Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

✨Translated by AI

สัญญาณเตือน.. มะเร็งเต้านม

เชื่อหรือไม่ว่า มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของหญิงไทย

และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในผู้หญิงโดยจะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี และเป็นโรคที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงการเกิดมีอยู่หลายข้อ เช่น อายุที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือปัจจัยทางพันธุกรรม 

 

เต้านม ประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม ไขมัน เส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง เต้านมวางอยู่บนกล้ามเนื้อหน้าอกและซี่โครง มีหน้าที่ในการสร้างน้ำนม โดยเต้านมจะขยายขนาดตอบสนองกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่เป็นหลัก

 

มะเร็งเต้านมเกิดเนื่องการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอก โดยหากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะโตขึ้นและกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ก่อนที่จะกระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

 

ดังนั้น การสังเกตตัวเองแจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ และได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

สังเกตตัวเองง่ายๆ ว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่

  • ลักษณะรูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น บวมหรือบุ๋มลงไป
  • ผิวเต้านมมีรอยแดง, ผื่นแดงร้อนบวมหนาคล้ายเปลือกส้ม, แผลเปิดที่รักษาไม่หายที่เต้านม, แผลหรือผื่นรอบหัวนมที่รักษาไม่หายขาด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอีกครั้ง เนื่องจากอาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแล้ว
  • คลำพบก้อนผิดปกติที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้ สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเป็นประจำ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังรอบเดือนหมด ประมาณ 1 สัปดาห์
  • มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น มีรอยบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม รวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป เนื่องจากอาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  • มีของเหลวไหลออกจากหัวนม โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลนั้นมีสีคล้ายเลือด และออกจากหัวนมเพียงรูเดียว
  • ปวดเต้านมที่ไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน หรือเจ็บอักเสบบริเวณเต้านม หากคลำพบก้อนเนื้อร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที

อาการปวดเต้านมแบบไหน ถึงเรียกว่าผิดปกติ?

อาการปวดเต้านมของผู้หญิง เป็นหนึ่งในอาการเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดอาการขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยอาการปวดเต้านม สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

  1. อาการปวดเต้านมในช่วงที่เป็นประจำเดือน : เป็นอาการปวดที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป เกิดเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยมักมีอาการเกิดขึ้นช่วงไข่ตกจนถึงช่วงที่เริ่มมีประจำเดือน อาจปวดทั่ว ๆ ข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีปวดร้าวมาที่รักแร้ได้
  2. อาการปวดเต้านมในช่วงที่ไม่ได้เป็นประจำเดือน : อาการมักปวดตลอดเวลา หรือมีตำแหน่งที่ปวดเป็นพิเศษ สาเหตุอาจเกิดจาก ความผิดปกติของเต้านมเอง เช่น มะเร็งเต้านม, มีก้อนเนื้องอกที่เต้านม, ผลข้างเคียงจากการเสริมเต้านม เป็นต้น

เราสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้อย่างไรบ้าง?

  • เเมมโมแกรม (mammogram)

เป็นการตรวจที่มีความไวมากกว่าการคลำ สามารถตรวจพบก้อนมะเร็งขนาดเล็กๆได้ อาจทำร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ (ultrasonography) ในคนไข้ที่เนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น 

 

การตรวจทางรังสีชนิดพิเศษคล้ายกับการตรวจเอกซเรย์ ด้วยเทคโนโลยีแมมโมแกรม 3 มิติ ภาพเอกซเรย์มีความคมชัด สามารถแยกความแตกต่างของไขมันและเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจพบก้อนเนื้อ เห็นความหนาแน่นของเนื้อเต้านมที่ผิดปกติ สามารถระบุตำแหน่งและค้นหาความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป มีความปลอดภัยสูง  และ มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถือเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจพบหินปูน หรือรอยโรคที่มีขนาดเล็กได้ และใช้เวลาตรวจเพียง 30 นาที อีกทั้งยังไม่ต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำการตรวจได้

 

การตรวจแบบแมมโมแกรม มีข้อดีคือ ไม่มีรังสีตกค้างในร่างกายหลังตรวจเสร็จ ปริมาณรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยมักไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกาย นอกจากนี้ ภาพแมมโมแกรมช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็กได้ดีขึ้น มีผลให้สามารถเลือกวิธีการรักษาได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้



  • อัลตร้าซาวด์เต้านม

เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับขึ้นมาที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติกับก้อนในเต้านมได้ อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ว่า ก้อนในเต้านมนั้นมีองค์ประกอบเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ เพื่อแยกความผิดปกติของก้อนที่พบได้เบื้องต้น

เราควรตรวจมะเร็งเต้านมตอนอายุเท่าไหร่?

  1. เราควรตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  เมื่ออายุ 20 ปี ขึ้นไป
  2. ตรวจเต้านมโดยแพทย์ เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจทุก 3 ปี และหลังจากอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1 ปี
  3. ควรทำแมมโมแกรม และ/หรือ อัลตราซาวน์ ในช่วงอายุ 35- 40 ปี 1 ครั้ง  หลังจากอายุ 40 ปี เป็นต้นไป ควรทำทุก 1 – 2 ปี
  4. ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ ควรเริ่มทำการตรวจตั้งแต่อายุที่ญาติเป็น ลบออก 5 ปี
  5. ในรายที่มีความเสี่ยงสูง หรือเต้านมมีความหนาแน่นมาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้มีการค้นพบมะเร็งได้มากขึ้นกว่าการทำแมมโมแกรม การตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านม เราสามารถรักษาได้ไหม?

ปัจจุบัน เรามีวิธีการรักษามะเร็งเต้านมอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของโรค แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาหลายวิธีร่วมกันสำหรับผู้ป่วยบางราย 

 

  1. การผ่าตัดเต้านม – การผ่าตัดเพื่อการรักษามะเร็งเต้านมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมแบบทั้งเต้า หรือการผ่าเฉพาะก้อนมะเร็งออกร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ และยังคงสามารถรักษาความสวยงามและรูปร่างของเต้านมใกล้เคียงกับของเดิม 
  2. การใช้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) –  เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยออกฤทธิ์ทั่วร่างกายต่างจากการผ่าตัดซึ่งให้ผลเฉพาะที่ จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งเต้านมที่หลงเหลือหรือมีการหลุดรอดไปยังระบบอื่นๆ  ทั้งนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้อาจเกิดผลข้างเคียงกับคนไข้แตกต่างกันไปในแต่ละราย
  3. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการฉายแสง (Radiation Therapy) – เป็นการรักษาด้วยการใช้รังสีที่มีพลังงานสูงเพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง มักใช้การฉายแสงร่วมในกรณีที่ผู้ป่วยผ่าตัดแบบสงวนเต้า หรือผู้ป่วยที่มีมะเร็งลุกลามมาที่ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อหน้าอก โดยทั่วไปแล้ว เราจะใช้วิธีการฉายแสงร่วมกับการผ่าตัดเต้านม 
  4. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการใช้ยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy) – เนื่องจากเซลล์มะเร็งส่วนหนึ่ง จะถูกกระตุ้นได้จากฮอร์โมเพศหญิง ดังนั้น แพทย์ต้องทำการตรวจลักษณะของเซลล์มะเร็งก่อน หากตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมนจึงจะสามารถใช้ยาประเภทนี้รักษาได้ และต้องทานยาต่อเนื่อง 5-10 ปี
  5. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการใช้ยาแบบพุ่งเป้า (Targeted therapy) – โดยยาจะมีความจำเพาะเจาะจงในการหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยส่งผลต่อเซลล์ปกติของร่างกายเพียงเล็กน้อย จำเป็นต้องผ่านการตรวจลักษณะของเซลล์มะเร็งก่อนเช่นกัน

มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้น สาวๆ ทุกคนอย่าชะล่าใจควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และควรหมั่นเช็คและคอยสังเกตอาการผิดปกติบริเวณเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ หากพบหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที 

Ref: spineinfo| emedicinehealth| hss | clevelandclinic

นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ

สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ภาษาที่ใช้

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– วุฒิบัตรสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, 2534


– แพทย์ประจำบ้าน สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, มหาวิทยาลัยมหิดล, 2533
– แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
จันทร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
อังคาร 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
พฤหัสบดี 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
ศุกร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี