Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

สัญญาณเตือน.. มะเร็งเต้านม

เชื่อหรือไม่ว่า มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของหญิงไทย

และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในผู้หญิงโดยจะพบมากในช่วงอายุ 40 – 49 ปี และเป็นโรคที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงการเกิดมีอยู่หลายข้อ เช่น อายุที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือปัจจัยทางพันธุกรรม 

 

เต้านม ประกอบไปด้วยต่อมน้ำนม ท่อน้ำนม ไขมัน เส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง เต้านมวางอยู่บนกล้ามเนื้อหน้าอกและซี่โครง มีหน้าที่ในการสร้างน้ำนม โดยเต้านมจะขยายขนาดตอบสนองกับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่เป็นหลัก

 

มะเร็งเต้านมเกิดเนื่องการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้องอก โดยหากไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะโตขึ้นและกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ก่อนที่จะกระจายไปอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

 

ดังนั้น การสังเกตตัวเองแจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ และได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

สังเกตตัวเองง่ายๆ ว่าเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่

  • ลักษณะรูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น บวมหรือบุ๋มลงไป
  • ผิวเต้านมมีรอยแดง, ผื่นแดงร้อนบวมหนาคล้ายเปลือกส้ม, แผลเปิดที่รักษาไม่หายที่เต้านม, แผลหรือผื่นรอบหัวนมที่รักษาไม่หายขาด ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอีกครั้ง เนื่องจากอาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแล้ว
  • คลำพบก้อนผิดปกติที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้ สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเป็นประจำ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังรอบเดือนหมด ประมาณ 1 สัปดาห์
  • มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น มีรอยบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม รวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป เนื่องจากอาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
  • มีของเหลวไหลออกจากหัวนม โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลนั้นมีสีคล้ายเลือด และออกจากหัวนมเพียงรูเดียว
  • ปวดเต้านมที่ไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน หรือเจ็บอักเสบบริเวณเต้านม หากคลำพบก้อนเนื้อร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที

อาการปวดเต้านมแบบไหน ถึงเรียกว่าผิดปกติ?

อาการปวดเต้านมของผู้หญิง เป็นหนึ่งในอาการเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดอาการขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยอาการปวดเต้านม สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

  1. อาการปวดเต้านมในช่วงที่เป็นประจำเดือน : เป็นอาการปวดที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป เกิดเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยมักมีอาการเกิดขึ้นช่วงไข่ตกจนถึงช่วงที่เริ่มมีประจำเดือน อาจปวดทั่ว ๆ ข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีปวดร้าวมาที่รักแร้ได้
  2. อาการปวดเต้านมในช่วงที่ไม่ได้เป็นประจำเดือน : อาการมักปวดตลอดเวลา หรือมีตำแหน่งที่ปวดเป็นพิเศษ สาเหตุอาจเกิดจาก ความผิดปกติของเต้านมเอง เช่น มะเร็งเต้านม, มีก้อนเนื้องอกที่เต้านม, ผลข้างเคียงจากการเสริมเต้านม เป็นต้น

เราสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้อย่างไรบ้าง?

  • เเมมโมแกรม (mammogram)

เป็นการตรวจที่มีความไวมากกว่าการคลำ สามารถตรวจพบก้อนมะเร็งขนาดเล็กๆได้ อาจทำร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ (ultrasonography) ในคนไข้ที่เนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น 

 

การตรวจทางรังสีชนิดพิเศษคล้ายกับการตรวจเอกซเรย์ ด้วยเทคโนโลยีแมมโมแกรม 3 มิติ ภาพเอกซเรย์มีความคมชัด สามารถแยกความแตกต่างของไขมันและเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจพบก้อนเนื้อ เห็นความหนาแน่นของเนื้อเต้านมที่ผิดปกติ สามารถระบุตำแหน่งและค้นหาความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ใช้ปริมาณรังสีต่ำกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป มีความปลอดภัยสูง  และ มีประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถือเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจพบหินปูน หรือรอยโรคที่มีขนาดเล็กได้ และใช้เวลาตรวจเพียง 30 นาที อีกทั้งยังไม่ต้องงดน้ำและอาหารก่อนทำการตรวจได้

 

การตรวจแบบแมมโมแกรม มีข้อดีคือ ไม่มีรังสีตกค้างในร่างกายหลังตรวจเสร็จ ปริมาณรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยมักไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกาย นอกจากนี้ ภาพแมมโมแกรมช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็กได้ดีขึ้น มีผลให้สามารถเลือกวิธีการรักษาได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้



  • อัลตร้าซาวด์เต้านม

เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับขึ้นมาที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติกับก้อนในเต้านมได้ อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ว่า ก้อนในเต้านมนั้นมีองค์ประกอบเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ เพื่อแยกความผิดปกติของก้อนที่พบได้เบื้องต้น

เราควรตรวจมะเร็งเต้านมตอนอายุเท่าไหร่?

  1. เราควรตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  เมื่ออายุ 20 ปี ขึ้นไป
  2. ตรวจเต้านมโดยแพทย์ เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจทุก 3 ปี และหลังจากอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1 ปี
  3. ควรทำแมมโมแกรม และ/หรือ อัลตราซาวน์ ในช่วงอายุ 35- 40 ปี 1 ครั้ง  หลังจากอายุ 40 ปี เป็นต้นไป ควรทำทุก 1 – 2 ปี
  4. ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ ควรเริ่มทำการตรวจตั้งแต่อายุที่ญาติเป็น ลบออก 5 ปี
  5. ในรายที่มีความเสี่ยงสูง หรือเต้านมมีความหนาแน่นมาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้มีการค้นพบมะเร็งได้มากขึ้นกว่าการทำแมมโมแกรม การตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านม เราสามารถรักษาได้ไหม?

ปัจจุบัน เรามีวิธีการรักษามะเร็งเต้านมอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของโรค แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาหลายวิธีร่วมกันสำหรับผู้ป่วยบางราย 

 

  1. การผ่าตัดเต้านม – การผ่าตัดเพื่อการรักษามะเร็งเต้านมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านมแบบทั้งเต้า หรือการผ่าเฉพาะก้อนมะเร็งออกร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ และยังคงสามารถรักษาความสวยงามและรูปร่างของเต้านมใกล้เคียงกับของเดิม 
  2. การใช้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) –  เป็นการรักษาโดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยออกฤทธิ์ทั่วร่างกายต่างจากการผ่าตัดซึ่งให้ผลเฉพาะที่ จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งเต้านมที่หลงเหลือหรือมีการหลุดรอดไปยังระบบอื่นๆ  ทั้งนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้อาจเกิดผลข้างเคียงกับคนไข้แตกต่างกันไปในแต่ละราย
  3. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการฉายแสง (Radiation Therapy) – เป็นการรักษาด้วยการใช้รังสีที่มีพลังงานสูงเพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง มักใช้การฉายแสงร่วมในกรณีที่ผู้ป่วยผ่าตัดแบบสงวนเต้า หรือผู้ป่วยที่มีมะเร็งลุกลามมาที่ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อหน้าอก โดยทั่วไปแล้ว เราจะใช้วิธีการฉายแสงร่วมกับการผ่าตัดเต้านม 
  4. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการใช้ยาต้านฮอร์โมน (Hormonal Therapy) – เนื่องจากเซลล์มะเร็งส่วนหนึ่ง จะถูกกระตุ้นได้จากฮอร์โมเพศหญิง ดังนั้น แพทย์ต้องทำการตรวจลักษณะของเซลล์มะเร็งก่อน หากตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมนจึงจะสามารถใช้ยาประเภทนี้รักษาได้ และต้องทานยาต่อเนื่อง 5-10 ปี
  5. การรักษามะเร็งเต้านมโดยการใช้ยาแบบพุ่งเป้า (Targeted therapy) – โดยยาจะมีความจำเพาะเจาะจงในการหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยส่งผลต่อเซลล์ปกติของร่างกายเพียงเล็กน้อย จำเป็นต้องผ่านการตรวจลักษณะของเซลล์มะเร็งก่อนเช่นกัน

มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้น สาวๆ ทุกคนอย่าชะล่าใจควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และควรหมั่นเช็คและคอยสังเกตอาการผิดปกติบริเวณเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ หากพบหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที 

Ref: spineinfo| emedicinehealth| hss | clevelandclinic

นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

นพ. บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ

ศูนย์สุขภาพสตรี

ความชำนาญพิเศษ

สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ภาษาที่ใช้

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– วุฒิบัตรสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, 2534


– แพทย์ประจำบ้าน สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, มหาวิทยาลัยมหิดล, 2533
– แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
จันทร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
อังคาร 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
พฤหัสบดี 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี
ศุกร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์สุขภาพสตรี