นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร
นิ่วในถุงน้ำดี (Cholelithiasis) คือ ก้อนแข็งที่ก่อตัวขึ้นเมื่อสารต่าง ๆ ในน้ำดีตกตะกอนในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี ถุงน้ำดีทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อใช้ภายหลัง เมื่อตับผลิตน้ำดีแล้ว ท่อน้ำดีจะลำเลียงน้ำดีไปยังอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดีจะค่อยๆ โตขึ้นเมื่อน้ำดีไหลผ่านมันและทิ้งตะกอนไว้ ก้อนนิ่วขนาดเล็กมากจึงอาจขยายใหญ่จนขัดขวางการไหลของน้ำดีในท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีได้ นิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่อันตรายเสมอไป แต่หากก้อนนิ่วไปขัดขวางการไหลของน้ำดีในทางเดินน้ำดี ก็อาจทำให้เกิดอาการได้ หากมีอาการ แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดเพื่อกำจัดนิ่ว มักพบได้บ่อยในผู้หญิง
อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี
โดยส่วนใหญ่แล้ว นิ่วในถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการ เว้นแต่มันไปอุดตันท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีและขัดขวางการไหลของน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการ เช่น ปวดท้องส่วนบนและคลื่นไส้ อาการอาจมาและหายไป หรืออาจคงอยู่ยาวนาน หากการอุดตันดังกล่าวรุนแรงขึ้นหรือนานขึ้น อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่
- เหงื่อออก
- มีไข้
- หัวใจเต้นเร็ว
- ท้องบวมและกดเจ็บ
- ตัวและตาเหลือง
- ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นและอุจจาระมีสีจางลง
อาการปวดจากนิ่วในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร
Gallstone attack/Gallbladder attack คือ อาการปวดนิ่วในถุงน้ำดีมักเกิดขึ้นแบบฉับพลันและรุนแรง อาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาการมักกำเริบเมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เพราะถุงน้ำดีบีบตัว ก่อให้เกิดความดันในระบบทางเดินน้ำดี อาการปวดอาจกำเริบช่วงตอนนอนและทำให้ผู้ป่วยตื่น
Biliary colic อาการปวดชนิดนี้จะเพิ่มระดับจนถึงจุดสูงสุดและจะค่อย ๆ ลดลง อาการแต่ละรอบอาจนานตั้งแต่หลายนาทีถึงหลายชั่วโมง และอาการปวดจะสิ้นสุดลงเมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนที่หรือความดันในระบบทางเดินน้ำดีลดลง อาการปวดมักรุนแรงและเจ็บแปลบ หรือบิดเกร็ง จนอาจทำให้นั่งเฉยๆ ได้ยาก
ระบบทางเดินน้ำดีตั้งอยู่ที่ส่วนบนขวาของช่องท้องและอยู่ใต้ซี่โครง ดังนั้น คนส่วนใหญ่จะปวดที่บริเวณนี้ แต่อาจปวดร้าวไปที่อื่น เช่น แขน ไหล่ หรือหลัง บางคนรู้สีกปวดที่กลางช่องท้องหรือหน้าอก ทั้งนี้ ผู้หญิงอาจมีแนวโน้มที่จะรู้สึกปวดร้าวที่อื่นมากกว่า เช่น แขน ไหล่ หน้าอก หรือหลัง และอาจเจอความเสี่ยงที่จะปวดเรื้อรัง ควรพบแพทย์หากมีอาการปวดรุนแรงหรือเป็นซ้ำและอาการนั้นหายไป เพราะอาการจะหายไปแค่ชั่วคราว
หากนิ่วมีขนาดใหญ่และก่อให้เกิดการอุดตันรุนแรงในระบบทางเดินน้ำดี จะรู้สึกปวดทันที แต่หากนิ่วอุดตันเพียงบางส่วน ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกปวดจนกระทั่งถุงน้ำดีบีบตัวหลังรับประทานอาหาร เพราะลำไส้เล็กจะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีปล่อยน้ำดีออกมาเพื่อย่อยไขมัน
สัญญาณเตือนของโรคนิ่วในถุงน้ำดี
Biliary colic คือ สัญญาณเตือนหนึ่ง เป็นอาการปวดช่องท้องที่มาและหายไป เกิดขึ้นเมื่อนิ่วอุดตันชั่วคราวแล้วเคลื่อนที่ออก แม้อาการปวดจะหายไป แต่ในเวลาต่อมา อาจเกิดการอุดตันซ้ำ หรือนิ่วอาจโตขึ้นหรือมีนิ่วก้อนใหม่
ภาวะแทรกซ้อนของโรคนิ่วในถุงน้ำดี
หากนิ่วอุดตันในระบบทางเดินน้ำดี อาจส่งผลต่ออวัยวะในระบบได้ น้ำดีอาจจะคั่งที่บางส่วนหรือบางอวัยวะและทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
- ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis)
- ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)
- ท่อน้ำดีอักเสบ (Cholangitis)
- ตับอักเสบ (Hepatitis)
- ดีซ่าน (Jaundice)
- การติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia)
- หัวใจเต้นเร็วและความดันตก หากมีการอักเสบหรือการติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินน้ำดี
โรคนิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นได้อย่างไร
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นเมื่อน้ำดีมีปริมาณสารที่เป็นส่วนประกอบหลักที่มากเกินไป น้ำดีประกอบไปด้วย คอเลสเตอรอล ไบซอล และบิลลิรูบิน เมื่อสารเหล่านี้มีปริมาณมากเกินไป มันจะตกตะกอนและแข็งตัวเป็นก้อน นิ่วที่เกิดจากคอเลสเตอรอลพบได้บ่อยที่สุด รองลงมาคือนิ่วสีดำ (Bilirubin stones)
ปัจจัยที่ทำให้เกิดนิ่ว ได้แก่
- คอเลสเตอรอลมีมากเกินไป คอเลสเตอรอลในเลือดเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ตับจะนำมาสร้างน้ำดี หากเลือดมีคอเลสเตอรอลสูง ตับจะนำมาสร้างน้ำดีมากเกินไป และทำให้มีปริมาณที่ไม่สมดุลกับกรด และทำให้เกิดการตกตะกอน
- บิลิรูบินเกิน บิลิรูบินเป็นสารที่ได้จากการสลายเม็ดเลือดแดง เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีโรคเลือดหรือตับทำงานบกพร่อง บิลิรูบินอาจมีปริมาณมากขึ้นในน้ำดี
- การขาดกรดน้ำดี (Bile salts) เมื่อโรคบางโรคทำให้ร่างกายดูดซึมกรดน้ำดีได้น้อยลง ตับจึงขาดกรดน้ำดีเพื่อไปสร้างน้ำดี เมื่อปริมาณกรดน้ำดีน้อย จึงมีปริมาณไม่สมดุลกับไขมันในน้ำดี ทำให้เกิดคอเลสเตอรอลเกิน
- ภาวะน้ำดีคั่ง (Cholestasis) หรือภาวะถุงน้ำดีอุดตัน (Gallbladder Stasis) หากท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดีไม่บีบตัวเพื่อเคลื่อนน้ำดีให้ไหลได้อย่างดีภายในระบบทางเดินน้ำดี น้ำดีอาจตกตะกอนได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี
- อายุที่มากขึ้น ผู้ชายที่มีอายุหลัง 60 ปี และผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ (20-50 ปี)
- ฮอร์โมน ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน (Progesterone) ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด และฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนทำให้ถุงน้ำดีบีบตัวช้าลง
- น้ำหนัก ไขมันในร่างกายเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและคอเลสเตอรอล หากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วเช่น หลังผ่าตัด อาจทำให้มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากเกินไปในน้ำดี
- พันธุกรรม
การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในถุงน้ำดีมีวิธีการอย่างไร
แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบการอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคดีซ่าน และหาตำแหน่งการอุดตัน หรือแพทย์อาจวินิจฉัยด้วยภาพ ได้แก่
- การอัลตราซาวด์ช่องท้อง ใช้เพื่อตรวจดูนิ่วบริเวณถุงน้ำดี
หากนิ่วเกิดที่บริเวณอื่นอาจตรวจด้วย
- การตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Cholangiopancreatography: MRCP)
- ตรวจสแกนตับและถุงน้ำดี (HIDA scan)
- การตรวจระบบทางเดินอาหารโดยการส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวนด์ (Endoscopic ultrasound)
- การส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangio Pancreatography: ERCP)
มีวิธีการใดบ้างที่ใช้รักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี
หากนิ่วไม่มีอาการ อาจไม่ต้องรักษา แต่หากนิ่วอุดตัน อาจต้องตัดถุงน้ำดีออก ไม่ใช่เฉพาะนิ่ว เพราะเมื่อนิ่วเคยอุดตันแล้วครั้งหนึ่ง ก็อาจทำให้เกิดการอุดตันอีกได้
- การผ่าตัด
- การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี (Cholecystectomy) เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดและเป็นที่นิยม วิธีนี้จะผ่าถุงน้ำดีทิ้งไป โดยมักผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic surgery) ร่างกายสามารถทำงานโดยไม่มีถุงน้ำดีได้ด้วยการนำน้ำดีไหลจากตับไปลำไส้เล็กโดยตรงได้เลย
- การผ่าตัดเจาะถุงน้ำดี (Cholecystostomy) วิธีนี้ทำได้โดยสอดท่อเข้าไปในถุงน้ำดี เพื่อระบายน้ำดีออกชั่วคราวและนำนิ่วออกมา
- ยารักษานิ่ว ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะมักไม่ได้ผลในการรักษา
เราจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้อย่างไร
ลดการรับประทานอาหารคอเลสเตอรอลสูง เพราะจะทำให้มีไขมันในน้ำดีมากเกินไปและน้ำดีขาดสมดุล
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี เพื่อให้มีไขมันในน้ำดีในปริมาณที่พอดี
สรุป
นิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการและไม่ต้องได้รับการรักษา แต่หากอุดตันระบบทางเดินน้ำดี จะทำให้ปวดท้องรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลัก เราสามารถป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักและหลีกเลี่ยงอาหารมัน
Ref: clevelandclinic
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
รศ.นพ. กฤษณ์ จาฏามระ
แผนกศัลยกรรม | BNH Breast Health Centre
ความชำนาญพิเศษ
โรคเต้านมและศัลยกรรมระบบทางเดินอาหารส่วนบน, ศัลยศาสตร์, ศัลยศาสตร์ทั่วไป, มะเร็ง, เคมีบำบัดมะเร็งเต้านม -
นพ. สิกฤษฏิ์ เด่นอริยะกูล
แผนกศัลยกรรม | BNH Breast Health Centre
ความชำนาญพิเศษ
– ศัลยกรรมโรคเต้านม -
นพ. สรรชัย วิโรจน์แสงทอง
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ -
ผศ. พญ. กษยา ตันติผลาชีวะ
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก -
นพ. ธัญวัจน์ ศาสนเกียรติกุล
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ผ่าตัดส่องกล้องไทรอยด์ ไร้แผลเป็น ,ผ่าตัดศีรษะ คอ เต้านม -
พญ. นิรมล ตันเต็มทรัพย์
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยกรรมเฉพาะทางเด็ก -
ศ. นพ. พิเชฐ สัมปทานุกุล
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
พยาธิวิทยากายวิภาค , เซลล์วิทยา, การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อเซลล์วินิจฉัย -
นพ. มาวิน วงศ์สายสุวรรณ
แผนกศัลยกรรม | BNH Breast Health Centre
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยศาสตร์, ศัลยศาสตร์ทั่วไป, ศัลยศาสตร์หลอดเลือด, เคมีบำบัดมะเร็งเต้านม, หลอดเลือด -
นพ. ยงสรร วงศ์วิวัฒน์เสรี
คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก | แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยศาสตร์,ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก -
นพ. สงวนชัย โชคดีสัมฤทธิ์
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะ -
นพ. เรืองชัย วัชรพงศ์
แผนกศัลยกรรม
ความชำนาญพิเศษ
ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ -
นพ. ชัยยศ เสียงประเสริฐกิจ
แผนกศัลยกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทศัลยศาสตร์