Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

วิธีเช็กอาการไข้และสัญญาณที่ต้องรีบพามาพบหมอเด็ก

ลูกไข้สูง 3-5 วันไม่ลด อันตรายไหม? วิธีเช็กอาการไข้และสัญญาณที่ต้องรีบพามาพบหมอเด็ก

สรุปสาระสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่

  • ไข้สูง 3-5 วันคือจุดเปลี่ยนสำคัญ: การมีไข้ในวันแรกๆ อาจเกิดจากไข้หวัดธรรมดาหรือกระเพาะลำไส้อักเสบ แต่ถ้าเข้าสู่วันที่ 3-5 แล้วไข้ยังไม่ลดลง ช่วงนี้ถือเป็นระยะสำคัญที่ต้องสังเกตอาการโรคใกล้ชิด หากอาการของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารไม่ชัดเจน ควรเฝ้าระวังอาการโรคอันตราย เช่น ไข้เลือดออก โรคคาวาซากิ เป็นต้น ควบคู่ไปด้วย
  • ระวังภาวะขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย: เมื่อลูกไข้สูง มักกินได้น้อยลงและเสียน้ำจากการระเหยทางผิวหนัง (insensible water loss) พ่อแม่ต้องสังเกตอาการปากแห้งแตก ขอบตาลึกโหล และปัสสาวะเข้ม หรือออกน้อยกว่าปกติ ซึ่งอันตรายไม่แพ้ตัวโรคติดเชื้อ
  • จดบันทึกจำนวนวันที่มีไข้: จำนวนวันที่เปลี่ยนไปช่วยให้คุณหมอวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น เพราะธรรมชาติการทำงานของเชื้อโรคแต่ละชนิดจะมีอาการแสดงของไข้ในแง่ของจำนวนวันที่มีไข้และระดับอุณหภูมิไข้ที่แตกต่างกัน

อาการตัวร้อนเป็นไข้เป็นกลไกธรรมชาติเมื่อร่างกายของลูกน้อยกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ “ลูกไข้สูง 3-5 วัน” หรือทานยาแก้ไข้ เช็ดตัวแล้วไข้ก็ยังไม่ลดลง ความกังวลใจของพ่อแม่ย่อมทวีความรุนแรงขึ้น คำถามที่ตามมาคือ อาการไข้แบบไหนที่ยังรอได้ และแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องส่งตัวถึงมือแพทย์ทันที

ในเรื่องความสำคัญของระยะเวลาในการมีไข้ พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ รพ. BNH ได้อธิบายไว้ว่า

“วันที่ 1 วันที่ 5 หรือวันที่ 7 ของไข้ มันไม่เหมือนกัน สาเหตุโรคติดเชื้ออาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อระยะเวลามีไข้ยาวนานมากขึ้น หรือถ้าพบสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใดแล้ว แต่การดำเนินโรคยาวนาน ไข้ไม่ลดลง เราต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งอาจทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย”

การเข้าใจกลไกและวิธีนับวันไข้จึงเป็นเกราะคุ้มกันชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้องและมีสติ

1. ทำไมจำนวนวันที่มีไข้ ถึงบอกความรุนแรงของโรคในเด็กได้?

เวลาที่ลูกป่วย พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะกังวลกับ “ตัวเลขความร้อน” บนปรอทวัดไข้ เช่น ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส แต่ในมุมของ หมอโรคติดเชื้อในเด็ก สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันและสำคัญไม่แพ้กันคือ “จำนวนวันที่มีไข้ต่อเนื่อง” เพราะสาเหตุโรคติดเชื้ออาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อระยะเวลามีไข้ยาวนานมากขึ้น

ระยะไข้วันที่ 1-3: ช่วงกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

สาเหตุไข้ระยะเฉียบพลัน (acute fever) ในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ร่างกายกำลังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้เกิดอาการไข้

 

ดังนั้น การให้ยาลดไข้และเช็ดตัวลดไข้เป็นการรักษาเพื่อบรรเทาความไม่สุขสบายตัวของเด็ก ไม่ใช้การรักษาที่สาเหตุของโรค อย่างไรก็ตามการให้ยาลดไข้และเช็ดตัวลดไข้เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ที่บ้าน หากระหว่างมีไข้ ลูกยังร่าเริงดี ทานอาหาร น้ำ นมได้ปกติ และไข้ลดลงหายไปภายใน 2-3 วัน ส่วนใหญ่สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ไม่รุนแรง และระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกสามารถจัดการเชื้อโรคให้หมดไปเองได้

ระยะไข้วันที่ 3-5 ขึ้นไป: ช่วงเฝ้าระวังโรคอันตราย

หากลูกไข้สูงมากกว่า 3-5 วันแล้วไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หรือไข้กลับมาสูงเรื่อยๆ ทันทีที่ยาหมดฤทธิ์ ช่วงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสาเหตุโรคติดเชื้ออาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อระยะเวลามีไข้ยาวนานมากขึ้น หรืออาจเกิดจากโรคที่ทำให้เกิดไข้ได้แต่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น autoinflammatory/autoimmune disease, malignant neoplasm เป็นต้น

 

หรือถ้าพบสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใดแล้ว แต่การดำเนินโรคยาวนาน ไข้ไม่ลดลง จะต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา การมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยละเอียด และอาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมจะช่วยหาสาเหตุของไข้ที่แท้จริงได้

