Key Takeaways
เน้นอาหารต้านการอักเสบ: การทานผักผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี และโอเมก้า-3 ช่วยลดการอักเสบในปอดและระบบทางเดินหายใจ
ระวังสารตกค้างและสารปรุงแต่ง: สารซัลไฟต์ (Sulfite) ในผลไม้อบแห้งและไวน์ เป็นตัวการแฝงที่มักกระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบ
หลีกเลี่ยงนมวัวและของเย็น: ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองต่อนมวัวและอาหารเย็นจัด ทำให้เสมหะหรือน้ำมูกเหนียวข้นและระคายเคืองทางเดินหายใจ
ประเมินความเสี่ยงรายบุคคล: ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ตนเองมีประวัติแพ้อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันภาวะภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน
อาหารในคนโรคภูมิแพ้หอบหืด ควรเลือกทานอย่างไร?
อาหารในคนโรคภูมิแพ้หอบหืด ควรเน้นกลุ่มที่ช่วยลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ผักผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี และกรดไขมันโอเมก้า-3 พร้อมหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอาการอย่างสารซัลไฟต์ (Sulfite) อาหารแปรรูป นมวัว และเครื่องดื่มเย็นจัด การปรับโภชนาการอย่างตรงจุดจะช่วยควบคุมอาการหอบหืดและเสริมความแข็งแรงให้ปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปตารางโภชนาการ: อาหารที่ควรเน้น และ อาหารที่ควรเลี่ยง สำหรับผู้ป่วยหอบหืด
ตารางวิเคราะห์โภชนาการ: ผลลัพธ์ต่อโรคภูมิแพ้และหอบหืด
| หมวดหมู่อาหาร | แหล่งอาหารที่แนะนำ / ควรหลีกเลี่ยง | ผลลัพธ์ต่อโรคภูมิแพ้และหอบหืด |
|---|---|---|
|
ควรเน้น อาหารต้านอักเสบ |
ผักผลไม้สด (ส้ม, แอปเปิ้ล), ปลาทะเลน้ำลึก (แซลมอน), ธัญพืชไม่ขัดสี | มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบในปอด และเสริมภูมิคุ้มกันในลำไส้ |
|
ควรเน้น แหล่งวิตามินดี |
ไข่แดง, ปลาแซลมอน, การรับแสงแดดยามเช้า | ชดเชยภาวะขาดวิตามินดีที่มักพบในผู้ป่วยหอบหืด ช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น |
|
ควรเลี่ยง อาหารกระตุ้นอาการ |
ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (นม, ชีส, โยเกิร์ต) | อาจกระตุ้นให้เกิดน้ำมูกและเสมหะมากขึ้น และทำให้ทางเดินหายใจระคายเคืองในผู้ป่วยบางราย |
|
ควรเลี่ยง สารปรุงแต่ง & อาหารแปรรูป |
สารซัลไฟต์ (ในผลไม้อบแห้ง, ไวน์), ฟาสต์ฟู้ดโซเดียมสูงและสารกันบูด | สามารถกระตุ้นอาการหอบหืดเฉียบพลันได้ |
การเลือกรับประทาน อาหารในคนโรคภูมิแพ้หอบหืด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ที่โรงพยาบาล BNH เราเชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และหอบหืดให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากการดูแลอย่างใกล้ชิดเสมือนคนในครอบครัว นอกเหนือจากการใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว “อาหาร” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันและลดความถี่ในการกำเริบของโรคได้
กลุ่มอาหารที่ควรเน้นรับประทาน (Foods to Eat)
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของปอดและลดภาวะอักเสบ เราขอแนะนำให้คุณเสริมอาหารเหล่านี้เข้าไปในมื้อประจำวัน:
ผักและผลไม้สด: อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ควรทานผัก 2-3 ถ้วย และผลไม้ 1.5-2 ถ้วยต่อวัน
กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3): พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน รวมไปถึงเมล็ดแฟลกซ์ และวอลนัท มีคุณสมบัติช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจโดยตรง
อาหารไฟเบอร์สูง และ วิตามินดี: ธัญพืชไม่ขัดสีช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันในลำไส้ ขณะที่วิตามินดี (พบในไข่แดง หรือจากการรับแสงแดดอ่อนๆ) จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอด
กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง (Foods to Avoid)
การปกป้องทางเดินหายใจจากสิ่งกระตุ้น เป็นสิ่งที่คุณหมอของเราเน้นย้ำเสมอ อาหารที่อาจแฝงตัวกระตุ้นอาการหอบหืด ได้แก่:
สารซัลไฟต์ (Sulfite): สารกันบูดประเภทหนึ่งที่พบมากในผลไม้อบแห้ง น้ำส้มสายชู และไวน์ มักทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงในผู้ที่ไวต่อสารนี้
ผลิตภัณฑ์จากนมวัว และ ของเย็นจัด: ในผู้ป่วยหลายราย นมวัวและของแช่เย็นมักทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้น ขับออกยาก และกระตุ้นอาการไอหอบ
อาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ด: เต็มไปด้วยโซเดียมและไขมันอิ่มตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบทางเดินหายใจในระยะยาว
หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการหอบหืดที่ควบคุมได้ยาก หรือสงสัยว่ามีภาวะแพ้อาหารแฝงร่วมด้วย สามารถเข้ารับการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดได้ที่ คลินิกและศูนย์รักษาเพื่อให้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินและวางแผนโภชนาการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ
อาหารและโรคหอบหืด
อาหารสามารถส่งผลต่ออาการภูมิแพ้และหอบหืดได้ อาหารประเภทผักผลไม้ กรดไขมันบางชนิดหรือ วิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระพบว่าส่งผล ลดการอักเสบในร่างกาย ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน และ มีผลต่อจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์เหล่านี้สร้างกรดไขมันสายสั้น (short chain fatty acids) ซึ่งส่งผลดีในการปรับภูมิคุ้มกัน
การแนะนำการรับประทานอาหารในโรคหอบหืด ดังนี้
กลุ่มอาหารประเภทผักและผลไม้
- การศึกษาพบว่าการกินอาหารที่มีกากใย เฉลี่ย 17.5-25 กรัมต่อวัน ทำให้คนหอบหืดมีค่าสมรรถภาพปอดสูงกว่า การรับประทานผักมากกว่า 5 หน่วยต่อสัปดาห์และผลไม้มากกว่า 2 หน่วยต่อสัปดาห์โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เป็นเวลานานกว่า 14 สัปดาห์ สัมพันธ์กับการควบคุมโรคหอบหืดได้ มีการกำเริบและมีอาการน้อยกว่า
- แนะนำให้รับประทานผลไม้อย่างน้อย 1.5–2 ถ้วยและผัก 2-3 ถ้วยต่อวัน บริโภคอาหารที่มีใยอาหารให้ได้ 25 กรัมต่อวัน จะสามารถลดการเกิดโรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยวมากกว่า 46.3 กรัมต่อวันสัมพันธ์กับอาการหืดที่ลดลงโดยเฉพาะประเภท แอปเปิ้ล และส้ม
- กากใยในอาหารพบมากใน ธัญชาติที่ไม่ผ่านการขัดสี รำข้าว ถั่วเมล็ดแห้งและเมล็ดพืช ผักผลไม้ที่ให้ใยอาหารสูงเช่น บรอคโคลี่ ผักโขม คะน้า กระหล่ำ แครอท ข้าวโพด มะละกอ กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล อะโวคาโด ฝรั่ง ตัวอย่างปริมาณใยอาหาร เช่น ผักกวางตุ้ง 2.3 กรัมต่อ 100 กรัม, ผักบุ้งจีน 2.9 กรัมต่อ 100 กรัม, กล้วยน้ำว้า 2.4 กรัมต่อ 100 กรัม, ฝรั่ง 3.7 กรัมต่อ 100 กรัม, ส้ม 1.6 กรัมต่อ 100 กรัม
รูปแบบของอาหาร (Dietary pattern)
- รูปแบบการรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน รูปที่1 ซึ่งประกอบด้วย ผักผลไม้ปริมาณสูง ธัญพืชไม่ขัดสี (whole grain) ส่งผลที่ดีต่อโรคหอบหืด ในขณะที่รูปแบบการรับประทานอาหารแบบตะวันตก (Western dietary pattern) ซึ่งประกอบด้วย ธัญพืชที่ผ่านการขัดสี (refined grains), เนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป (processed and red meats) ของหวาน น้ำตาล ของทอด ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูง ส่งผลเสียต่อหอบหืด การรับประทานอาหารประเภท fast food หรือ salty-snack (เกลือสูง มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระต่ำ) มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์สัมพันธ์อาการหอบหืดที่มากขึ้น การรับประทานน้ำหวาน (sugar-sweetened beverage) มากกว่า 2 ครั้งต่อวัน พบว่าสัมพันธ์กับโรคหอบในผู้ใหญ่
- คำแนะนำสัดส่วนพลังงานในอาหาร ควรมีการกระจายตัวของคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45-65 ไขมันร้อยละ 20-35 และจากโปรตีนร้อยละ 10-15 ของความต้องการพลังงานใน 1 วัน (ผู้ใหญ่เพศชาย อายุ 19-60 ปี= 1,800-2,200 กิโลแคลอรี ผู้ใหญ่เพศหญิง อายุ 19-60 ปี=1,500-1,800 กิโลแคลอรี)
- พลังงานจากไขมัน ควรมีกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10 เช่น เนยสด ไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid) ไม่เกินร้อยละ 11 เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) ไม่เกินร้อยละ 10 เช่นน้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันมะกอก เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
- Jihad Alwarith, Hana Kahleova, Lee Crosby, Alexa Brooks, Lizoralia Brandon, Susan M. Levin, and Neal D. Barnard. The role of nutrition in asthma prevention and treatment. Nutrition Reviews V R Vol. 0(0):1–11. doi: 10.1093/nutrit/nuaa005
- Laurent Guilleminault, Evan J. Williams, Hayley A. Scott, Bronwyn S. Berthon, Megan Jensen and Lisa G. Wood. Diet and Asthma: Is It Time to Adapt Our Message? Nutrients 2017, 9, 1227; doi:10.3390/nu9111227
- Dietary Reference Intake for Thais 2020 สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- Hemila H. Vitamin C and asthma. J Allergy Clin Immunol 2014; 134:1216.
- อรพรรณ โพชนุกูล. Non-pharmacological Therapy for Asthma.
- Bentzon AK, Loehde LW, Backer V, et al. The long-term effect of an exercise and diet intervention in asthma patients: a 1-year follow-up on a randomised controlled trial. ERJ Open Res 2019; 5: 00032-2019 [https://doi.org/10.1183/23120541.00032-2019].
บทความโดย
แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC)