Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

ทำความเข้าใจอาหารเป็นพิษ สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน

อาหารเป็นพิษเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษ อาการของอาหารเป็นพิษมีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ ไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือดหรือไข้สูง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

สรุปสาระสำคัญ

  • อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) คืออะไร: ภาวะเจ็บป่วยทางลำไส้ที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย (เช่น ซัลโมเนลลา, อีโคไล) ไวรัส หรือสารพิษ

  • อาการเด่นที่พบบ่อย: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบิด และท้องเสีย อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: ควรจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป และ “ห้าม” ซื้อยาหยุดถ่ายมารับประทานเองเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคตกค้างในลำไส้

  • เมื่อไหร่ควรพบแพทย์: หากมีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนหรือท้องเสียไม่หยุดจนอ่อนเพลียมาก ถ่ายเป็นเลือด ปัสสาวะสีเข้ม/ปัสสาวะน้อย หรือมีไข้สูงเกิน 38.5°C ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ

อาหารเป็นพิษคืออะไร?

  • ความหมายและประเภทของอาหารเป็นพิษอาหารเป็นพิษคือการเจ็บป่วยที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษ โดยเชื้อโรคที่พบบ่อย เช่น แบคทีเรีย Salmonella ในเนื้อไก่หรือไข่ดิบ หรือแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) สายพันธุ์ที่ผลิตสารพิษ มักพบในเนื้อบดที่ปรุงไม่สุก ผักสด และน้ำที่ปนเปื้อน และ Norovirus ในอาหารทะเล บางครั้งอาจเกิดจากสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงในผักและผลไม้ การทำความเข้าใจชนิดของการปนเปื้อนจะช่วยให้คุณระมัดระวังมากขึ้นในการบริโภคอาหาร
  • สาเหตุอาหารเป็นพิษ”อาหารเป็นพิษมักเกิดจากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เกิดการการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค เช่น การใช้เขียงเดียวกันสำหรับอาหารดิบและอาหารปรุงสุก  หรือการเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น การทิ้งอาหารไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษ”

อาการของอาหารเป็นพิษที่พบบ่อย

  • อาการเบื้องต้นของอาหารเป็นพิษเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ ร่างกายจะแสดงอาการเพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสารพิษ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้อง อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังบริโภคอาหารที่ปนเปื้อน และในบางกรณีอาจมีไข้ร่วมด้วย
  • อาการที่รุนแรงควรพบแพทย์ทันที ในกรณีที่อาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด อาการขาดน้ำอย่างรุนแรง (ปากแห้ง ผิวแห้ง ปัสสาวะน้อย) หรือไข้สูงเกิน 38.5°C คุณควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษา อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ร้ายแรงและต้องการการดูแลเฉพาะทาง

หากเกิดอาการอาหารเป็นพิษแล้วไม่รักษาจะเป็นอย่างไร

ภาวะแทรกซ้อน (Complications) สาเหตุและลักษณะอาการ ความรุนแรง / ผลกระทบ
ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
(Severe Dehydration)
ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากจากการอาเจียนและท้องเสียอย่างต่อเนื่อง วิงเวียน ความดันตก หัวใจเต้นเร็ว หากรุนแรงอาจทำให้ช็อกได้
ภาวะเลือดเป็นพิษ
(Sepsis)
เชื้อแบคทีเรียจากลำไส้ทะลุเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ นำไปสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic shock) ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
ภาวะไตวายเฉียบพลัน
(Acute Kidney Failure)
มักเกิดจากเชื้อ E. coli ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย (ภาวะ HUS) ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตอย่างเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน
ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
(Chronic Inflammatory)
การติดเชื้อกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง อาจนำไปสู่โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือข้ออักเสบ (Reactive Arthritis)
ภาวะขาดสารอาหาร
(Malnutrition)
ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ลดลง หรือผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้เลย ร่างกายอ่อนแอ ฟื้นตัวช้า ภูมิคุ้มกันลดลง
เสียชีวิต (Death) เกิดจากการติดเชื้อรุนแรง, ขาดน้ำรุนแรง หรือภาวะเลือดเป็นพิษที่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อันตรายสูงสุด มีความเสี่ยงสูงมากในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ

ดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่

หลีกเลี่ยงการกินยาหยุดถ่าย โดยเฉพาะหากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะอาจทำให้เชื้อค้างในลำไส้

ไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนหรือท้องเสียอย่างต่อเนื่อง อุจจาระมีเลือดปน ไข้สูง หรือปัสสาวะออกน้อย

วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษง่าย ๆ

การป้องกันอาหารเป็นพิษสามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยในทุกขั้นตอนของการจัดการและบริโภคอาหาร ซึ่งรวมถึงการเลือกวัตถุดิบ การปรุงอาหาร และการเก็บรักษาอาหาร โดยวิธีป้องกันที่สำคัญมีดังนี้:

  1. ล้างมือให้สะอาดล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังใช้ห้องน้ำหลีกเลี่ยงการสัมผัสอาหารโดยตรงหากมือไม่สะอาด
  2. เลือกวัตถุดิบที่สดและปลอดภัยซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น สีเปลี่ยน หรือบรรจุภัณฑ์ชำรุดตรวจสอบวันหมดอายุบนผลิตภัณฑ์
  3. ปรุงอาหารอย่างถูกวิธีปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารทะเลใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหาร (food thermometer) เพื่อตรวจสอบว่าอุณหภูมิถึงระดับที่ปลอดภัย เช่น:เนื้อสัตว์สุกที่อุณหภูมิ ≥ 75°Cอาหารอุ่นซ้ำควรมีอุณหภูมิ ≥ 60°Cหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานานโดยไม่ได้แช่เย็น
  4. เก็บรักษาอาหารอย่างเหมาะสม  เก็บอาหารที่เน่าเสียง่ายในตู้เย็นที่อุณหภูมิ ≤ 4°C และช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ ≤ -18°Cหลีกเลี่ยงการทิ้งอาหารไว้ในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงแยกเก็บเนื้อสัตว์ดิบออกจากอาหารพร้อมรับประทาน
  5. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ใช้เขียงและมีดแยกสำหรับอาหารดิบและอาหารปรุงสุกล้างอุปกรณ์ทำอาหาร เช่น มีด เขียง และภาชนะ ด้วยน้ำร้อนและสบู่หลังการใช้งานห้ามวางอาหารปรุงสุกในจานที่เคยใส่อาหารดิบ
  6. ดื่มน้ำและน้ำแข็งที่สะอาด ดื่มน้ำที่ผ่านการกรองหรือต้มสุกหลีกเลี่ยงการใช้หรือน้ำแข็งที่ไม่ได้มาจากแหล่งที่สะอาด
  7. หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุก เช่น ซูชิ ไข่ดิบ หรืออาหารทะเลดิบระวังการบริโภคอาหารริมทางที่อาจไม่ได้มาตรฐานด้านความสะอาด
  8. ใช้สารกันเสียตามมาตรฐาน หากเก็บอาหารไว้นาน ให้ใช้สารกันเสียที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยอ่านฉลากผลิตภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำ
  9. ให้ความรู้และดูแลผู้เตรียมอาหาร ให้ผู้ปรุงอาหารทราบถึงวิธีการป้องกันอาหารเป็นพิษและความสำคัญของสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการเตรียมอาหารเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย หรือมีบาดแผลที่มือ”
  10. ความระมัดระวังพิเศษสำหรับกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องควรหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง เช่น เนื้อสัตว์ดิบและนมที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรส์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการอาหารเป็นพิษ (FAQ)

1. อาหารเป็นพิษ กี่วันถึงจะหายเป็นปกติ?

โดยทั่วไป อาการอาหารเป็นพิษระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง มักจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยอย่างเพียงพอ แต่หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง อาการอาจลากยาวไปถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์

2. เป็นอาหารเป็นพิษ ห้ามกินยาหยุดถ่าย จริงหรือไม่?

จริง การรับประทานยาหยุดถ่ายในขณะที่มีอาการอาหารเป็นพิษเป็นข้อห้ามที่สำคัญมาก เพราะการถ่ายเหลวคือกลไกของร่างกายที่พยายามขับเชื้อโรคและสารพิษออกจากลำไส้ การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคถูกกักเก็บและสะสมอยู่ในลำไส้นานขึ้น ส่งผลให้อาการแย่ลงและหายช้าลง

3. เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรกินอาหารประเภทไหน และห้ามกินอะไร?

ในช่วงที่ลำไส้กำลังอักเสบ ควรเน้นรับประทานอาหารอ่อนๆ รสจืด และย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุปใส และจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) เป็นระยะ สิ่งที่ต้องงดเด็ดขาดคือ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง นมและผลิตภัณฑ์จากนม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและทำให้ท้องเสียหนักขึ้น

Ref: spineinfo| emedicinehealth| hss | clevelandclinic

นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคปอดและทรวงอก

  • ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวชศาสตร์

  • รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคข้อและรูมาตอยด์

  • นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ

  • พญ. นวลศรี แตระกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. นิวัน กลิ่นงาม

    แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต

  • พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

  • ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว

    แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา

  • นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคภูมิแพ้