้อมกับเจ็บหน้าอกหรือเกิดก่อนเจ็บหน้าอก
- เหงื่อแตกท่วมตัว โดยเฉพาะเหงื่อเย็น ร่วมกับความรู้สึกหนาวสั่น
- เหนื่อยล้า อ่อนเพลียผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- แสบร้อนกลางอก ท้องอืด อาจคล้ายอาการกรดไหลย้อน
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออาจเป็นลมได้
ความแตกต่างของอาการในผู้หญิง
ผู้หญิงอาจมีอาการที่ “ไม่จำเพาะ” หรือแตกต่างจากผู้ชาย เช่น:
- เจ็บแบบสั้นๆ แปล๊บๆ ที่คอ แขน หรือหลัง
- อาการอาจไม่มีเจ็บหน้าอกชัดเจน
- คลื่นไส้และอ่อนเพลียเป็นอาการหลัก
สัญญาณเตือนล่วงหน้า
หลายคนมีสัญญาณเตือนก่อนเกิดหัวใจวายจริงเป็นเวลาหลายชั่วโมง วัน หรือแม้กระทั่งสัปดาห์ ได้แก่:
- อาการเจ็บแน่นหน้าอกซ้ำๆ (Angina) โดยเฉพาะเมื่อออกแรงและไม่ทุเลาด้วยการพัก
- เหนื่อยง่าย หายใจลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ
- บางรายอาการแรกที่ปรากฏอาจเป็นภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเลยโดยไม่มีอาการเตือนก่อนหน้า
เมื่อสงสัยว่าตนเองหรือผู้อื่นกำลังหัวใจวาย ควรทำอย่างไร
สำหรับผู้ป่วยเองหรือผู้ที่อยู่ใกล้
- โทรเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที (1669 หรือหมายเลขฉุกเฉินท้องถิ่น)
- หากไม่สามารถโทรได้ ให้คนอื่นขับรถพาไปโรงพยาบาล อย่าขับรถเอง เว้นแต่ไม่มีทางเลือกอื่นเลย
- หากแพทย์เคยสั่งยาไนโตรกลีเซอริน ให้รับประทานตามคำสั่งขณะรอทีมฉุกเฉิน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
สาเหตุหลัก: โรคหลอดเลือดหัวใจ
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันและคอเลสเตอรอล (atherosclerotic plaque) ในผนังหลอดเลือดหัวใจเป็นเวลานาน เมื่อคราบไขมันแตกหรือแยกออก ร่างกายจะส่งเกล็ดเลือดมาซ่อมแซม แต่กลับเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้
ภาวะหัวใจวายสามารถแบ่งตามลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ได้เป็น:
- STEMI (ST-Elevation Myocardial Infarction): หลอดเลือดหัวใจขนาดกลาง-ใหญ่อุดตันอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน ต้องรักษาแบบเร่งด่วนมาก
- NSTEMI (Non-ST-Elevation Myocardial Infarction): หลอดเลือดอุดตันบางส่วน แต่บางรายอาจอุดตันเต็มได้เช่นกัน
สาเหตุอื่นๆ
- หลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง (Coronary Artery Spasm) หลอดเลือดหดตัวเองโดยไม่มีการอุดตันจากลิ่มเลือด เช่น ในภาวะที่เรียกว่า Prinzmetal’s angina
- การติดเชื้อ บางชนิดที่ทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น ไวรัสโควิด-19 และไวรัสอื่นๆ
- การฉีกขาดของชั้นผนังหลอดเลือดหัวใจ (Spontaneous Coronary Artery Dissection: SCAD) เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดหัวใจแยกชั้นเอง มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
- อายุ ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป และหญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงขึ้น
- ประวัติครอบครัว มีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจในวัยเริ่มต้น (ชายก่อน 55 ปี, หญิงก่อน 65 ปี)
ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้
- การสูบบุหรี่และการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น
- ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับโรคอ้วน ไขมันสูง หรือเบาหวาน
- คอเลสเตอรอล LDL สูง ไตรกลีเซอไรด์สูง และ HDL ต่ำ
- โรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง
- โรคเบาหวาน
- กลุ่มอาการเมตาบอลิก (มีอย่างน้อย 3 ข้อจาก: อ้วนลงพุง ความดันสูง HDL ต่ำ ไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลสูง)
- ขาดการออกกำลังกาย
- อาหารที่ไม่ดีต่อหัวใจ มีน้ำตาล ไขมันสัตว์ อาหารแปรรูป ไขมันทรานส์ และเกลือสูง
- ความเครียดเรื้อรัง หรือความโกรธรุนแรง
- การใช้สารเสพติดกระตุ้น เช่น โคเคน แอมเฟตามีน ซึ่งกระตุ้นให้หลอดเลือดหดเกร็ง
ปัจจัยเสี่ยงพิเศษ
- ประวัติครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) ในผู้หญิง
- โรคภูมิคุ้มกันตนเอง เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) โรคลูปัส (SLE)
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ รุนแรงมากน้อยขึ้นกับพื้นที่และระยะเวลาที่ขาดเลือด:
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นชนิดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ventricular fibrillation
- ภาวะหัวใจล้มเหลว ทั้งชั่วคราวและเรื้อรัง หากกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายมาก
- ภาวะช็อกจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Cardiogenic Shock) หัวใจสูบฉีดเลือดไม่ได้เพียงพอ ความดันโลหิตตกต่ำมาก
- การแตกของผนังหัวใจ ในบริเวณที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย (หายาก แต่อันตรายมาก)
- เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Dressler Syndrome) เกิดขึ้นภายหลังจากหัวใจวาย
- ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) อาจนำไปสู่การเสียชีวิตหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที
การวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัย
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เป็นการตรวจแรกและสำคัญที่สุด
- ตรวจเลือด หาสารบ่งชี้ความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac enzymes/troponin)
- อัลตราซาวนด์หัวใจ ดูการทำงานและความเสียหายของหัวใจ
- การสวนหัวใจ (Coronary Angiography) เพื่อหาตำแหน่งที่อุดตันและทำหัตถการรักษาในคราวเดียวกัน
การรักษา
การรักษาเร่งด่วน: เป้าหมายคือเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุด ภายใน 90-120 นาที
- ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic therapy) หรือ
- การขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด (PCI/Stenting) เป็นวิธีที่นิยมและมีประสิทธิภาพดีกว่า
ยาที่ใช้ในระยะเฉียบพลัน:
- แอสไพริน และยาต้านเกล็ดเลือด
- ยาละลายลิ่มเลือด (ในบางกรณี)
- ยาแก้ปวด (morphine)
- ยาไนโตรกลีเซอริน
- ยาบล็อกเบตา
การรักษาระยะยาว: เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและฟื้นฟูหัวใจ รวมถึงการใช้ยาต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ
การป้องกัน
การป้องกันภาวะหัวใจวายทำได้แม้เคยเป็นมาก่อน โดย:
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ปลา ลดไขมันสัตว์และเกลือ
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- จัดการความเครียด ด้วยการพักผ่อนเพียงพอ ทำสมาธิ หรือกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
ควบคุมโรคประจำตัว
- ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพตามนัดและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
สรุป
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจวายเป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือขาดหายอย่างเฉียบพลัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจด้วยลิ่มเลือด อาการเตือนที่สำคัญได้แก่ เจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจลำบาก หรือปวดร้าวไปแขนและกราม
การรักษาที่รวดเร็วคือกุญแจสำคัญในการลดการเสียชีวิตและความเสียหายของหัวใจ เมื่อสงสัยว่ามีอาการหัวใจวายต้องโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที อย่าชักช้าหรือรอดูอาการ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยป้องกันหรือลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Mayo Clinic. Heart attack — Symptoms & causes. ปรับปรุงล่าสุด Oct 9, 2023. Mayo Clinic