อีสุกอีใสคืออะไร สาเหตุของโรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดในภายหลัง
ไวรัสนี้แพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางลมหายใจ เช่น การไอ จาม หรือการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำใสหรือของเหลวจากตุ่มผื่นของผู้ป่วย รวมถึงการใช้ของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ
หลังจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน (โดยเฉลี่ย 14-16 วัน) ก่อนที่อาการจะเริ่มแสดงออก
โรคอีสุกอีใสสามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในเด็ก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือชุมชนที่มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก
สภาพอากาศเย็นในช่วงฤดูหนาวมักทำให้โรคระบาดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไวรัสมีความทนทานต่อสภาพอากาศเย็น
อาการของอีสุกอีใส
อาการเริ่มแรกของอีสุกอีใส
อาการเริ่มแรกของโรคอีสุกอีใสมักเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อไวรัสประมาณ 10-21 วัน โดยจะเริ่มจากอาการทั่วไปที่คล้ายไข้หวัด เช่น
มีไข้ต่ำ ๆ หรือไข้สูงได้ในบางราย
ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ
รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
อาจมีอาการไอแห้งหรือคันคอร่วมด้วย
อาการอีสุกอีใสในเด็ก
อาการมักเริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ หรือไข้สูงได้ประมาณ 1-2 วัน
มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
หลังจากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นตามใบหน้า ลำตัว หลัง และลามไปทั่วร่างกาย
ผื่นแดงที่เกิดจากโรคอีสุกอีใสจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสที่คันมาก และแตกเป็นแผลก่อนจะตกสะเก็ดในเวลาต่อมา
อาการโดยรวมมักไม่รุนแรง และเด็กส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ดีภายใน 7-10 วัน
อาจมีอาการไอแห้งหรือคันคอร่วมด้วยในบางราย
อาการอีสุกอีใสในผู้ใหญ่
อาการมักรุนแรงกว่าเด็ก มีไข้สูง ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามตัวมากกว่า
ผื่นแดงและตุ่มน้ำใสมีจำนวนมากขึ้น และอาจลุกลามทั่วร่างกาย รวมถึงเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ช่องปาก ลำคอ
มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่ผื่น การอักเสบปอด หรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
อาการคันรุนแรงและรู้สึกไม่สบายตัวมากกว่าเด็ก
ระยะเวลาหายช้ากว่าเด็ก อาจนานกว่า 10 วัน
อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคอีสุกอีใสมีความหลากหลายและบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและสำคัญ ได้แก่
- การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง เช่น การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ ทำให้ตุ่มผื่นกลายเป็นตุ่มหนองและอาจเกิดแผลเป็น
- โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์
- สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือการอักเสบของสมอง ที่อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและพิการถาวร
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกาย
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
- ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ จากไข้สูงและอาการอาเจียน
- โรคเรย์ซินโดรม (Reye’s Syndrome) ซึ่งอาจเกิดในเด็กหรือวัยรุ่นที่รับประทานยาแอสไพรินในช่วงที่เป็นอีสุกอีใส
- การประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติจากสมองส่วนซีรีเบลลัม
- ภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ เช่น การติดเชื้อที่ทารกในครรภ์ อาจทำให้เกิดความพิการหรือแท้ง
- ผู้ป่วยที่มีไข้สูงนานกว่า 4 วัน ไอ หอบเหนื่อย หรือมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
งูสวัดคืออะไร งูสวัดเกิดจากอะไร และอาการทั่วไปของงูสวัด
งูสวัด (Herpes Zoster) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสนี้จะยังคงซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกของร่างกายโดยไม่แสดงอาการเป็นเวลาหลายปี
เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่จะตื่นขึ้นมาแบ่งตัวและแพร่กระจายไปตามเส้นประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและปวดตามแนวเส้นประสาท พร้อมกับมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาทนั้น ๆ ซึ่งมักพบบริเวณเอว คอ หน้า หรือใบหน้า โดยผื่นจะขึ้นเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งของร่างกายเท่านั้น
อาการของงูสวัดเริ่มแรกมักมีอาการปวดแสบ ปวดร้อน หรือปวดแปลบบริเวณผิวหนังที่จะมีผื่นขึ้นก่อนประมาณ 2-4 วัน ตามด้วยผื่นตุ่มน้ำใสที่เจ็บและคัน อาจมีไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียร่วมด้วย
งูสวัดกี่วันหาย โดยทั่วไปผื่นและตุ่มน้ำจะหายภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหายแล้ว (Postherpetic Neuralgia) ซึ่งอาจคงอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือปี
วิธีรักษาอีสุกอีใส
การรักษาโรคอีสุกอีใสจะเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีการ
ใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยปกติ ยกเว้นกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยวิธีรักษาอีสุกอีใสสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่แนะนำมีดังนี้
1. รักษาตามอาการ
- หากมีไข้ ให้เช็ดตัวและใช้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
- ใช้ยาทาแก้คัน เช่น คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) หรือยาต้านฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคันจากผื่นตุ่มน้ำใส
- ตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาผื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
- รักษาความสะอาดร่างกาย อาบน้ำและล้างมือบ่อย ๆ เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
- พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
2. การแยกผู้ป่วย
- ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดหมดแล้ว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- แยกใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
3. ยาต้านไวรัส
แพทย์อาจพิจารณาสั่ง ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ใหญ่ หรือเด็กที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค
ยาต้านไวรัสควรเริ่มใช้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
4. การดูแลพิเศษในกลุ่มเสี่ยง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหญิงตั้งครรภ์ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม
อาจต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลหากมีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน
5. การป้องกัน
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค
วัคซีนควรฉีดตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มกระตุ้นในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น
การดูแลตัวเองที่บ้านสำหรับอีสุกอีใส
หลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะตุ่มน้ำใส เพราะจะทำให้เกิดแผลและเพิ่มโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรีย
ตัดเล็บให้สั้น เพื่อช่วยลดการเกาและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
รักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำและล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสตุ่มน้ำ
พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยร่างกายฟื้นตัว
แยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น จนกว่าผื่นจะแห้งและตกสะเก็ด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ใช้ยาทาแก้คัน เช่น คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) หรือยาต้านฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคัน
เช็ดตัวเพื่อลดไข้ หากมีไข้ให้ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่น
ยาแก้ไอแบบเม็ดและยาลดไข้เด็กที่เหมาะสม: สำหรับเด็กที่มีอาการไอแห้งหรือคันคอ สามารถใช้ ยาแก้ไอแบบเม็ดที่เหมาะสมกับวัย ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
ใช้ยาลดไข้เด็ก เช่น พาราเซตามอลชนิดเม็ดหรือชนิดน้ำ ตามน้ำหนักตัวและอายุของเด็ก เพื่อควบคุมไข้และบรรเทาอาการไม่สบายตัว
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสารที่อาจเป็นอันตรายกับเด็ก
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ไอหรือยาลดไข้ในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
คำแนะนำสำหรับผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นอีสุกอีใส
สำหรับเด็ก
ตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการเกาและลดโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
ใช้ ยาแก้คัน เช่น คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) หรือยาต้านฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคัน
หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่มน้ำใส เพราะจะทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงติดเชื้อ
รักษาความสะอาดร่างกาย อาบน้ำด้วยสบู่ยาฆ่าเชื้อและล้างมือบ่อย ๆ
พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว
แยกเด็กที่เป็นอีสุกอีใสออกจากเด็กคนอื่นจนกว่าผื่นจะตกสะเก็ดหมดแล้ว
หากมีไข้สูงเกิน 38.9 องศาเซลเซียส หรือไข้เกิน 4 วัน ควรพาไปพบแพทย์
สำหรับผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ที่เป็นอีสุกอีใสมักมีอาการรุนแรงกว่า ควรดูแลอย่างใกล้ชิด
ใช้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน และยากลุ่ม NSAIDs ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ
หากมีอาการรุนแรงหรือผื่นลุกลามมาก ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ ยาต้านไวรัส (Acyclovir) เพื่อช่วยลดระยะเวลาของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
รักษาความสะอาดผิวหนังและหลีกเลี่ยงการเกาผื่น
พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ
แยกตัวจากผู้อื่นจนกว่าผื่นจะตกสะเก็ดหมด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
การป้องกันภาวะแทรกซ้อน
การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
วิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อนมีดังนี้:
