Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

หอบหืดในยุคมลพิษ

Key Takeaways

  • โรคหืดรักษาไม่หายขาดแต่คุมได้: เป้าหมายสำคัญคือการควบคุมอาการให้เป็นปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างคนทั่วไป

  • หัวใจของการรักษา: การใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ทั้งยาควบคุมอาการ (Controller) และยาบรรเทาอาการ (Reliever)

  • ปัจจัยกระตุ้นคือศัตรู: การหลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน สารก่อภูมิแพ้ และการดูแลสุขภาพร่วมกับการรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง (เช่น กรดไหลย้อน) จะช่วยลดอาการกำเริบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การดูแลเชิงรุก: การออกกำลังกายที่เหมาะสมและติดตามสมรรถภาพปอดด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

ผลจากมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้อัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหืดเพิ่มสูงขึ้นและรุนแรงขึ้น ถึงแม้ว่าโรคนี้จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันพบว่ามีหลายคนที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้เลย โดยปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดได้แก่  สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน (ไรฝุ่น เชื้อรา) มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ ภาวะอ้วน การที่มีโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ภาวะเครียด เป็นต้น

โรคหืด เป็นภาวะที่เกิดจากหลอดลมอักเสบ มีผลทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ มีภาวะกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง ตีบแคบเป็นพักๆ จึงเกิดอาการเหนื่อย หายใจลำบาก ไอเรื้อรัง หอบง่ายเวลาได้รับสิ่งกระตุ้นหรือเป็นหวัด หายใจลำบากและมีเสียงวี๊ด  ซึ่งหากอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้  เพราะขาดอากาศหายใจ  อย่างไรก็ตาม  โรคหืดสามารถควบคุมไม่ให้มีอาการได้  หากใช้ยาควบคุมสม่ำเสมอ ก็จะป้องกันไม่ให้เกิดการกำเริบของโรคได้ หากสงสัยโรคนี้แนะนำว่าควรมารับการตรวจเพิ่มเติม เช่น  การทดสอบสมรรภภาพปอด ทดสอบภูมิแพ้ และอาจวัดการอักเสบของหลอดลม (FeNO) ร่วมด้วย

การรักษาโรคหืด

โรคหืดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจกันผิดว่าเป็นอาการเรื้อรังรักษาไม่หาย ในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งรักษาเร็วยิ่งมีโอกาสหายสูง โดยเฉพาะในเด็กมีโอกาสหายมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก ทำให้หายยากกว่า โดยยาที่ใช้ในการรักษา ได้แก่

1. ยาควบคุมอาการ

สำหรับใช้ระยะยาวและจะช่วยให้รักษาหาย ยากลุ่มนี้ได้แก่ ยาสเตียรอยด์พ่นสูด ยาต้านลิวโคไตรอีน ยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์ยาว ควรใช้สม่ำเสมอเพื่อลดหลอดลมอักเสบ หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น หากใช้ไปนานๆก็จะสามารถทำให้หายขาดจนไม่มีอาการของโรคได้

กรณีที่มีอาการรุนแรงที่ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นขนาดสูงแล้วยังมีอาการกำเริบ มีความจำเป็นต้องหาสาเหตุว่าอาจมีโรคพบร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน นอนกรน จมูกอักเสบภูมิแพ้ และควรตรวจเพิ่มเติมว่าเป็นโรคหืดประเภทไหน เพื่อเลือกการรักษาโดยการใช้ยากลุ่มชีววัตถุ (biologic treatment) )  ได้แก่   benralizumab, omalizumab, mepolizumab, dupilumab  ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับคนไข้ที่ใช้ยาพ่นขนาดสูงแล้วยังควบคุมอาการไม่ได้ ซึ่งยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูง และได้ผลดีสำหรับคนไข้เฉพาะราย

ดังนั้น จึงควรตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้เลือกยาที่เหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละราย เช่น ทดสอบระดับการอักเสบในหลอดลม ระดับการแพ้ หรือเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล

นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมรักษาโรคนี้ ได้แก่ การส่องกล้องจี้หลอดลมด้วยความร้อน (bronchial thermoplasty) กรณีที่มีอาการเยอะที่มีภาวะกล้ามเนื้อหลอดลมหนา และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดหรือวัคซีนภูมิแพ้ไรฝุ่นชนิดอมใต้ลิ้น (sublingual immunotherapy)

2. ยาฉุกเฉิน

เป็นยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้กรณีอาการหอบกำเริบ ทำให้หายหอบเร็ว แต่ไม่ได้ทำให้หายขาดเพราะไม่ได้ช่วยรักษาภาวะหลอดลมอักสบหรือหลอดลมไวจากสิ่งกระตุ้น ดังนั้นควรใช้คู่กับยาพ่นควบคุมอาการ

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคนี้

  • หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ และงดการสูบบุหรี่
  • มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอแบบแอโรบิค เช่น ออกกำลังกาย 20-30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 5-7 วัน เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง โยคะ หรือ ปั่นจักรยาน เป็นต้น รวมถึงการฝึกการหายใจ สามารถช่วยให้อาการลดลงได้
  • ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านและสถานที่ทำงานหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เลี่ยงการใช้พรมในบ้าน หมั่นทำความสะอาดผ้าคลุมเตียง ปลอกหมอน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสไรฝุ่น
  • ถ้ามีภาวะอ้วน การลดน้ำหนักลง 10% จากน้ำหนักเดิม จะทำให้สมรรถภาพปอดและสามารถควบคุมอาการได้ดีขึ้น
  • รับวัคซีนป้องกันระบบทางเดินหายใจ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เชื้อแบคทีเรียนิวโมค็อกคัส และไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ (covid-19)

วิธีรักษาโรคหอบหืดให้หายขาด: ทำความเข้าใจเพื่อการดูแลที่ถูกต้อง

ในปัจจุบัน โรคหอบหืดไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่มีความผิดปกติของหลอดลมแบบเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการให้สงบและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติผ่านการรักษาที่ต้นเหตุ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และการใช้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความถี่ของการกำเริบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ตารางเปรียบเทียบประเภทของยาและแนวทางการดูแลผู้ป่วย

ประเภทการรักษารูปแบบการใช้วัตถุประสงค์หลัก

ยาควบคุมอาการ (Controllers)
พ่นหรือสูดทุกวันอย่างต่อเนื่องลดการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม (แม้ในขณะที่ไม่มีอาการ)

ยาบรรเทาอาการ (Relievers)
พ่นเมื่อมีอาการหอบเหนื่อย / แน่นหน้าอกขยายหลอดลม ให้หายใจสะดวกขึ้นอย่างรวดเร็ว

การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
ปรับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตป้องกันหลอดลมหดตัวจากฝุ่น ควัน และสารก่อภูมิแพ้

การตรวจวัดสมรรถภาพปอด
ใช้เครื่อง Peak Flow Meterประเมินความจุและสมรรถภาพของปอดเพื่อนำมาปรับแผนการรักษา

 

แนวทางการดูแลผู้ป่วยหอบหืดภายใต้การดูแลของทีมแพทย์

1. การใช้ยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วยาควบคุมอาการ (Controllers) กลุ่มสเตียรอยด์แบบสูด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ เพื่อลดการอักเสบภายในหลอดลมไม่ให้กำเริบขึ้นมาอีก สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือแพ้สารก่อภูมิแพ้เฉพาะทาง แพทย์อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เป็นทางเลือกเพิ่มเติมร่วมกับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และทางเดินหายใจ

2. รู้เท่าทันปัจจัยกระตุ้นรอบตัว

สภาพแวดล้อมมีผลโดยตรงต่ออาการหอบหืด:

  • สารก่อภูมิแพ้และมลพิษ: หลีกเลี่ยงควันธูป ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ที่เป็นตัวเร่งการหดตัวของหลอดลม

  • การป้องกันการติดเชื้อ: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากไข้หวัดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อาการหอบหืดกำเริบ

  • รักษาโรคอื่นควบคู่: หากท่านมีภาวะกรดไหลย้อนหรือโพรงจมูกอักเสบ ต้องได้รับการรักษาควบคู่กันไป เพราะภาวะเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อหลอดลมได้

 

3. การปฏิบัติตนและดูแลสุขภาพเชิงรุก

  • การออกกำลังกาย: การเลือกกิจกรรมแบบแอโรบิกเบา ๆ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพปอดได้อย่างปลอดภัย

  • การจัดการน้ำหนัก: การลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จะช่วยลดภาระของระบบทางเดินหายใจและทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนดีขึ้น

  • สังเกตอาการด้วยตนเอง: การฝึกใช้เครื่องมือวัดความจุของปอด (Peak Flow Meter) ตามคำแนะนำของทีมแพทย์จะช่วยให้ท่านประเมินสถานการณ์ได้ก่อนที่จะมีอาการรุนแรง

บทความโดย

ศ.ดร.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล

ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Asthma and Allergy Centre (BAAC)

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

ศ.ดร.พญ. อรพรรณ โพชนุกูล

ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้

ความชำนาญพิเศษ

กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

ภาษา

ไทย, อังกฤษ

ทำนัดหมาย


– สาขา กุมารเวชศาสตร์
– สาขา อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้ และภูมิคุ้มกัน


– อนุมัติบัตรกุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
– วุฒิบัตรกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
– ประกาศนียบัตร American Board Certified in Nutritional Wellness


– ปริญญาเอกสาขา Oral Health Science (International Program) คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ตำแหน่งทางวิชาชีพ
– นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย(Thailand Asthma Council)
– ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืดและระบบหายใจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– ผู้อำนวยการศูนย์ Lifestyle and wellness medical center รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
– หัวหน้าหน่วยวิจัยเฉพาะทางสมุนไพรเพื่อรักษาโรคหืดและภูมิแพ้
– รองประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย

ผลงานทางวิชาการ
– ประพันธ์งานวิจัยเกือบ 40 ฉบับ
– เขียนหนังสือเรียน 5 เล่ม รวมหนังสือเรียนนานาชาติ 1 เล่ม

นวัตกรรมและการมีส่วนร่วมในการดูแลโรคหอบหืด
– พัฒนา 3 นวัตกรรมสำคัญเพื่อผู้ป่วยโรคหอบหืด
– จัดตั้งเครือข่ายการดูแลโรคหอบหืด

รางวัลและการยอมรับ
– ได้รับรางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ 3 รางวัล จากงานเจนีวา เกาหลี ไต้หวัน International Invention Fair

ภารกิจการพูดระหว่างประเทศ
– นำเสนอเป็นวิทยากรระดับนานาชาติในญี่ปุ่น เกาหลี เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

มุ่งเน้นการวิจัย
– มุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคภูมิแพ้แบบใหม่เป็นหลัก

การมีส่วนร่วมของการทดลองทางคลินิก
– มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 และ 3 สำหรับยาสมุนไพรที่มุ่งรักษาโรคหอบหืด

ตารางออกตรวจแพทย์
วัน เวลา แผนก
พฤหัสบดี 15:00 – 18:00 ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้
เสาร์ 09:00 – 17:00 ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้

บทความที่เกี่ยวข้อง

แพ้อาหาร อันตรายแค่ไหน

ภาวะแพ้อาหาร คือ ภาวะที่ร่างกายมีภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นอาหาร คำว่าไวเกินคือคนปกติกินอาหารไม่มีอาการ แต่เรากินแล้วเป็น

Read More »
RSV กับโรคหิต

RSV กับโรคหืด

ไวรัส อาร์เอสวีกับโรคหืด ไวรัส อ์เอสวี (RSV: Respiratory Syncytial Virus) เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

Read More »

แพ้ยา

แพ้ยา เป็นปฏิกิริยาทางระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองผิดปกติต่อยาที่ได้รับ โดยยาที่พบว่าแพ้บ่อยได้แก่ ยาปฎิชีวนะ ยาแก้ปวด ยารักษาโรคข้อ

Read More »

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ (FAQ)

ทำไมถึงรักษาโรคหอบหืดให้หายขาดไม่ได้?

โรคหอบหืดมีพื้นฐานจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมและการตอบสนองที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพของร่างกาย การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นที่การ "ควบคุมโรค" ให้สงบ ไม่ใช่การทำให้หายขาด

จำเป็นต้องพ่นยาควบคุมอาการทุกวันหรือไม่แม้จะไม่มีอาการหอบ?

จำเป็นมาก เพราะยาควบคุมอาการมีหน้าที่ลดการอักเสบที่ซ่อนอยู่ หากหยุดยาจะทำให้หลอดลมกลับมาอักเสบและเกิดอาการกำเริบได้ง่ายกว่าปกติ

ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหอบหืด?

ควรเลือกการออกกำลังกายที่ค่อยเป็นค่อยไปและมีการอบอุ่นร่างกายเสมอ หากทราบว่าตนเองมีอาการหอบจากการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาพ่นป้องกันก่อนเริ่มกิจกรรม

การฉีดวัคซีนภูมิแพ้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคนไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน วัคซีนภูมิแพ้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการใช้ยาแล้วยังคุมอาการไม่ได้ผล หรือมีการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่ชัดเจน ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

อาหารหรือโรคอื่นๆ มีผลต่ออาการหอบหืดหรือไม่?

มีผล โดยเฉพาะโรคกรดไหลย้อนที่สามารถระคายเคืองหลอดลมได้ การรักษาสุขภาพโดยรวมและการควบคุมโรคประจำตัวอื่น ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคหอบหืดที่มีประสิทธิภาพ