Key Takeaways
ออกกำลังกายได้ และส่งผลดีต่อปอด: ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดสามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของปอดได้เป็นอย่างดี
เน้นกีฬาที่มีช่วงพักและหายใจสะดวก: ควรเลือกกีฬาประเภท ว่ายน้ำ โยคะ เดินเร็ว หรือกีฬาที่มีการหยุดพักเป็นระยะ (เช่น แบดมินตัน) หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมต่อเนื่องยาวนานเกินไป
การเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญ: ต้องวอร์มอัพร่างกาย (Warm-up) อย่างน้อย 10-15 นาทีเสมอ เพื่อปรับสภาพหลอดลม และควรฝึกหายใจเข้าทางจมูกเพื่อกรองและปรับอุณหภูมิอากาศ
ประเมินสภาพแวดล้อมและพกยาเสมอ: ควรงดออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่มีฝุ่น PM2.5 สูง หรืออากาศเย็นจัด และที่สำคัญที่สุดคือต้องพกยาขยายหลอดลม (Inhaler) ติดตัวไว้เสมอ
การออกกำลังกายในคนภูมิแพ้หอบหืด ทำได้อย่างไร?
การออกกำลังกายในคนภูมิแพ้หอบหืด สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด หากเลือกกีฬาที่เหมาะสม เช่น ว่ายน้ำ โยคะ หรือเดินเร็ว โดยควรอบอุ่นร่างกายก่อน 10-15 นาที พกยาขยายหลอดลมติดตัวเสมอ หลีกเลี่ยงมลภาวะ ฝุ่นควัน และเน้นการหายใจทางจมูก เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพปอดและลดการอักเสบโดยไม่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
ความเหมาะสมของกีฬาต่อระบบทางเดินหายใจ
| ประเภทกีฬา | ระดับความเหมาะสม | เหตุผลและข้อดีต่อระบบทางเดินหายใจ |
|---|---|---|
| ว่ายน้ำ | ⭐⭐⭐⭐⭐ (แนะนำที่สุด) | มีความชื้นสูงและอากาศอบอุ่น ช่วยไม่ให้หลอดลมแห้งหรือตีบตัว |
| เดินเร็ว / ขี่จักรยาน | ⭐⭐⭐⭐ (แนะนำ) | เป็นคาร์ดิโอระดับปานกลาง สามารถควบคุมจังหวะการหายใจได้ง่าย |
| โยคะ | ⭐⭐⭐⭐ (แนะนำ) | ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าอก และฝึกการหายใจลึกอย่างเป็นระบบ |
| แบดมินตัน / เทนนิส | ⭐⭐⭐ (ทำได้) | เป็นกีฬาที่มีการหยุดพักเป็นช่วงๆ ทำให้ร่างกายไม่ต้องรับภาระหนักต่อเนื่อง |
| วิ่งมาราธอน / วิ่งระยะไกล | ⚠️ (ควรหลีกเลี่ยง/ระมัดระวัง) | เป็นการออกกำลังกายที่หักโหมและต่อเนื่องยาวนาน อาจกระตุ้นให้หอบหืดกำเริbได้ |
แนะนำการออกกำลังอย่างไรในคนหอบหืด
การออกกำลังกายมีประโยชน์ในโรคหอบหืด นอกจากจะลดความเสี่ยงการเป็นหอบหืดยังช่วยทำให้อาการหอบหืดลดลงด้วย เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย หัวใจ และสมรรถภาพปอด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
แนะนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที สม่ำเสมอ ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับความหนักปานกลางหรือ 75 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับกิจกรรมที่มีความหนักสูง มีการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 1-2 วันต่อสัปดาห์
พบว่าการออกกำลังกายที่ต่อเนื่องเฉลี่ย 18 สัปดาห์ขึ้นไป จะทำให้อาการหอบหืดดีขึ้นได้ ทั้งนี้ก่อนการออกกำลังกายควรมีการใช้ยาควบคุมอาการอย่างสม่ำเสมอและอาการโรคสงบ ควรมีการ warm-up และ cool down ความแรงของการออกกำลังไม่แรงเกินไปจนเกิดอาการกำเริบ ระวังการออกกำจะลังกายในที่แห้งและเย็น หรือบริเวณที่มีฝุ่นมลภาวะ ซึ่งจะสามารถทำให้โรคหืดกำเริบได้
การออกกำลังกระตุ้นในเกิดอาการหอบหืดได้หรือไม่
ในบางรายอาจมีการกำเริบจากการออกกำลังกายได้หรือเรียกว่า Exercise-induced bronchoconstriction (EIB) พบได้ร้อยละ 5-20 โดยจะมีอาการหอบหลังออกกำลังกาย 5-15 นาที คำแนะนำในการออกกำลังกายในคนกลุ่มนี้ ให้ใช้ยาพ่นขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์เร็ว เช่น Salbuterol หรือ Formoterol พ่น 15 นาทีก่อนออกกกำลังกาย และสามารถใช้ซ้ำเพื่อบรรเทาอาการได้
ภาวะอ้วนและโรคหอบหืด
ภาวะโรคอ้วนนั้นส่งผลต่อหอบหืดหลายทาง ตั้งแต่ด้านสรีระ ภาวะอ้วนส่งผลการเคลื่อนไหวต่อผนังทรวงอก ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive sleep apnea), อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนกระตุ้นการหดเกร็งของหลอดลม (Reflux-induced bronchoconstriction) และยังทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายผ่านกลไกทางภูมิคุ้มกันต่างๆ แนะนำเส้นรอบเอวผู้ชายไม่เกิน 36 นิ้ว และผู้หญิงไม่เกิน 32 นิ้ว โดยดัชนีมวลกาย (Bobby mass index; BMI) ไม่เกิน 23
กฎเหล็ก 4 ข้อ ก่อนเริ่มออกกำลังกาย
เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดลมตีบเฉียบพลันหรือเกิดอาการหอบหืดกำเริบ ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:
1. เตรียมความพร้อมร่างกาย (Warm-up): ห้ามละเลยการอบอุ่นร่างกายเด็ดขาด ควรใช้เวลาอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อให้หลอดลมและปอดค่อยๆ ปรับสภาพรับมือกับการทำงานที่หนักขึ้น
2. เปลี่ยนมาหายใจทางจมูก: การหายใจเข้าทางจมูกแทนการอ้าปาก จะช่วยปรับอุณหภูมิของอากาศให้มีความอบอุ่นและชื้นขึ้น รวมถึงช่วยกรองฝุ่นละอองก่อนที่อากาศจะเดินทางเข้าสู่ปอด
3. พกยาขยายหลอดลม (Inhaler) เสมอ: แม้จะควบคุมอาการได้ดีแล้ว แต่ผู้ป่วยควรพกยาพ่นฉุกเฉินติดตัวไว้ใกล้ๆ ทุกครั้งขณะทำกิจกรรม
4. เช็กสภาพอากาศก่อนออกสเต็ป: หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่สภาพอากาศเย็น แห้ง หรือมีปริมาณฝุ่น PM2.5 และละอองเกสรในระดับสูง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยกระตุ้นชั้นดี
หากคุณหรือคนที่คุณรักต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับแผนการออกกำลังกาย หรือต้องการประเมินสมรรถภาพปอดอย่างละเอียด สามารถเข้ามารับการดูแลได้ที่ คลินิกและศูนย์รักษาภูมิแพ้ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
- Jihad Alwarith, Hana Kahleova, Lee Crosby, Alexa Brooks, Lizoralia Brandon, Susan M. Levin, and Neal D. Barnard. The role of nutrition in asthma prevention and treatment. Nutrition Reviews V R Vol. 0(0):1–11. doi: 10.1093/nutrit/nuaa005
- Laurent Guilleminault, Evan J. Williams, Hayley A. Scott, Bronwyn S. Berthon, Megan Jensen and Lisa G. Wood. Diet and Asthma: Is It Time to Adapt Our Message? Nutrients 2017, 9, 1227; doi:10.3390/nu9111227
- Dietary Reference Intake for Thais 2020 สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- Hemila H. Vitamin C and asthma. J Allergy Clin Immunol 2014; 134:1216.
- อรพรรณ โพชนุกูล. Non-pharmacological Therapy for Asthma.
- Bentzon AK, Loehde LW, Backer V, et al. The long-term effect of an exercise and diet intervention in asthma patients: a 1-year follow-up on a randomised controlled trial. ERJ Open Res 2019; 5: 00032-2019 [https://doi.org/10.1183/23120541.00032-2019].
บทความโดย
แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC)