Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect: ASD)

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรค

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว หรือ ASD (Atrial Septal Defect) เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดชนิดหนึ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
โดยมีลักษณะเด่นคือมีช่องเปิดหรือรูผิดปกติบนผนังกั้นระหว่างห้องบนซ้าย (Left atrium) และห้องบนขวา (Right atrium) ของหัวใจ

ในหัวใจปกติ ผนังกั้นจะแบ่งห้องบนซ้ายและขวาออกจากกันอย่างสมบูรณ์:

  • เลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดจะไหลเข้าห้องบนซ้าย แล้วลงสู่ห้องล่างซ้าย เพื่อถูกสูบไปเลี้ยงร่างกาย
  • เลือดที่ขาดออกซิเจนจากร่างกายจะกลับมาที่ห้องบนขวา แล้วลงสู่ห้องล่างขวา เพื่อถูกสูบไปยังปอดรับออกซิเจนใหม่

แต่เมื่อมีรูรั่วที่ผนังกั้นห้องบน เลือดจากห้องบนซ้ายซึ่งมีแรงดันสูงกว่า
จะไหลผ่านรูไปยังห้องบนขวา (เรียกว่า left-to-right shunt) ทำให้:

  • ห้องบนขวาและห้องล่างขวาได้รับเลือดมากกว่าปกติ
  • เลือดจำนวนมากถูกสูบไปยังปอดซ้ำอีกครั้ง แม้เลือดนั้นจะมีออกซิเจนเพียงพออยู่แล้ว
  • หัวใจด้านขวาและหลอดเลือดปอดต้องทำงานหนักขึ้น

ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว:

  • รูเล็ก อาจไม่ก่อให้เกิดปัญหาและอาจปิดเองได้ในวัยทารกหรือเด็กเล็ก
  • รูขนาดกลางถึงใหญ่ ที่ยังคงอยู่จนโตขึ้น อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจและปอดในระยะยาวได้

 

ชนิดของ ASD ตามตำแหน่ง

ASD แบ่งออกเป็นหลายชนิดตามตำแหน่งของรูรั่วบนผนังกั้นห้องบน ได้แก่:

  • Secundum ASD
    เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณ 70–80% ของ ASD ทั้งหมด)
    ลักษณะ:
    • รูรั่วอยู่บริเวณกึ่งกลางของผนังกั้นห้องบน
    • มักตรวจพบในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ตอนต้น
    • สามารถรักษาโดยการผ่าตัดเปิดหัวใจหรือปิดรูด้วยอุปกรณ์ผ่านสายสวนได้
  • Primum ASD
    พบประมาณ 15–20%
    ลักษณะ:
    • รูรั่วอยู่บริเวณส่วนล่างของผนังกั้นห้องบน ใกล้กับลิ้นหัวใจเอวี (AV valve)
    • มักพบร่วมกับความผิดปกติของลิ้นหัวใจ โดยเฉพาะลิ้นไมตรัล
    • โครงสร้างซับซ้อน มักต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดหัวใจ
  • Sinus Venosus ASD
    พบได้น้อย (ประมาณ 5–10%)
    ลักษณะ:
    • รูรั่วอยู่บริเวณส่วนบนหรือด้านหลังของผนังกั้นห้องบน ใกล้กับจุดที่หลอดเลือดดำใหญ่เข้าสู่หัวใจ
    • มักพบร่วมกับความผิดปกติของหลอดเลือดดำปอด
      (Partial Anomalous Pulmonary Venous Return – บางส่วนของหลอดเลือดดำจากปอดเชื่อมผิดตำแหน่ง)
    • โดยมากต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • Coronary Sinus ASD
    เป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุด
    เกิดจาก:
    • ผนังระหว่าง coronary sinus (โครงสร้างที่รวบรวมเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจ) กับห้องบนซ้ายขาดหายไป

การรู้ชนิดของ ASD มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา เนื่องจากแต่ละชนิดมีวิธีการรักษาและขั้นตอนผ่าตัดที่แตกต่างกัน

 

อาการและสัญญาณ

อาการของ ASD แตกต่างกันมากตาม:

  • ขนาดของรูรั่ว
  • ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านรู (shunt)
  • อายุของผู้ป่วย

เด็กที่มีรูรั่วขนาดเล็กถึงปานกลางมัก ไม่มีอาการชัดเจนในวัยเด็ก
และอาจตรวจพบโดยบังเอิญจาก:

  • การตรวจสุขภาพทั่วไป
  • เมื่อแพทย์ฟังหัวใจแล้วพบเสียงฟู่ผิดปกติ (Heart murmur)

อาการมักเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วง:

  • วัยรุ่น
  • วัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอายุมากกว่า 30–40 ปี

อาการที่พบบ่อย

  • หายใจสั้นและเหนื่อยง่าย
    โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือทำกิจกรรม เช่น:
    • เดินเร็ว หรือเดินขึ้นบันได
    • ออกกำลังกาย
    • ทำงานบ้าน

    ในรายที่รุนแรง อาจหายใจลำบากแม้ขณะพักผ่อน

  • ความอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
    รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรง สมรรถภาพในการทำกิจกรรมประจำวันลดลง
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    โดยเฉพาะ:
    • Atrial fibrillation
    • Atrial flutter

    ผู้ป่วยอาจรู้สึก:

    • หัวใจเต้นเร็ว
    • เต้นไม่สม่ำเสมอ
    • เหมือนหัวใจ “สะดุด” หรือเต้นพลาดจังหวะ
  • อาการบวม
    เช่น บวมที่:
    • เท้า
    • ข้อเท้า
    • ขา

    ในรายที่มีน้ำคั่งมาก อาจพบ:

    • ท้องบวม
    • ตับโต
  • ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
    โดยเฉพาะในเด็กที่มี ASD ขนาดใหญ่ อาจ:
    • เป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบบ่อยกว่าปกติ

เมื่อใดควรรีบพบแพทย์

ควรพบแพทย์ทันที หากมีอาการ:

  • หายใจลำบากเฉียบพลัน โดยเฉพาะในเด็ก
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอต่อเนื่อง
  • บวมที่เท้าและขาอย่างรวดเร็ว
  • เจ็บหน้าอก หรือมีอาการเป็นลม

หากมีอาการหายใจสั้น เหนื่อยง่าย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะซ้ำ ๆ
ควรนัดพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียด

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ASD เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาหัวใจในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา
โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่ 4–8 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ผนังกั้นระหว่างห้องบนกำลังก่อรูป

ในภาวะปกติ ผนังกั้นจะค่อย ๆ เติบโตและปิดสนิท แต่ในกรณีของ ASD:

  • กระบวนการปิดผนังไม่สมบูรณ์
  • เหลือช่องว่างหรือรูรั่วระหว่างห้องบนทั้งสอง

สาเหตุที่แท้จริงของ ASD ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิด ASD

  • การติดเชื้อหัดเยอรมัน (Rubella) ในมารดา
    โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
    เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด รวมถึง ASD
  • โรคเบาหวานในมารดา
    โดยเฉพาะเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี ก่อนและระหว่างตั้งครรภ์
    เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติแต่กำเนิดของทารก
  • โรคภูมิคุ้มกันตนเองของมารดา
    เช่น โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus: SLE)
    อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหัวใจในทารก
  • การใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้โคเคนระหว่างตั้งครรภ์
    เพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดหลายชนิด รวมถึงหัวใจ
  • การใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์
    เช่น:
    • ยากันชักบางชนิด
    • ยารักษาโรคจิตเวช
    • ยาอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์

    จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความปลอดภัยของยาก่อนและระหว่างตั้งครรภ์

  • ประวัติครอบครัวและปัจจัยทางพันธุกรรม
    หาก:
    • พ่อแม่หรือพี่น้องมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด

    ความเสี่ยงของทารกที่จะมีความผิดปกติของหัวใจ รวมถึง ASD จะเพิ่มขึ้น

 

กลไกและผลกระทบต่อหัวใจและปอด

เมื่อมีรูรั่วที่ผนังกั้นห้องบน เลือดจะไหลจากห้องบนซ้ายไปยังห้องบนขวาอย่างต่อเนื่อง (left-to-right shunt)
ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านรูขึ้นกับ:

  • ขนาดของรูรั่ว
  • ความต่างของแรงดันระหว่างห้องบนซ้ายและขวา

ผลที่ตามมา:

  • ห้องบนขวาและห้องล่างขวาได้รับเลือดมากกว่าปกติ
  • หัวใจด้านขวาต้องสูบเลือดไปยังปอดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • หัวใจด้านขวาและหลอดเลือดปอดต้องทำงานหนักต่อเนื่อง

