โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยกว่า 5.2 ล้านคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป หรือคิดเป็น 1 ใน 11 คน กำลังป่วยด้วยโรคเบาหวาน ที่น่าวิตกคือมากกว่า 40% ไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคนี้ และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากถึง 200 รายต่อวัน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโรคเบาหวานไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคล แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติที่ต้องได้รับความสนใจและการจัดการอย่างจริงจัง
เรียนรู้เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือใช้อินซูลินได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ (ภาวะดื้ออินซูลิน)
อินซูลินเปรียบเสมือน “กุญแจ” ที่ช่วยให้น้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อกุญแจนี้ทำงานผิดปกติ น้ำตาลจึงสะสมอยู่ในเลือดและไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้อย่างเหมาะสม
หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการควบคุมหรือรักษา จะส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะการสร้างความเสียหายแก่หลอดเลือด ไต สมอง หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่นๆ
ชนิดของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก แต่ละชนิดมีสาเหตุและวิธีรักษาที่แตกต่างกัน
เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)
- เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเองทำลายเซลล์เบตาในตับอ่อนที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลิน ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย
- พบมากในเด็กและวัยรุ่น แต่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกวัย
- ผู้ป่วยต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิตเพื่อทดแทนอินซูลินที่ร่างกายผลิตไม่ได้
- คิดเป็นประมาณ 5-10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด
เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
- พบมากที่สุดในประเทศไทย คิดเป็นมากกว่า 90% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด
- เกิดจากการที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ร่วมกับการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่เพียงพอ
- พบมากในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
- การรักษาเริ่มต้นด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และอาจต้องรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์และมักจะหายไปหลังคลอด แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในภายหลัง
โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร
การเข้าใจปัจจัยเสี่ยงจะช่วยให้เราสามารถป้องกันโรคเบาหวาน โดยเฉพาะชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้:
- ประวัติครอบครัว: มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
- อายุ: โดยเฉพาะอายุ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ
- เชื้อชาติ: บางเชื้อชาติมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น เอเชีย แอฟริกัน อเมริกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้:
- น้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยเฉพาะการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง
- การมีชีวิตแบบขาดการเคลื่อนไหว (Sedentary lifestyle)
- การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารหวาน มัน เค็ม หรืออาหารจานด่วน
- ความดันโลหิตสูง (≥140/90 mmHg)
- ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะ HDL ต่ำ (<35 mg/dL) หรือไตรกลีเซอไรด์สูง (≥250 mg/dL)
ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้หญิง:
- มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- มีประวัติคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 4 กิโลกรัม
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็ว
รู้จักสัญญาณเตือนของโรคเบาหวาน
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของโรคเบาหวานคือ “ไม่มีอาการ” ในระยะแรก หรือมีอาการที่ไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าป่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างชัดเจน จะเริ่มมีอาการที่เรียกว่า “4P” ซึ่งได้แก่:
อาการหลักของโรคเบาหวาน:
- Polyuria (ปัสสาวะบ่อย) – ปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าปกติ แม้ในเวลากลางคืน เนื่องจากไตพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย
- Polydipsia (กระหายน้ำบ่อย) – รู้สึกกระหายน้ำอย่างผิดปกติ คอแห้ง ปากแห้ง เพราะร่างกายสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย
- Polyphagia (หิวบ่อย) – รู้สึกหิวบ่อยกว่าปกติ แม้จะรับประทานอาหารแล้ว เพราะเซลล์ไม่ได้รับพลังงานจากน้ำตาล
- น้ำหนักลด – น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วแม้รับประทานอาหารมากขึ้น
อาการอื่นๆ ที่ควรสังเกต:
- ความเพลีย อ่อนแรง ไม่มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ
- แผลหายช้ากว่าปกติ หรือติดเชื้อบ่อย
- ตามัว มองเห็นไม่ชัด โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำตาลขึ้นลง
- ชาหรือเจ็บที่ปลายมือปลายเท้า (อาการของภาวะแทรกซ้อนที่เส้นประสาท)
