โรคเยื่อบุตาอักเสบ
หรือ ตาแดง
- สาเหตุ
- การป้องกัน
- การรักษา
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ ที่มีความบอบบางเป็นอย่างมาก ดังนั้น สิ่งแปลกปลอมหรือการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือภาวะตาแดงและนำไปสู่อาการเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้ ถึงแม้ว่า อาการเยื่อบุตาอักเสบ จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย แต่หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มมีอาการ ก็จะทำให้ภาวะตาแดงทุเลาลงและผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วยิ่งขึ้น
โรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjuctivitis)
โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง เป็นอาการอักเสบที่เกิดในส่วนของเยื่อบุตาขาว จนทำให้ตาขาวเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงอ่อน หรือสีแดงจัด ขึ้นอยู่กับระดับการอักเสบ ซึ่งโรคตาแดง เกิดจากการติดเชื้อ โดยหลักๆ มักเป็นเชื้อโรคประเภทไวรัสและแบคทีเรีย แม้โรคตาแดงจะไม่ใช่โรคที่รุนแรง แต่ก็เป็นโรคติดต่อที่ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็ว ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยที่อาจเผลอสัมผัสที่ดวงตาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงการไอจามรดกัน การใช้สิ่งของร่วมกันหรือการได้รับเชื้อโดยตรงจากพาพะนำโรค เช่น แมลงวัน แมลงหวี่ เป็นต้น
สาเหตุของการเป็น โรคเยื่อบุตาอักเสบ
โรคเยื่อบุตาอักเสบสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่
1. เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
อาการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการเจ็บคอและมีไข้สูง ไปจนถึงหายใจเหนื่อยร่วมด้วยได้ สามารถติดต่อจากการสัมผัส โดยเฉพาะเด็กเล็กที่เริ่มหยิบจับสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้เอง ซึ่งเชื้ออาจติดมากับมือ แล้วเผลอมาสัมผัสหน้า หรือขยี้ตาทำให้ได้รับเชื้อ เป็นสาเหตุที่เด็กเป็นโรคตาแดงง่ายและเป็นมากกว่าผู้ใหญ่
2. เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรีย
เชื้อแบคทีเรียบาง เช่น สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) และสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae) ช่น เเบคทีเรียแอนโคบาเตอร์ โรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสตาหรือสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อน ปัจจัยเสี่ยง คือการสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำตาจากผู้ป่วยที่มีโรคเยื่อบุตาอักเสบ อาการที่พบ เช่น ตาแดง ตามออย ตามอยเป็นมลพิษ และการระคายเคืองในตา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบ เช่น
- การใช้สารเคมี การสัมผัสสารเคมีที่อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเยื่อบุตาอักเสบ เช่น สารเคมีในเครื่องสำอาง สารเคมีในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ หรือสารเคมีในสระว่ายน้ำ
- การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์หรือในวัยหมดประจำเดือน อาจทำให้เกิดการเยื่อบุตาอักเสบได้เช่นกัน
- ภูมิแพ้ การแพ้ต่อสิ่งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละอองโดยเฉพาะ ฝุ่นPM 2.5 ที่มีขนาดเล็กและยากต่อการหลีกเลี่ยงหากใช้ชีวิตในที่เสี่ยง เช่น แหล่งชุมชนแออัด ชุมชนเมือง รวมถึงแหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่มีการก่อสร้าง
- สภาพแวดล้อม การสัมผัสสิ่งต้องห้ามหรือสิ่งที่ทำให้ตามีการระคายเคือง เช่น ควันหรือฝุ่นอากาศ การสวมแว่นตาหรือเลนส์ตาที่ไม่สะอาดหรือไม่เหมาะสม
การป้องกันการเกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสตาด้วยมือไม่สะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือตามากที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการแตะตาด้วยมือที่ไม่สะอาด
- ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนและหลังสัมผัสตาหรือใช้สินค้าสำหรับตา
- อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่อันตรายต่อสายตา: หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองต่อตา เช่น ควันหรือฝุ่น อากาศที่แห้งและมีสารตะกั่ว
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสายตาร่วมกับผู้อื่น: หลีกเลี่ยงการใช้แชร์สินค้าสำหรับตา เช่น เลนส์ตา แว่นตา หรือสินค้าสำหรับเคล็ดลับตากับผู้อื่น เนื่องจากอาจเป็นทางการนำเชื้อโรคจากบุคคลอื่นมาสู่ตาของคุณ
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับตา: หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในตาโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้าผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้สิ่งของเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในช่วงที่มีตาแดงระบาด
การดูแลสุขภาพตาในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีประวัติเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบ
- ใช้ยารักษาตามอาการ ตาแดงจากไวรัสส่วนใหญ่จะหายได้เอง โดยใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาตามอาการ เช่น หากมีอาการอักเสบมาก อาจรับประทานยาลดอาการอักเสบ หากมีอาการเจ็บตา อาจรับประทานยาแก้ปวด หากมีอาการคัน อาจรับประทานยาแก้คัน เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ให้รู้สึกสบายตามากขึ้น
- ใช้ยาปฏิชีวนะ หากเป็นตาแดงจากแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เพื่อลดความรุนแรงและร่นระยะเวลาของอาการ ทำให้หายป่วยได้ไวขึ้น และยังลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนได้ด้วย
- หยุดเรียน ลางาน ควรหยุดเรียน หรือกรณีที่ทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ควรลางาน อย่างน้อย 3 วัน และอยู่บ้านรักษาตัวให้อาการดีขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่เพื่อนร่วมคลาส เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ผู้ป่วยพบปะตามพื้นที่สาธารณะ
- พักการใช้สายตา และควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อลดอาการปวด และยังช่วยให้ดวงตาฟื้นฟูสภาพได้เร็วขึ้น นอกจากนี้เมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้ว จะทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
- งดใส่คอนแทคเลนส์ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์และมีอาการตาแดงจากการติดเชื้อ ไม่ควรนำคอนแทคเลนส์เก่ามาใช้ใหม่ และควรงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 1 เดือน
- ประคบเย็นบริเวณดวงตา หากมีอาการตาบวมและคันตา สามารถประคบดวงตาด้วยความเย็น เพื่อช่วยลดอาการบวมและการระคายเคือง
- สวมแว่นกันแดด หากต้องออกจากบ้าน ควรสวมแว่นกันแดด เพื่อลดอาการระคายเคืองแสงแดด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบ
- เด็กและผู้สูงอายุ เพราะเด็กจะรับเชื้อได้ง่ายจากที่โรงเรียนซึ่งมีคนจำนวนมาก ส่วนผู้สูงอายุจะติดเชื้อได้ง่ายเพราะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไป
- มีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ผู้ป่วยไข้หวัด
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
- ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอได้
- ผู้ที่เปลือกตาอักเสบ อาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้
- อยู่ในที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น บนรถไฟฟ้า ค่ายทหาร และโรงเรียนประจำ
สรุป
รคเยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดง) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้ตาขาวเป็นสีแดง การป้องกันหลักคือการล้างมือและหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วม ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น ใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย และให้พักผ่อน