Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

✨Translated by AI

หลังแข็งทุกเช้า อาจจะไม่ใช่แค่ทำงานหนัก แต่อาจเป็นโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด คือ ภาวะอักเสบเรื้อรังของข้อต่อที่กระดูกสันหลัง เมื่อข้อต่ออักเสบ เนื้อเยื่อและกระดูกเล็กๆ ในกระดูกสันหลังจะค่อยๆ ยึดติดกัน

หลายคนอาจคิดว่าอาการหลังแข็งตึงตอนเช้าเป็นเรื่องปกติจากการทำงานหนักหรือนอนผิดท่า แต่หากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ซึ่งเป็นโรคที่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดคืออะไร

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis) เป็นโรคอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นบริเวณข้อต่อของกระดูกสันหลัง เมื่อเนื้อเยื่อรอบข้อต่อเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งค่อยๆ แข็งตัวคล้ายกระดูกและทำให้กระดูกสันหลังยึดติดกัน

เมื่อกระดูกสันหลังยึดติดกัน ความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังจะลดลง ทำให้เกิดอาการหลังค่อมและแข็ง หากอาการแย่ลงและกระดูกซี่โครงได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยอาจหายใจลึกๆ ได้ยาก เนื่องจากทรวงอกขยายตัวไม่เต็มที่

การเกิดกระดูกใหม่เป็นกลไกการป้องกันตัวของร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว เพราะกระดูกใหม่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง จนในที่สุดกระดูกสันหลังทั้งเส้นเชื่อมติดกันเป็นแท่งเดียว ทำให้โค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังหายไป

ผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีอาการอย่างไร

อาการระยะเริ่มต้น

ในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดลึกๆ บริเวณหลังส่วนล่างและสะโพก โดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน อาการแข็งตึงที่หลังจะเด่นชัดมาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดคอและรู้สึกอ่อนเพลียได้

เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ทำให้นอนไม่หลับหรือตื่นกลางดึกเพราะปวด

บริเวณที่ได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด

  • ข้อเอสไอ (SI joint) – ข้อต่อระหว่างฐานของกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน
  • กระดูกสันหลังส่วนล่าง – บริเวณที่มักมีอาการแรกเริ่ม
  • จุดยึดเอ็นและเส้นเอ็น – ที่ติดกับกระดูกสันหลังหรือด้านหลังของส้นเท้า
  • กระดูกอ่อนทรวงอก – ระหว่างกระดูกอกกับกระดูกซี่โครง
  • ข้อต่อใหญ่ – เช่น ข้อสะโพกและข้อไหล่

อาการเมื่อโรครุนแรงขึ้น

เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการที่รุนแรงกว่าเดิม ได้แก่:

  • ปวดคอรุนแรง – จนไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้เต็มที่ หันซ้ายหันขวาลำบาก
  • หายใจลำบาก – เนื่องจากข้อต่อกระดูกซี่โครงกับกระดูกสันหลังยึดติดกัน ทำให้ทรวงอกขยายตัวไม่เต็มที่

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดเกิดขึ้นได้อย่างไร

แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของโรคยังไม่เป็นที่ทราบ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญหลายประการ:

 

ปัจจัยทางพันธุกรรม

การมียีน HLA-B27 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มียีนนี้จะต้องเป็นโรค และผู้ที่เป็นโรคก็อาจไม่มียีนนี้ก็ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

ช่วงอายุ

โรคนี้มักพบในวัยรุ่นตอนปลายหรือผู้ใหญ่ตอนต้น โดยทั่วไปจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 15-40 ปี

 

เพศ

พบว่าผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง

ผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดอาจมีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง กระดูกใหม่จะก่อตัวขึ้นและเชื่อมช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังและกระดูกสันหลังบางส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้ส่วนนั้นของกระดูกสันหลังแข็งและไม่ยืดหยุ่น การเชื่อมต่อของกระดูกนี้ยังสามารถทำให้ทรวงอกแข็ง ทำให้การทำงานของปอดลดลง

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังเท่านั้น แต่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้หลายอย่าง:

 

ปัญหาทางกายภาพ

เมื่อโรครุนแรงขึ้น กระดูกใหม่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังแข็งและไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ ทรวงอกอาจแข็งขึ้น ส่งผลให้การทำงานของปอดลดลง

 

ปัญหาดวงตา

  • ภาวะม่านตาอักเสบ (Acute anterior uveitis) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ทำให้เกิดอาการปวดตาอย่างเฉียบพลัน ไวต่อแสง และมองเห็นไม่ชัด
  • ภาวะกลัวแสง (Photophobia) ตาไม่สามารถทนแสงสว่างได้

กระดูกหักยุบ

ในระยะแรกของโรค กระดูกบางส่วนอาจอ่อนแอลง ทำให้กระดูกสันหลังยุบตัวลงได้ หากเกิดการหักของกระดูกสันหลัง อาจกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก

 

ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด

หลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย อาจมีปัญหาจากการอักเสบ เมื่ออักเสบ หลอดเลือดนี้อาจขยายตัวจนทำให้ลิ้นหัวใจเอออร์ติกเสียรูป ส่งผลให้หัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ การอักเสบที่เกิดจากโรคนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอื่นๆ อีกด้วย

 

การอักเสบของลำไส้

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease; IBD) ร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีวิธีการอย่างไร

แพทย์อาจตรวจร่างกายโดยขอให้ผู้ป่วยก้มตัวในทิศทางต่าง ๆ เพื่อทดสอบการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง หรืออาจกดจุดที่กระดูกเชิงกรานหรือขอให้ขยับขาเพื่อกระตุ้นและตรวจหาอาการเจ็บปวด และอาจขอให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตรวจความผิดปกติในการขยายทรวงอก

 