เมื่อเวลาผ่านไป:

  • ห้องบนขวาและห้องล่างขวาขยายใหญ่ขึ้น
  • กล้ามเนื้อหัวใจอาจอ่อนแรง
  • ผนังหลอดเลือดปอดหนาและแข็งขึ้น ทำให้เกิดความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary hypertension)

หากไม่ได้รับการรักษา ในระยะยาวอาจนำไปสู่:

  • ความดันหลอดเลือดปอดสูงถาวร
  • กลุ่มอาการไอเซนเมงเกอร์ (Eisenmenger Syndrome) ในรายที่รุนแรงมาก
    เมื่อความดันในหลอดเลือดปอดสูงมากกว่าความดันในด้านซ้าย:
    • ทิศทางการไหลของเลือดจะเปลี่ยนกลับ (right-to-left shunt)
    • เลือดที่ขาดออกซิเจนจากห้องขวาไหลไปห้องซ้าย
    • ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ผิวหนังเขียวคล้ำ
    • ภาวะนี้มักไม่สามารถแก้ไขด้วยการผ่าตัดปิดรูได้อีกต่อไป

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หาก ASD ขนาดปานกลางถึงใหญ่ไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนดังนี้:

  • ภาวะหัวใจล้มเหลวด้านขวา
    จากการที่หัวใจด้านขวาทำงานหนักเป็นเวลานาน
    ทำให้:
    • กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
    • สูบฉีดเลือดได้ไม่มีประสิทธิภาพ
    • เกิดอาการบวม เหนื่อย หายใจลำบาก
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    โดยเฉพาะ:
    • Atrial fibrillation
    • Atrial flutter

    พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มี ASD โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
    แม้จะพบไม่บ่อย แต่หากมี:
    • ลิ่มเลือดในระบบหลอดเลือดดำ

    ลิ่มเลือดอาจ:

    • ไหลผ่านรูรั่วจากห้องบนขวาไปห้องบนซ้าย
    • ถูกสูบไปอุดหลอดเลือดสมอง

    ภาวะนี้เรียกว่า Paradoxical embolism

  • ความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary hypertension)
    จากการที่เลือดไหลไปปอดมากเกินเป็นเวลานาน
    ทำให้หลอดเลือดปอดเปลี่ยนแปลงและมีแรงดันสูงขึ้นถาวร
  • กลุ่มอาการไอเซนเมงเกอร์ (Eisenmenger Syndrome)
    เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุด แต่พบได้น้อยในปัจจุบัน
    เนื่องจาก ASD มักถูกตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะต้น

 

การรักษาและการดูแล

การรักษา ASD ขึ้นอยู่กับ:

  • ขนาดของรูรั่วและปริมาณ shunt
  • อายุผู้ป่วย
  • อาการและภาวะแทรกซ้อนที่มีอยู่

การติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับรูรั่วขนาดเล็ก และไม่มีอาการ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาจ:

  • ยังไม่จำเป็นต้องรักษาทันที
  • เฝ้าระวังด้วยการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

รูเล็กจำนวนหนึ่งอาจ ปิดเอง ได้ในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต
แพทย์จะนัดตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเป็นระยะเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลง

การปิดรูด้วยอุปกรณ์ผ่านสายสวน (Catheter-based closure)

เป็นวิธีที่นิยมสำหรับ Secundum ASD ที่:

  • มีขนาดเหมาะสม
  • มีขอบผนังกั้นรอบรูเพียงพอให้ยึดอุปกรณ์

ขั้นตอนโดยสรุป:

  • สอดสายสวนผ่านหลอดเลือดดำที่ขาหรือขาหนีบ ขึ้นสู่หัวใจ
  • นำอุปกรณ์ปิดรู (Septal occluder device) ไปกางปิดรูรั่ว
  • ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว
  • มักพักโรงพยาบาล 1–2 วัน

การผ่าตัดเปิดหัวใจ

จำเป็นในกรณี:

  • Primum ASD
  • Sinus venosus ASD
  • Secundum ASD ขนาดใหญ่มาก หรือมีโครงสร้างไม่เหมาะสมต่อการใส่อุปกรณ์
  • มีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ลิ้นหัวใจ เอวี หรือหลอดเลือดดำปอด

การผ่าตัดโดยสรุป:

  • เปิดกระดูกอก เข้าถึงหัวใจ
  • เย็บปิดรูโดยตรง หากรูไม่ใหญ่
  • ใช้แผ่นเยื่อ (patch) เช่น เยื่อหุ้มหัวใจ หรือวัสดุสังเคราะห์ ปิดรูในกรณีรูใหญ่

การดูแลหลังการรักษา

หลังการปิดรู ไม่ว่าจะด้วยอุปกรณ์หรือผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้
โดยทั่วไป:

  • อาจได้รับยาป้องกันลิ่มเลือดชั่วคราว เช่น aspirin หรือยาตามแพทย์สั่ง
  • ต้องตรวจติดตามด้วยอัลตราซาวนด์หัวใจเป็นระยะ
  • ประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและการทำงานของหัวใจ

 

การตั้งครรภ์ในผู้ป่วย ASD

ผู้หญิงที่มี ASD และวางแผนตั้งครรภ์ควร:

  • ปรึกษาแพทย์โรคหัวใจล่วงหน้า
  • ประเมินความเสี่ยงเฉพาะราย

โดยทั่วไป:

  • ผู้ที่มีรูเล็ก ไม่มีอาการ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างปลอดภัย
    แต่ควรมีการติดตามใกล้ชิดระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีรูขนาดกลางถึงใหญ่ มักได้รับคำแนะนำให้ปิดรูก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลดภาระหัวใจ
  • ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันหลอดเลือดปอดสูง ควรได้รับคำปรึกษาอย่างละเอียด
    เพราะการตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อมารดาและทารก

การตั้งครรภ์เพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ จึงควรได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น:

  • แพทย์โรคหัวใจ
  • สูติแพทย์ที่เชี่ยวชาญการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง
  • วิสัญญีแพทย์

 

การป้องกัน

แม้ไม่สามารถป้องกัน ASD ได้ทั้งหมด แต่มารดาที่วางแผนตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์สามารถลดความเสี่ยงของความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดโดยรวมได้ด้วยการ:

  • ฝากครรภ์สม่ำเสมอ ตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ และไปตามนัดทุกครั้ง
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น:
    • เบาหวาน – ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
    • โรคภูมิคุ้มกันตนเองต่าง ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน (Rubella)
    ให้มีภูมิคุ้มกันก่อนตั้งครรภ์ หากยังไม่เคยติดเชื้อหรือไม่เคยฉีดวัคซีน
  • งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด ตลอดช่วงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิด
    ก่อนใช้และระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึง:
    • ยาตามใบสั่งแพทย์
    • ยาซื้อเอง
    • สมุนไพรและอาหารเสริม
  • หากมีประวัติครอบครัวมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด
    พิจารณา:
    • รับคำปรึกษาทางพันธุกรรม (Genetic counseling)
    • ทำอัลตราซาวนด์หัวใจทารกในครรภ์ (Fetal echocardiography) ตามคำแนะนำของแพทย์

 

บทสรุป

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (Atrial Septal Defect: ASD)
เป็นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่มีรูผิดปกติบนผนังกั้นระหว่างห้องบนซ้ายและขวา
ทำให้เลือดไหลผิดทางไปยังด้านขวาและปอดมากเกินไป ส่งผลให้หัวใจด้านขวาและปอดทำงานหนักขึ้นในระยะยาว

รูเล็กมักไม่ก่อปัญหาและอาจปิดเองได้ แต่รูขนาดกลางถึงใหญ่ที่คงอยู่จนโต
หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น:

  • หัวใจล้มเหลวด้านขวา
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (โดยเฉพาะ Atrial fibrillation)
  • ความดันหลอดเลือดปอดสูง
  • โรคหลอดเลือดสมองจาก Paradoxical embolism

อาการมักไม่ชัดเจนในวัยเด็ก แต่จะค่อย ๆ ปรากฏมากขึ้นในวัยผู้ใหญ่
การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดรูและอาการ อาจเป็น:

  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในรูเล็กที่ไม่มีอาการ
  • การปิดรูด้วยอุปกรณ์ผ่านสายสวน
  • การผ่าตัดเปิดหัวใจสำหรับ ASD ชนิดที่ซับซ้อนหรือรูใหญ่

การตรวจพบและรักษา ASD ตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
และทำให้ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมได้ใกล้เคียงปกติ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Mayo Clinic. Atrial septal defect (ASD) – Symptoms & causes. Mayo Clinic.
American Heart Association. Atrial Septal Defect (ASD). American Heart Association.