Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

หยุดมะเร็งลำไส้ใหญ่… ตัดวงจรโรคร้ายตั้งแต่ระยะ “ติ่งเนื้อ” ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy)

Stop Colon Cancer with Colonoscopy Screening | BNH Hospital
Colorectal Cancer Screening • BNH Hospital

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจให้พบก่อน ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรทั่วโลก แต่ในทางการแพทย์ โรคนี้มีจุดสำคัญคือสามารถป้องกันได้ และมีโอกาสรักษาหายสูง หากตรวจพบตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ข้อมูลสถานการณ์สุขภาพในปี 2568–2569 ชี้ให้เห็นว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ควรตระหนักและไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเข้ารับการตรวจ เพราะระยะเริ่มต้นมักไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน
44 ผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยต่อวันในประเทศไทย
15 ผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อวันในประเทศไทย
46.1% ของผู้ป่วยไทยมักตรวจพบเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 4
  • อันดับความรุนแรง: เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ในชายไทย และอันดับ 3 ในหญิงไทย
  • แนวโน้มเพิ่มขึ้น: อุบัติการณ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยลง อันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตแบบตะวันตก
  • ตรวจช้า ความเสี่ยงสูง: หากตรวจพบในระยะแพร่กระจาย อัตรารอดชีวิต 5 ปีลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการตรวจพบในระยะเริ่มต้น

อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี ตามระยะที่ตรวจพบ

ระยะที่ตรวจพบ โอกาสรอดชีวิต 5 ปี คำแนะนำทางการแพทย์
ระยะเริ่มแรก (Localized) สูงถึง 91.5% มักตรวจพบจากการส่องกล้องคัดกรอง แม้ไม่มีอาการ
ระยะลุกลามเข้าใกล้เคียง (Regional) ประมาณ 60–80% เซลล์เริ่มกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
ระยะแพร่กระจาย (Distant) เหลือเพียง 10–16% เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังตับหรือปอด
จากสถิติ ความแตกต่างระหว่างการตรวจพบในระยะแรกกับระยะแพร่กระจาย คือโอกาสรอดชีวิตที่ต่างกันถึง 8–9 เท่า การส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อ (Polypectomy) จึงไม่ใช่แค่การตรวจ แต่คือการตัดโอกาสที่ตัวเลขสถิติเหล่านี้จะกลายเป็นคุณ

1. กลไกการเกิดโรค: จาก “ติ่งเนื้อ” สู่ “มะเร็ง”

มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีกระบวนการดำเนินโรคที่ใช้เวลายาวนาน โดยกว่า 70–90% ของมะเร็งลำไส้ใหญ่พัฒนามาจากติ่งเนื้อชนิด Adenomatous Polyp ซึ่งงอกผิดปกติบริเวณเยื่อบุผนังลำไส้ ในระยะแรก ติ่งเนื้อเหล่านี้จะเป็นเพียงเนื้องอกธรรมดา (Benign Tumour) ที่ไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เซลล์ในติ่งเนื้ออาจเกิดการกลายพันธุ์สะสมจนพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง (Carcinoma) ซึ่งกระบวนการนี้มักใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 5–10 ปี

5–10 ปี คือ “หน้าต่างแห่งโอกาส”

ระยะเวลานี้เป็นช่วงสำคัญที่เปิดโอกาสให้แพทย์สามารถค้นหาและจัดการกับติ่งเนื้อได้ก่อนที่มะเร็งจะก่อตัว การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคอย่างแท้จริง

2. ทำไมการส่องกล้องลำไส้ใหญ่จึงเป็นมาตรฐานทองคำ?

ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายวิธี เช่น การตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test: FOBT) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT Colonography) แต่การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ยังคงเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Gold Standard ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประสิทธิภาพการวินิจฉัย

ด้วยเทคโนโลยีส่องกล้องสมัยใหม่จากประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ระบบ AI-Assisted Colonoscopy ร่วมกับ NBI (Narrow Band Imaging) ช่วยเพิ่มความคมชัดของหลอดเลือดบนผิวเนื้อเยื่อ ทำให้แพทย์สามารถคัดกรองและแยกแยะประเภทของติ่งเนื้อได้อย่างแม่นยำ แม้มีขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร หรือเป็นติ่งเนื้อชนิดแบนที่มองเห็นยากด้วยแสงปกติ

ประสิทธิภาพการรักษา

การส่องกล้องเป็นวิธีที่สามารถ “ตรวจพบและรักษาได้ทันที” (See and Treat) หากแพทย์พบติ่งเนื้อ สามารถใช้เครื่องมือพิเศษผ่านสายกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อออก (Polypectomy) และส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในการทำหัตถการครั้งเดียว

3. ใครควรเข้ารับการคัดกรองด้วยการส่องกล้อง?

กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป (Average Risk)

บุคคลทั่วไปทั้งชายและหญิง ควรเริ่มเข้ารับการส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุครบ 45 ปี และแม้ว่าผลตรวจจะปกติ ก็ยังควรตรวจซ้ำทุก 5–10 ปี ตามดุลยพินิจของแพทย์

กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Risk)

ควรเริ่มคัดกรองเร็วกว่ากำหนด หรือมีความถี่ในการตรวจมากขึ้น หากมีปัจจัยต่อไปนี้
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือตรวจพบติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง
  • มีประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) เช่น Crohn’s Disease หรือ Ulcerative Colitis
  • มีโรคทางพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น FAP (Familial Adenomatous Polyposis) หรือ Lynch Syndrome

กลุ่มที่มีสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms)

หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการ แต่ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาส่องกล้องทันทีโดยไม่เกี่ยงอายุ
  • มีเลือดสดหรือเลือดสีคล้ำปนมากับอุจจาระ
  • พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงเรื้อรัง เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย หรืออุจจาระลำเล็กลง
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือตรวจพบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
  • ปวดท้องเรื้อรัง หรือคลำพบก้อนในช่องท้อง

4. ความปลอดภัยและการเตรียมตัวก่อนทำหัตถการ

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงและสร้างความเจ็บปวดน้อยมาก หัตถการนี้มักทำภายใต้การให้ยาระงับความรู้สึก (Sedation) ผู้ป่วยจะอยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น หรือหลับลึกอย่างปลอดภัยตลอดการตรวจ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที ส่วนสำคัญที่สุดคือการเตรียมลำไส้ (Bowel Preparation) ด้วยการรับประทานยาระบายตามแพทย์สั่ง เพื่อล้างอุจจาระให้หมดจด ลำไส้ที่สะอาดจะช่วยให้แพทย์มองเห็นรอยโรคขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำ และลดอัตราการตรวจพลาด (Missed Rate)
ที่โรงพยาบาล BNH มีบริการ One Day Service พร้อมทีมพยาบาลช่วยดูแลการเตรียมลำไส้อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจและลดโอกาสการตรวจพลาด

เจาะลึกเทคโนโลยีความแม่นยำสูง: AI & NBI จากญี่ปุ่น

ที่โรงพยาบาล BNH มีการยกระดับการตรวจคัดกรองด้วยนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดอัตราการตรวจพลาด (Missed Rate) ให้เหลือน้อยที่สุด

AI (Artificial Intelligence)

ทำหน้าที่เป็น “ดวงตาที่สอง” ให้กับแพทย์ โดยระบบจะช่วยสแกนและส่งสัญญาณเตือนทันทีที่พบความผิดปกติในลำไส้ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจพบติ่งเนื้อ หรือ Adenoma Detection Rate ได้สูงขึ้น

NBI (Narrow Band Imaging)

เทคโนโลยีการส่องกล้องด้วยแสงสีเขียวและน้ำเงินเข้ม ช่วยให้เห็นรายละเอียดของโครงสร้างหลอดเลือด (Vascular Pattern) บนติ่งเนื้อได้อย่างชัดเจน ทำให้แพทย์ประเมินลักษณะความเสี่ยงของติ่งเนื้อได้แม่นยำยิ่งขึ้น

สรุปข้อคิดทางคลินิก

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ป้องกันได้ หากผู้ป่วยมีความตระหนักรู้และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างถูกวิธีและทันเวลา การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ไม่เพียงช่วยค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น แต่ยังเป็นหัตถการที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการตัดติ่งเนื้อ
การลงทุนเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเข้ารับการตรวจ อาจหมายถึงการรักษาคุณภาพชีวิตและต่อลมหายใจไปได้อีกหลายสิบปี

แบบประเมินความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่เบื้องต้น

ลองตรวจสอบสุขภาพของคุณและคนใกล้ชิด หากมีข้อใดข้อหนึ่งตรงกับคุณ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการส่องกล้องคัดกรอง
หัวข้อการประเมิน รายละเอียดความเสี่ยง มี / ใช่ ไม่มี / ไม่ใช่
1. เกณฑ์อายุ คุณมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือไม่?
2. ประวัติครอบครัว มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อหรือไม่?
3. ระบบขับถ่าย อุจจาระมีเลือดปน หรือมีลักษณะเล็กลงเท่าแท่งดินสอหรือไม่?
4. พฤติกรรมขับถ่าย มีอาการท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดบ่อย ๆ หรือไม่?
5. อาการทางร่างกาย ปวดท้องเรื้อรัง แน่นท้อง ท้องอืด หรือคลำพบก้อนในช่องท้องหรือไม่?
6. สัญญาณเตือนอื่น ๆ น้ำหนักลดลงผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะซีด/โลหิตจางหรือไม่?
7. พฤติกรรมเสี่ยง สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย หรือรับประทานเนื้อแดง/เนื้อแปรรูปเป็นประจำหรือไม่?

การแปลผลเบื้องต้น

  • หากคุณตอบ “มี/ใช่” ในข้อ 1 อายุ 45 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการอื่น แนะนำให้หาเวลาเข้าตรวจคัดกรองตามมาตรฐานการป้องกันล่วงหน้า
  • หากคุณตอบ “มี/ใช่” ในข้อ 2 ประวัติครอบครัว คุณมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มตรวจคัดกรองเร็วกว่าเกณฑ์ปกติ
  • หากคุณตอบ “มี/ใช่” ในข้อ 3–6 ถือเป็นสัญญาณเตือน (Red Flags) ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องโดยเร็วที่สุด
การทำ Check-list นี้เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น “การไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค” เพราะติ่งเนื้อในระยะเริ่มแรกมักไม่ส่งสัญญาณใด ๆ การส่องกล้อง (Colonoscopy) จึงเป็นวิธีที่ช่วยยืนยันความปลอดภัยได้อย่างแม่นยำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เจ็บไหม ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานหรือไม่?
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงและแทบไม่สร้างความเจ็บปวด เนื่องจากทำภายใต้การให้ยาระงับความรู้สึก (Sedation) ผู้ป่วยจะหลับสบายตลอดการตรวจ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที หลังจากการตรวจและตื่นดีแล้ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เหมาะกับวัยทำงานที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วแบบ One Day Service
ไม่มีอาการผิดปกติ จำเป็นต้องคัดกรองมะเร็งลำไส้หรือไม่?
จำเป็น เพราะติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการใด ๆ แนวทางทางการแพทย์สากลในปัจจุบันแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป เริ่มเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ แม้จะไม่มีอาการก็ตาม เพื่อค้นหาและจัดการความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลาม
หากแพทย์ตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ ต้องผ่าตัดใหญ่หรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ หากแพทย์พบติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง สามารถใช้เครื่องมือพิเศษผ่านสายกล้องเพื่อตัดออกได้ทันทีในคราวเดียวกัน (See and Treat) หัตถการนี้เรียกว่า Polypectomy ซึ่งช่วยตัดวงจรความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก
กังวลเรื่องการกินยาระบายและการเตรียมลำไส้ มีวิธีที่สะดวกกว่าทำเองที่บ้านไหม?
ความกังวลเรื่องการเตรียมลำไส้เป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันมีบริการดูแลการเตรียมลำไส้ที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะ มีห้องพักส่วนตัวและทีมพยาบาลเฉพาะทางคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยลดความกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำระหว่างเดินทาง หรือการเตรียมลำไส้ไม่สะอาดซึ่งอาจทำให้ต้องตรวจซ้ำ

จุดเด่นของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โรงพยาบาลบีเอ็นเอชมุ่งเน้นคุณภาพและความแม่นยำในการตรวจคัดกรองลำไส้ใหญ่ โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือ อัตราการตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ (Adenoma Detection Rate: ADR) ซึ่งสะท้อนถึงความละเอียดในการค้นหาติ่งเนื้อชนิดอะดีโนมา ที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต

สถิติ ADR ของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช

ข้อมูลการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ระหว่างปี 2021–2025 พบว่า มีอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล
อัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ (ADR) กลุ่มผู้เข้ารับการตรวจ
40% ทุกกลุ่มอายุ
45% อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
หมายเหตุ: สถิติดังกล่าวของ BNH Hospital ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (ASGE) อยู่ที่ 35%

มาตรฐานการบริการและเทคโนโลยีที่ BNH

เพื่อให้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีความแม่นยำ ปลอดภัย และสะดวกสบายสำหรับผู้เข้ารับบริการ โรงพยาบาลบีเอ็นเอชให้ความสำคัญกับมาตรฐานการดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนตรวจ การส่องกล้อง ไปจนถึงการวางแผนดูแลรักษาหากพบความผิดปกติ

เทคโนโลยีขั้นสูง

ใช้เทคโนโลยีส่องกล้อง AI และ NBI จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจหารอยโรค ติ่งเนื้อขนาดเล็ก หรือติ่งเนื้อชนิดแบนที่อาจมองเห็นได้ยากด้วยแสงปกติ

ทีมผู้เชี่ยวชาญ

ดูแลโดยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร ที่มีความชำนาญในการดูแลผู้เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในทุกขั้นตอน

ความเป็นส่วนตัวและสะดวกสบาย

มีห้องเตรียมลำไส้แบบส่วนตัว ช่วยลดความกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำระหว่างการเตรียมตัว และช่วยให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

บริการ One Day Service

สามารถเตรียมลำไส้และเข้ารับการส่องกล้องจบได้ภายในวันเดียว โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและบริหารเวลาได้ง่าย

การรักษาต่อเนื่อง

หากตรวจพบความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ รอยโรค หรือภาวะที่ต้องติดตามเพิ่มเติม แพทย์สามารถวางแผนการดูแลรักษาแบบครบวงจรได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
“การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงการตรวจหาโรค แต่คือการค้นหา ป้องกัน และลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

ให้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และแม่นยำ

ดูแลโดยศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบีเอ็นเอช พร้อมเทคโนโลยี AI และ NBI ทีมแพทย์เฉพาะทาง และบริการ One Day Service เพื่อการตรวจคัดกรองที่สะดวกและมั่นใจมากขึ้น

Reference Note: ข้อมูลสถิติอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ อ้างอิงจากรายงานสถิติทะเบียนมะเร็งประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และฐานข้อมูลมะเร็งโลก (GLOBOCAN) โดยองค์การอนามัยโลก ประจำปี 2568–2569

บทความโดย

นพ. สุเทพ วนิชผล

อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร

ให้ "การส่องกล้องทางเดินอาหาร" ของคุณเป็นเรื่องง่าย❗️

หมดกังวลเรื่องคิวนาน ! แผนก Digestive Care Centre โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

✔️บริการเต็มรูปแบบทุกวัน ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น เราก็พร้อมให้บริการส่องกล้องทางเดินอาหารแบบครบวงจรทุกวัน

✔️ สะดวกและมั่นใจ ด้วยการเตรียมลำไส้ในช่วงเช้า และเข้ารับการส่องกล้องในช่วงบ่าย
✔️ ดูแลพิเศษ โดยพยาบาลผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนของการเตรียมลำไส้
✔️ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับการเตรียมลำไส้

ข้อดีของการส่องกล้องที่โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

  • มีทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ทางระบบทางเดินอาหาร คอยดูแลอย่างใกล้ชิด 
  • มีเครื่องมือที่ทันสมัย ส่องกล้องด้วย AI และ NBI เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
  • มีห้องพักสำหรับการเตรียมตัวส่องกล้องแบบส่วนตัว หมดความกังวลแม้คุณมาเองเพียงลำพัง
  • ทีมพยาบาลเฉพาะทางดูแลและเตรียมยาระบายให้ท่านตามกระบวนการและเวลาที่เหมาะสม หมดกังวลเรื่องถ่ายยาก ถ่ายไม่หมด หรือปวดขับถ่ายระหว่างเดินทาง
  • หากตรวจพบความผิดปกติสามารถดูแล รักษาได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
  • มีการติดตามอาการหลังส่องกล้อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยของเราปลอดภัย
  • สะดวก สบาย ครบ จบใน 1 วัน ทั้งการเตรียมลำไส้และการส่องกล้อง

ช่องทางการซื้อแพ็กเกจ

ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ที่ LINE