  • การตรวจด้วยภาพถ่าย
  • การตรวจเอกซเรย์ ใช้เพื่อตรวจหาความผิดปกติในข้อต่อและกระดูก (Radiographic axial spondyloarthritis) แต่ในระยะแรกของโรค สัญญาณอาจยังไม่ปรากฏชัดเจน
  • การตรวจด้วยเครื่อง MRI เป็นการใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูงและคลื่นวิทยุความถี่จำเพาะ ร่วมกับการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อแสดงภาพรายละเอียดของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน สามารถตรวจพบอาการของ nonradiographic axial spondyloarthritis ได้เร็วกว่าการตรวจเอกซเรย์ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก 
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    • การตรวจเลือด สามารถตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบได้ แต่การอักเสบอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ได้เช่นกัน
    • การตรวจยีน HLA-B27 ทำได้โดยการเจาะเลือด หากพบยีนนี้จะเป็นข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัย แต่ไม่ใช่การตรวจที่ตัดสินใจขาดได้ เพราะคนที่มียีนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค และคนที่เป็นโรคก็ไม่จำเป็นต้องมียีนนี้

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้รักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

การรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการปวดและความแข็งตึง ป้องกันหรือชะลอภาวะแทรกซ้อนและความผิดรูปของกระดูกสันหลัง การรักษาจะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มในระยะแรกของโรค ก่อนที่จะเกิดอาการเรื้อรัง

 

  • การรับประทานยา ได้แก่ 
  • ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น naproxen sodium และ ibuprofen เป็นยาที่แพทย์ใช้รักษาเป็นอันดับแรก ยาเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และลดความแข็งตึง อย่างไรก็ตาม อาจมีผลข้างเคียงคือ ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ยาชีววัตถุ (Biologics) หาก NSAIDs ไม่ได้ผลเพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า:
    • TNF blockers เช่น Adalimumab (Humira), Certolizumab pegol (Cimzia), Etanercept (Enbrel), Golimumab (Simponi)
    • IL-17 inhibitors เช่น Secukinumab (Cosentyx), Ixekizumab (Taltz)
    • JAK inhibitors เช่น Tofacitinib (Xeljanz), Upadacitinib (Rinvoq) ซึ่งเป็นยารับประทาน

ยาเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือทางหลอดเลือดดำ ยกเว้น JAK inhibitors ที่รับประทานได้ อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น กระตุ้นวัณโรคที่ซ่อนอยู่ให้ลุกลามขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

  • กายภาพบำบัดกายภาพบำบัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษา เพราะมีประโยชน์หลายประการ:
  • บรรเทาอาการปวด
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ
  • ป้องกันความผิดรูปของกระดูกสันหลัง

นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคลตามความต้องการและระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งอาจรวมถึง:

การยืดเหยียดและเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อและลดอาการปวด

การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง ที่ทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลัง

การฝึกท่าทางที่ถูกต้อง ทั้งในการยืน เดิน นั่ง และนอน

 

  • การผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะในกรณีที่:
  • มีอาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
  • ข้อต่อสะโพกเสียหายมากจนต้องเปลี่ยนข้อเทียม
  • มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น กระดูกสันหลังหักกดทับไขสันหลัง
  • การดูแลตัวเอง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอาการของโรค:

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ช่วยลดอาการปวด รักษาความยืดหยุ่น และปรับปรุงท่าทาง กิจกรรมที่แนะนำ ได้แก่:

  • การว่ายน้ำ – เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคนี้
  • การเดินเร็ว
  • การยืดเหยียด
  • โยคะหรือไทเก็ก

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ปัญหาการหายใจแย่ลงและชะลอการรักษา

การจัดท่าทางร่างกายที่ถูกต้อง

  • ฝึกยืนตัวตรงหน้ากระจกเป็นประจำ
  • ใช้หมอนรองคอที่เหมาะสม
  • จัดโต๊ะทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดียวเป็นเวลานาน

การนอนหลับที่มีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย

 

ข้อสำคัญที่ควรจำ

โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาและติดตามอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่เหมาะสมสามารถควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณมีอาการหลังแข็งตึงตอนเช้าเป็นประจำ ปวดหลังส่วนล่างที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการอื่นๆ ที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว การรักษาในระยะเริ่มต้นจะให้ผลดีที่สุดและสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

จำไว้ว่า การใช้ชีวิตอย่างปกติและมีคุณภาพสามารถทำได้ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง

Ref: mahidol

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • ศ. นพ. วิชาญ ยิ่งศักดิ์มงคล

    ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    ศัลยกรรมกระดูก และ โรคกระดูกสันหลัง

  • นพ. อาทิตย์ หงส์วานิช

    ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    ศัลยกรรมกระดูก และ โรคกระดูกสันหลัง

  • นพ. เอกปฏิภาณ เอี่ยมสกุลนนท์

    ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    ศัลยศาสตร์ออโธปิดิกส์

  • นพ.ปัตย์ ปั้นเหน่งเพ็ชร

    แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด | ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา เวชศาสตร์การระงับปวด

  • รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.พญ. พรพรรณ เฉลิมกิจพานิชย์

    แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด | ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา อนุสาขา เวชศาสตร์ความปวด

  • นพ. มาร์วิน เทพโสพรรณ

    แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด | ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา

  • รศ. พญ. สุปราณี นิรุตติศาสน์

    ศูนย์กระดูกสันหลัง | แผนกห้องผ่าตัด

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีแพทย์ และ ผู้เชี่ยวชาญการบำบัดความปวด

  • นพ. ณัฐพัฒน์ ตั้งจิตเจริญ

    ศูนย์กระดูกสันหลัง

    ความชำนาญพิเศษ
    ศัลยกรรมกระดูกและโรคกระดูกสันหลัง