2. สัญญาณร่างกายขาดน้ำเมื่อลูกไข้สูง อาการแฝงที่พ่อแม่ต้องรีบเช็ก

เมื่อลูกมีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือ ลูกจะเบื่ออาหาร เจ็บคอ และปฏิเสธการกินนมหรือน้ำ ประกอบกับการเสียน้ำจากการระเหยทางผิวหนัง (insensible water loss) จากพิษไข้ ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิด “ภาวะขาดน้ำ” อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาการนี้อันตรายและสามารถทำให้ลูกทรุดลงได้ไวกว่าตัวโรคติดเชื้อเอง

เพื่อความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ควรรีบเช็กสัญญาณเตือนร่างกายขาดน้ำของลูกน้อย และสามารถประสานงานรับคำแนะนำเพิ่มเติมร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางด้าน โภชนาการเด็ก รพ. BNH หากพบอาการดังต่อไปนี้:

  • ริมฝีปากแห้งผาก: ปากแห้ง แตก ไม่มีน้ำลายในช่องปาก 
  • ปัสสาวะน้อยและสีเข้มจัด: ลูกปัสสาวะออกน้อย หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง และปัสสาวะที่ออกมีสีเหลืองเข้มจัด
  • ขอบตาลึกโหล: ดวงตาดูโหล ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเวลาที่ลูกร้องไห้
  • ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น: เมื่อลองดึงผิวหนังบริเวณท้องของลูกขึ้นมาเบาๆ แล้วปล่อย ผิวหนังจะคืนตัวช้า

3. ไข้สูงต่อเนื่องไม่ลด เสี่ยงเป็นโรคแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง?

หากผ่านพ้นช่วงลูกไข้สูง 3 วันไปแล้ว และเข้าสู่วันที่ 4 หรือวันที่ 5 โดยไข้ยังคงไม่ลดลงเลย คุณหมอโรคติดเชื้อจะต้องเริ่มทำการประเมินคัดกรองโรคติดเชื้อซับซ้อน หรือโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กทั่วๆไป 

ยกตัวอย่างโรคสำคัญที่ไม่ควรพลาดการวินิจฉัย:

  • ไข้เลือดออก: มักมีไข้สูงลอย 39-40 องศาเซลเซียส ทานยาลดไข้แต่ไข้ไม่ค่อยลดลง อาจมีอาการปวดท้อง อาเจียน หรือมีจุดเลือดออกตามตัว
  • โรคคาวาซากิ: มักพบในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน-5 ปี เกณฑ์การวินิจฉัยคือไม่พบสาเหตุจากโรคอื่นๆที่อธิบายอาการได้ ร่วมกับมีไข้สูงติดต่อกันตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป ร่วมกับมีอาการตาแดง ปากแดง ลิ้นแดงสตรอว์เบอร์รี ต่อมน้ำเหลืองคอโต และมือเท้าบวมหรือลอก ซึ่งหากวินิจฉัยล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดหัวใจได้

(หากลูกมีไข้สูงนานเกิน 3-5 วัน และยังหาสาเหตุไม่พบ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านแนวทางการสืบค้นโรคและวิธีรักษาเชิงลึกได้ที่บทความ ลูกเป็นไข้สูงนานเกิน 3-5 วัน หาสาเหตุไม่เจอ บทบาทของหมอโรคติดเชื้อในการไขคำตอบเพื่อรักษาลูกรัก)

การดูแลอย่างใกล้ชิดและตรงจุดเพื่อความปลอดภัยของลูกรัก

การดูแลเด็กที่มีไข้สูงต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในทุกช่วงเวลา เพราะอาการป่วยของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกไข้สูง 3-5 วันขึ้นไป หรือเริ่มมีอาการซึม งอแงผิดปกติ ไม่ยอมทานอาหาร ดื่มนมหรือน้ำ การพามารับการตรวจวินิจฉัยทันทีคือสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด

 

ที่ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาล BNH (ย่านสาทร-สีลม กรุงเทพฯ) เราพร้อมให้การดูแลและคัดกรองโรคติดเชื้อซับซ้อนในเด็กด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานร่วมกันแบบองค์รวม เพื่อให้ลูกน้อยกลับมาแข็งแรงและปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว

บทความโดย

ผศ. พญ. พิณทิพย์ สุชาติลิขิตวงศ์

แผนกกุมารเวช

สาขาเฉพาะทาง

กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับอาการลูกไข้สูงไม่ลด

ถาม: ลูกไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส ทานยาแก้ไข้ตามรอบแล้วไข้ยังไม่ลดลงเลย ควรทำอย่างไร?

ตอบ: ในช่วงวันแรกๆ ของการติดเชื้อ ไข้อาจจะลดลงยากหลังจากทานยา สิ่งสำคัญคือการ "เช็ดตัวลดไข้" อย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าขนหนูนุ่มชุบน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดสวนทิศทางรูขุมขน เน้นบริเวณข้อพับ ซอกคอ และหน้าอก เพื่อช่วยระบายความร้อน หากไข้สูง 3-5 วันขึ้นไป หรือลูกมีอาการซึม หายใจหอบ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที

ถาม: การป้อนยาแก้ไข้บ่อยกว่าทุก 4 ชั่วโมง ในกรณีที่ลูกไข้ขึ้นสูงเร็ว มีอันตรายหรือไม่?

ตอบ: มีอันตรายและห้ามทำเด็ดขาด การป้อนยาแก้ไข้กลุ่มพาราเซตามอลบ่อยเกินไป (ถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง) หรือป้อนเกินขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็ก จะส่งผลเสียต่อตับของลูกโดยตรง หากป้อนยาไปแล้วไข้ยังขึ้นสูงภายในเวลาอันสั้น ให้เน้นการเช็ดตัวลดไข้เป็นหลัก และหากไข้ยังไม่ลง สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาแก้ไข้กลุ่มอื่นสลับตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

บทความเกี่ยวกับโรคติดเชื้อในเด็ก