- คันตามตัว โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว การรักษาที่เริ่มต้นเร็วจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ผู้เป็นโรคเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง
โรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในระยะยาว ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท:
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (ระยะสั้น):
- ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมาก (Diabetic Ketoacidosis, Hyperglycemic Hyperosmolar State)
- ภาวะน้ำตาルในเลือดต่ำ (จากการใช้ยาหรืออินซูลินมากเกินไป)
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง (ระยะยาว):
- โรคหัวใจและหลอดเลือด – เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มากกว่าคนปกติ 2-4 เท่า
- โรคไตเสื่อม – โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการล้างไตในประเทศไทย
- ตาเสื่อม – อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด
- เส้นประสาทเสื่อม – ทำให้เกิดอาการชา เจ็บ ปลายมือปลายเท้า
- แผลเรื้อรังที่เท้า – อาจรุนแรงจนต้องตัดขา
- ติดเชื้อบ่อย – ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
- การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเป้าหมายจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานมีวิธีการอย่างไร
การวินิจฉัยโรคเบาหวานต้อยอยู่กับการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาล โดยมีวิธีการหลายแบบ:
- การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG)
- อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- ระดับปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dL
- ระดับก่อนเบาหวาน: 100-125 mg/dL
- วินิจฉัยเบาหวาน: 126 mg/dL ขึ้นไป
- การตรวจน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาล (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)
- ดื่มน้ำตาล 75 กรัม แล้วตรวจเลือดหลัง 2 ชั่วโมง
- ระดับปกติ: น้อยกว่า 140 mg/dL
- ระดับก่อนเบาหวาน: 140-199 mg/dL
- วินิจฉัยเบาหวาน: 200 mg/dL ขึ้นไป
- การตรวจ HbA1c (Hemoglobin A1c)
- สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
- ระดับปกติ: น้อยกว่า 5.7%
- ระดับก่อนเบาหวาน: 5.7-6.4%
- วินิจฉัยเบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป
- การตรวจน้ำตาลในเลือดแบบสุ่ม
- ตรวจได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องอดอาหาร
- หากมีอาการของเบาหวานและผลตรวจ ≥200 mg/dL ถือว่าเป็นเบาหวาน
แพทย์อาจใช้การตรวจมากกว่า 1 วิธีเพื่อยืนยันการวินิจฉัย และควรทำการตรวจซ้ำในวันอื่นเพื่อความแน่ใจ
มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคเบาหวาน
การรักษาโรคเบาหวานมีเป้าหมายหลักคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี
เป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาล:
- น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร: 80-130 mg/dL
- น้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง: น้อยกว่า 180 mg/dL
- HbA1c: น้อยกว่า 7% (อาจปรับเป้าหมายตามแต่ละราย)
วิธีการรักษา:
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เป็นรากฐานสำคัญที่สุด)
- การควบคุมอาหาร: เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมปริมาณ และเวลาการรับประทาน
- การออกกำลังกาย: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ทั้งแบบแอโรบิกและแบบฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ
- การควบคุมน้ำหนัก: ลดน้ำหนัก 5-10% ของน้ำหนักตัวสามารถช่วยปรับปรุงการควบคุมน้ำตาลได้มาก
- การรักษาด้วยยา สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 มียาหลายกลุ่ม เช่น:
- Metformin (ยาขั้นแรก สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่)
- Sulfonylureas
- DPP-4 inhibitors
- SGLT-2 inhibitors
- GLP-1 receptor agonists
- การฉีดอินซูลิน
- จำเป็นสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกราย
- อาจจำเป็นสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 บางราย เมื่อยารับประทานไม่เพียงพอ
เราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย สามารถป้องกันได้มากถึง 90% หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังนี้:
การรักษาน้ำหนักตัว รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตามดัชนีมวลกาย (BMI) 18.5-22.9 สำหรับคนไทย หากน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ก็สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกรับประทานอาหาร
- เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ที่ไม่หวานมาก และธัญพืชเต็มเมล็ด
- ลดอาหารหวาน น้ำหวาน ขนมหวาน และอาหารที่มีแป้งขัดสีขาว
- จำกัดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น หนังไก่ เนื้อติดมัน เนย นมเต็มไขมัน
- หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ที่พบในขนมปังกรอบ ขนมอบบางชนิด และอาหารทอดแช่แข็ง
- หมายเหตุ: อาหารทะเลอย่างปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของเบาหวาน ควรรับประทานในปริมาณพอดี
การออกกำลังกาย ออกกำลังกายความเข้มปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิก
การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง
- งดสูบบุหรี่สมบูรณ์
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
- จัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนเพียงพอ ทำสมาधิ หรือโยคะ
การตรวจสุขภาพเป็นระยะ ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน มีน้ำหนักเกิน มีความดันโลหิตสูง หรือมีไขมันในเลือดผิดปกติ
แนวทางในการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
การเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน
- รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
- รับประทานผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำให้มากขึ้น
- รับประทานโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้
- หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
- หลีกเลี่ยงน้ำตาล ขนมหวานและน้ำหวาน
ความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานกับโรคหัวใจ
ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า เนื่องจาก:
กลไกการเกิดโรค
- น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำลายผิวในของหลอดเลือด
- ทำให้เกิดการอักเสบและการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด
- หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันง่าย นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดสมองตีบ
การป้องกันควบคู่กัน
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเป้าหมาย (HbA1c ต่ำกว่า 7%)
- ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท
- ควบคุมระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL ให้ต่ำกว่า 100 mg/dL
- เลิกสูบบุหรี่
- รับประทานยาป้องกันลิ่มเลือดตามคำแนะนำของแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
- โรคเบาหวานรักษาหายขาดได้หรือไม่
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากตับอ่อนหยุดผลิตอินซูลิน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต
สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 แม้จะ “รักษาหายขาด” ไม่ได้ แต่สามารถ “ควบคุมให้เป็นปกติ” ได้ หากผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง เช่น ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่เหมาะสม อาจสามารถหยุดยาได้ในบางราย แต่ต้องติดตามและ
- ผู้ป่วยเบาหวานกินผลไม้ได้หรือไม่
กินได้แน่นอน แต่ต้องเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม:
- ผลไม้ที่แนะนำ: ฝรั่ง แอปเปิล ส้ม เกรปฟรุต มะละกอดิบ แตงกวา
- ผลไม้ที่ควรระวัง: ลำไย ลิ้นจี่ เงาะ องุ่น สับปะรด กล้วยน้ำว้า
- ปริมาณที่เหมาะสม: วันละ 2-3 ส่วน (1 ส่วน = ผลไม้ขนาดเท่าลูกเทนนิส)
- เวลาที่เหมาะสม: ระหว่างมื้ออาหาร หรือหลังออกกำลังกาย
- โรคเบาหวานถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่
มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมอย่างมาก:
- หากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็น 10-15%
- หากพ่อแม่ทั้งคู่เป็นเบาหวาน ลูกมีโอกาสเป็นสูงถึง 30-50%
- แต่การมีพันธุกรรมไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแน่นอน การดูแลสุขภาพที่ดีสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้
- ควรตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน
สำหรับคนปกติ:
- อายุ 35 ปีขึ้นไป: ตรวจน้ำตาลในเลือดอย่างน้อย 3 ปีครั้ง
- มีปัจจัยเสี่ยง: ตรวจทุกปี
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน:
- ตรวจ HbA1c ทุก 3-6 เดือน
- ตรวจตาทุกปี (เพื่อป้องกันจอตาเสื่อม)
- ตรวจไตทุกปี (เพื่อป้องกันไตเสื่อม)
- ตรวจเท้าทุกครั้งที่พบแพทย์
สรุป
โรคเบาหวานเป็นโรคที่สามารถป้องกันและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเรามีความรู้และความตระหนักในการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักตัวในเกณฑ์ปกติ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ และการติดตามดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอร่วมกับทีมแพทย์ เพื่อให้เราสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสุขภาพแข็งแรงไปจนถึงวัยสูงอายุ
Ref: clevelandclinic
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
นพ. จรัน มาลฮอตรา
ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
เวชปฏิบัติทั่วไป -
รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคปอดและทรวงอก -
ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวชศาสตร์ -
รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคข้อและรูมาตอยด์ -
นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง
แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทวิทยา -
นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ -
พญ. นวลศรี แตระกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
พญ. นิวัน กลิ่นงาม
แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต
ความชำนาญพิเศษ
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต -
พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น -
ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว
แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด
ความชำนาญพิเศษ
วิสัญญีวิทยา -
นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคภูมิแพ้