Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ฉีดโกรทฮอร์โมนเด็ก เพิ่มความสูงจำเป็นไหม? เช็กข้อบ่งชี้และเวลาทองในการรักษา

ฉีดโกรทฮอร์โมนเด็ก เพิ่มความสูงจำเป็นไหม? เช็กข้อบ่งชี้และเวลาทองในการรักษา

สรุปสาระสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่

  • โกรทฮอร์โมนไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับทุกคน: การฉีดโกรทฮอร์โมนมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน เหมาะสำหรับเด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมน หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ตัวเล็กจะสามารถฉีดได้
  • เวลาทองในการรักษาคือ “ก่อนกระดูกปิด”: ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาประเมินความสูงคืออายุ 7-9 ปี หากรอจนเด็กเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย กระดูกมักจะเชื่อมติดกันและไม่สามารถเพิ่มความสูงด้วยยาได้อีก
  • ต้องดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง: การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจอายุกระดูก (Bone Age) และการทดสอบการหลั่งฮอร์โมนในเลือดอย่างละเอียดโดยกุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม

เมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน หรือมีอัตราการเจริญเติบโตที่ล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในทางเลือกที่มักถูกพูดถึงคือ “การฉีดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone)” เพื่อเพิ่มความสูง อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้มีรายละเอียดทางการแพทย์ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

พญ. นวลพรรณ ชูประเสริฐสุข กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม แผนกกุมารเวช โรงพยาบาล BNH ได้ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรักษา ดังนี้:

1. โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) คืออะไร?

โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะการยืดขยายของแนวกระดูก การสร้างกล้ามเนื้อ และควบคุมระบบเผาผลาญ (Metabolism)

ตามธรรมชาติ โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาที่เด็กนอนหลับสนิทในเวลากลางคืน แต่ในเด็กบางรายที่มีความผิดปกติของต่อมใต้สมอง ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone Deficiency) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน

2. เด็กกลุ่มไหนจำเป็นต้องฉีดโกรทฮอร์โมน? (ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์)

การรักษาด้วยการฉีดโกรทฮอร์โมนสังเคราะห์ ไม่สามารถทำได้ตามความพึงพอใจ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

ตารางเปรียบเทียบข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยโกรทฮอร์โมน

กลุ่มที่ "มีข้อบ่งชี้" ควรได้รับการรักษา กลุ่มที่ "ไม่มีข้อบ่งชี้" (ไม่แนะนำให้ฉีด)
ภาวะขาดโกรทฮอร์โมน (GH Deficiency): ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ เด็กที่เตี้ยตามพันธุกรรม (Familial Short Stature): พ่อแม่ตัวเล็ก แต่เด็กสุขภาพแข็งแรงและฮอร์โมนปกติ
เด็กที่เกิดมาตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ (SGA): และไม่สามารถไล่ตามเกณฑ์ความสูงได้ทันเมื่ออายุ 2-4 ปี เด็กที่โตช้าทางโครงสร้าง (Constitutional Delay): เป็นภาวะที่เด็กเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ แต่จะสูงทันเพื่อนในภายหลัง
กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner Syndrome): ความผิดปกติของโครโมโซมในเด็กผู้หญิง เด็กที่มีกระดูกปิดสมบูรณ์แล้ว: ไม่สามารถใช้ยาเพื่อยืดกระดูกได้อีก
ภาวะตัวเตี้ยที่หาสาเหตุไม่พบ (Idiopathic short stature) เด็กที่ต้องการเพิ่มความสูงเพื่อความสวยงาม: หรือเพื่อการแข่งขันกีฬาโดยไม่มีโรคแฝง

3. "เวลาทอง" ในการรักษา อย่ารอจนสายเกินแก้

ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดในการรักษาความสูง คือการที่ผู้ปกครองพาเด็กมาพบแพทย์ช้าเกินไป คุณหมอนวลพรรณ ได้เน้นย้ำถึงช่วงเวลาทอง (Golden Period) ในการประเมินการเจริญเติบโตไว้ว่า:

“อยากแนะนำให้เด็กอายุเฉลี่ย 7-9 ขวบ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มาตรวจประเมินการเจริญเติบโตสักครั้งนึง เพราะถ้าพ้นช่วงที่กำลังเจริญเติบโต ไปจนกระดูกเกือบปิดทั้งหมด หรือปิดเต็มที่แล้ว ประโยชน์จากการรักษาจะไม่เยอะ หรือแทบจะไม่มีผลเลย”

หากรอจนเด็กผู้หญิงมีประจำเดือน หรือเด็กผู้ชายมีเสียงแตกหนุ่ม มักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากระดูกเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเจริญเติบโต และการใช้โกรทฮอร์โมนในช่วงเวลานี้อาจไม่ตอบสนองหรือเพิ่มส่วนสูงได้น้อย

4. ขั้นตอนการตรวจประเมินก่อนเริ่มการรักษา

หากสงสัยว่าลูกมีความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโต กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากล ดังนี้:

  1. การซักประวัติและวาดกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart): เพื่อประเมินอัตราการเพิ่มของส่วนสูง (หากน้อยกว่า 4 เซนติเมตรต่อปี ถือว่าผิดปกติ)
  2. การตรวจอายุกระดูก (Bone Age X-ray): เอกซเรย์บริเวณมือและข้อมือซ้าย เพื่อดูประเมินแผ่นการเจริญเติบโตว่าปิดแล้วหรือไม่ (อ่านเพิ่มเติม: ตรวจอายุกระดูก ประเมินความสูงลูก)
  3. การทดสอบการกระตุ้นโกรทฮอร์โมน (GH Stimulation Test): เนื่องจากการเจาะเลือดทั่วไปอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์จะต้องให้ยากระตุ้นและเจาะเลือดเป็นระยะเพื่อดูการตอบสนองของฮอร์โมนในร่างกาย
  4. การทำ MRI สมอง: ในกรณีที่พบว่าขาดโกรทฮอร์โมน เพื่อตรวจหาความผิดปกติของต่อมใต้สมอง

ปรึกษาปัญหาส่วนสูงลูก กับกุมารแพทย์เฉพาะทาง รพ. BNH

หากลูกตัวเล็ก โตช้า หรือมีอัตราการเพิ่มส่วนสูงที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อย่ารอให้เวลาทองผ่านไป การเข้ามารับการประเมินเบื้องต้นด้วยการตรวจอายุกระดูก (Bone Age) และรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง และสามารถวางแผนการดูแลได้อย่างถูกต้อง

 

แผนกกุมารเวช โรงพยาบาล BNH พร้อมให้การดูแลวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการให้เด็กได้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงและเต็มศักยภาพ

บทความโดย

พญ. นวลพรรณ ชูประเสริฐสุข

แผนกกุมารเวช

สาขาเฉพาะทาง

กุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) การฉีดโกรทฮอร์โมน

ถาม: การฉีดโกรทฮอร์โมน เจ็บหรือไม่ และต้องฉีดอย่างไร?

ตอบ: ในปัจจุบัน นวัตกรรมปากกาฉีดโกรทฮอร์โมนถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและเข็มมีขนาดเล็กมากจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ โดยแพทย์จะสอนวิธีการฉีดให้ผู้ปกครองหรือตัวเด็กเอง (ในเด็กโต) เพื่อนำกลับไปฉีดที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (เช่น บริเวณหน้าขา หรือหน้าท้อง) ก่อนนอนทุกวัน

ถาม: การฉีดโกรทฮอร์โมนมีผลข้างเคียงหรือไม่?

ตอบ: หากอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและมีข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง การรักษามีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่อาจพบได้บ้างแต่ไม่รุนแรง เช่น อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามข้อ หรือระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะมีการนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

ถาม: ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าใด?

ตอบ: การรักษาด้วยโกรทฮอร์โมนเป็นการรักษาระยะยาว โดยทั่วไปจะใช้เวลาเป็นปี และจะพิจารณาหยุดการรักษาเมื่อเด็กมีความสูงถึงเป้าหมาย หรือเมื่อแผ่นกระดูกปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว

บทความเกี่ยวกับโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึมเด็ก