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคและลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนได้
ใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) หากแพทย์วินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะสั่งยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) โดยควรเริ่มใช้ยาภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากผื่นขึ้น เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ในกรณีที่มีไข้ ควรใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลแทนการใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากยาแอสไพรินอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น กลุ่มอาการเรย์ (Reye’s Syndrome) ในเด็กและวัยรุ่น
สังเกตอาการผิดปกติ หากผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนานกว่า 4 วัน, ไอ, หอบเหนื่อย, หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
รักษาความสะอาด ควรตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มที่คัน เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนังได้
แยกผู้ป่วย ควรแยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่น และแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อซ้ำในผู้อื่น
การฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสและงูสวัด
วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสและงูสวัดเป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคจากไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส
สำหรับเด็กที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็นหรือฉีดวัคซีนมาก่อน
เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ฉีด 2 เข็ม เข็มแรกเมื่ออายุ 12-18 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี (หรือห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือนในกรณีฉีดก่อน 4 ปี)
เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
ประสิทธิภาพ: ช่วยป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ประมาณ 90-99% และลดความรุนแรงของโรคในกรณีติดเชื้อ
วิธีฉีด: ฉีดวัคซีนขนาด 0.5 มล. เข้าใต้ผิวหนังหรือเข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขนในเด็กโตและผู้ใหญ่ หรือบริเวณหน้าขาในเด็กเล็ก
ผลข้างเคียง: อาจมีผื่นคล้ายอีสุกอีใสขึ้นรอบบริเวณที่ฉีด หรืออาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายเองภายใน 5-7 วัน
วัคซีนป้องกันงูสวัด
สำหรับผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงภูมิคุ้มกันต่ำที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน
ชนิดวัคซีน:
วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Zostavax) ฉีด 1 เข็ม
วัคซีนชนิดซับยูนิต (Shingrix) ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน
ประสิทธิภาพ: ลดโอกาสเกิดโรคงูสวัดและภาวะปวดเส้นประสาทหลังงูสวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อควรระวัง
ผู้ที่แพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบบางชนิด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้ง
สรุป:
โรคอีสุกอีใสและงูสวัดเกิดจากไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เดียวกัน โดยอีสุกอีใสเป็นการติดเชื้อครั้งแรกที่มักพบในเด็ก มีอาการไข้ ผื่นแดงและตุ่มน้ำใสทั่วร่างกาย ส่วนงูสวัดเกิดจากไวรัสที่แฝงตัวในปมประสาทและกำเริบเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำใสเรียงตามแนวเส้นประสาท พร้อมอาการปวดแสบปวดร้อน การรักษาอีสุกอีใสเน้นบรรเทาอาการ เช่น ลดไข้และแก้คัน ส่วนผู้ใหญ่หรือกลุ่มเสี่ยงที่เป็นอีสุกอีใสอาจได้รับยาต้านไวรัสเพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาโรค งูสวัดรักษาด้วยยาต้านไวรัสและยาบรรเทาปวด การฉีดวัคซีนป้องกันทั้งสองโรคเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน ควรรักษาความสะอาดและแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติ
Ref: Mayoclinic, Mahidol, Pediatric Infectious Disease Society of Thailand
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
นพ. จรัน มาลฮอตรา
ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
เวชปฏิบัติทั่วไป -
รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคปอดและทรวงอก -
ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวชศาสตร์ -
รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคข้อและรูมาตอยด์ -
นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง
แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทวิทยา -
นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ -
พญ. นวลศรี แตระกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
พญ. นิวัน กลิ่นงาม
แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต
ความชำนาญพิเศษ
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต -
พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น -
ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว
แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด
ความชำนาญพิเศษ
วิสัญญีวิทยา -
นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคภูมิแพ้