หลายคนคงเคยประสบกับอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หายใจลำบาก หรือเป็นลม โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคโลหิตจาง” ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การไม่ประมาทและตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
สรุปสาระสำคัญ
โรคโลหิตจางคืออะไร: ภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และหน้ามืดบ่อย
สาเหตุหลักที่พบบ่อย: เกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก คือ ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง (เช่น ขาดธาตุเหล็ก), ร่างกายเสียเลือดเรื้อรัง (เช่น ประจำเดือนมามาก, แผลในกระเพาะ) และเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ (เช่น โรคธาลัสซีเมีย)
สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์: หากมีอาการเหนื่อยหอบแม้เดินเพียงระยะสั้น เจ็บแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือผิวหนังและริมฝีปากซีดมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) ทันที
แนวทางการรักษา: สามารถรักษาให้หายขาดได้หากเกิดจากการขาดแร่ธาตุ โดยการใช้ยาเสริมธาตุเหล็กและปรับโภชนาการ แต่หากเกิดจากโรคเรื้อรังหรือพันธุกรรม จะเน้นการรักษาเพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง
โรคโลหิตจาง (Anemia) หรือที่หลายคนเรียกกันทั่วไปว่า “ภาวะซีด” เป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ เมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น ร่างกายจะขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง
เปรียบเทียบได้กับรถยนต์ที่มีเชื้อเพลิงไม่พอ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ฮีโมโกลบินทำหน้าที่เหมือน “คนขับรถขนส่งออกซิเจน” ที่จะนำออกซิเจนจากปอดไปส่งให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เมื่อคนขับรถมีจำนวนน้อยลง การขนส่งออกซิเจนก็จะไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและปัญหาสุขภาพตามมา
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์วินิจฉัยภาวะโลหิตจางไว้ดังนี้
ผู้ชาย: ฮีโมโกลบิน < 13 กรัม/เดซิลิตร
ผู้หญิง: ฮีโมโกลบิน < 12 กรัม/เดซิลิตร
หญิงตั้งครรภ์: ฮีโมโกลบิน < 11 กรัม/เดซิลิตร
โรคโลหิตจางเกิดขึ้นได้อย่างไร
| สาเหตุหลักของโรคโลหิตจาง | ปัจจัยและโรคที่เกี่ยวข้อง | กลไกการเกิดภาวะโลหิตจาง |
|---|---|---|
| 1. ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง | ขาดธาตุเหล็ก/วิตามินบี 12, โรคไตเรื้อรัง, โรคไขกระดูก, การตั้งครรภ์ | ร่างกายขาดแร่ธาตุที่เป็นวัตถุดิบหลัก หรือขาดฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง |
| 2. ร่างกายสูญเสียเลือดมากเกินไป | ประจำเดือนมามากผิดปกติ, แผลในกระเพาะอาหาร, ริดสีดวงทวาร, อุบัติเหตุ | เกิดการสูญเสียเลือดทั้งแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว |
| 3. เม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากผิดปกติ | โรคธาลัสซีเมีย, ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดงตัวเอง, เชื้อมาลาเรีย | เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย หรือถูกทำลายก่อนเวลาอันควร |
ผู้เป็นโรคโลหิตจางจะมีอาการอย่างไร
อาการของโรคโลหิตจางมักพัฒนาค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยหลายรายปรับตัวเข้ากับอาการโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งภาวะรุนแรงขึ้น
อาการที่พบได้บ่อย:
อาการหลัก:
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอ
- หายใจถี่ หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือเดิน
- เวียนศีรษะ หน้ามืด อาจเป็นลมได้ง่าย
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
อาการอื่น ๆ:
- ผิวหนัง เล็บ ริมฝีปาก หรือเปรียบตาซีด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมาก
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
- ปลายมือปลายเท้าเย็น เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
- เสียงอื้ออู่ในหู หรือได้ยินเสียงผิดปกติ
- อยากกินสิ่งแปลก ๆ เช่น น้ำแข็ง แป้ง ดิน (ในกรณีขาดธาตุเหล็กรุนแรง)
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์:
- อาการเหนื่อยหอบหรือเจ็บหน้าอกแม้แต่เพียงเดินระยะสั้น
- หน้ามืดหรือเป็นลมบ่อย
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ผิวหนังซีดมาก ริมฝีปากซีดจน
การตรวจวินิจฉัยโรคโลหิตจางมีวิธีการอย่างไร
การวินิจฉัยโรคโลหิตจางต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)
- ตรวจระดับฮีโมโกลบิน ฮีมาโตคริต และจำนวนเม็ดเลือดแดง
2. การตรวจเลือดเพิ่มเติม
- ตรวจระดับแร่ธาติในเลือด เช่น ธาตุเหล็ก เฟอริติน วิตามินบี 12 กรดโฟลิก
- ตรวจการทำงานของไต ตับ และต่อมไทรอยด์
- ตรวจหาโรคประจำตัวหรือโรคแฝงที่อาจเป็นสาเหตุ
3. การตรวจพิเศษ
- การย้อมสีเซลล์เม็ดเลือดเพื่อดูรูปร่างเม็ดเลือดแดง
- การตรวจไขกระดูก ในกรณีที่สงสัยว่าโรคไขกระดูกอาจเป็นสาเหตุ
- การส่องกล้องทางเดินอาหาร กรณีเลือดออกเรื้อรัง
มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง
การรักษาโรคโลหิตจางต้องปรับตามสาเหตุ ความรุนแรง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละคน
การรักษาตามสาเหตุ:
1. กรณีขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia)
- รับประทานเม็ดธาตุเหล็ก ตามที่แพทย์กำหนด (มักต้องรับประทาน 3-6 เดือน)
- ปรับการกินอาหาร เพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
- รักษาสาเหตุการเสียเลือด เช่น รักษาแผลในกระเพาะ หรือปรับประจำเดือนที่มากผิดปกติ
2. กรณีขาดวิตามิน
- วิตามินบี12 ให้ฉีดหรือรับประทาน ขึ้นกับสาเหตุการขาด
- กรดโฟลิก รับประทานเม็ดเสริม โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์
3. กรณีโรคเรื้อรัง
- รักษาโรคต้นเหตุ เช่น โรคไต โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ
- ให้ฮอร์โมน EPO กรณีไตวายเรื้อรัง
- การรักษาพยุงอาการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต
4. กรณีโรคพันธุกรรม
- การถ่ายเลือดเป็นประจำ สำหรับธาลัสซีเมียรุนแรง
- ยาขับธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันธาตุเหล็กสะสมมากเกินไป
- การปรึกษาทางพันธุกรรม สำหรับการวางแผนมีลูก
การรักษาเฉพาะหน้า:
การถ่ายเลือด:
- กรณีฮีโมโกลบินต่ำกว่า 7-8 กรัม/เดซิลิตร หรือมีอาการรุนแรง
- ต้องทำในโรงพยาบาลโดยทีมแพทย์
การใช้ยาพิเศษ:
- ยาปฏิชีวนะ หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย
- ยากดภูมิคุ้มกัน กรณีภูมิคุ้มกันไปทำลายเม็ดเลือดแดง
เราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคโลหิตจางได้อย่างไร
การป้องกันโรคโลหิตจางทำได้ง่ายกว่าที่คิด หากเรารู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
การเลือกกินอาหารอย่างชาญฉลาด:
อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก:
- เนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อววว เนื้อหมู (ธาตุเหล็กดูดซึมง่าย)
- เครื่องใน เช่น ตับ หัวใจ เลือดหมู (ธาตุเหล็กสูงมาก)
- อาหารทะเล เช่น หอย ปลาโอ ปลากะพง
- ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ผักขม
- ธัญพืช เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ
อาหารที่มีวิตามินบี12:
- เนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลา
- สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติ ควรหาอาหารเสริมวิตามินบี12
อาหารที่มีกรดโฟลิก:
- ผักใบเขียวเข้ม ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ
- ตับสัตว์ ไข่
เคล็ดลับการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด:
ควรทำ:
- กินวิตามินซีร่วมกับธาตุเหล็ก เช่น กินส้มหลังอาหารที่มีธาตุเหล็ก
- ปรุงอาหารในกระทะเหล็ก จะช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในอาหาร
- แยกเวลากินแคลเซียม ห่างจากอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
ไม่ควรทำ:
- ดื่มชา กาแฟ ร่วมมื้ออาหาร เพราะจะรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก
- กินยาลดกรดร่วมกับธาตุเหล็ก เพราะจะลดการดูดซึม
ผู้ใดบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคโลหิตจาง
การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะช่วยให้เราเฝ้าระวังและป้องกันได้ทันท่วงที
กลุ่มเสี่ยงสูง:
- หญิงวัยเจริญพันธุ์ (เพราะการมีประจำเดือน)
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- เด็กและวัยรุ่น (ช่วงเจริญเติบโตเร็ว)
- ผู้สูงอายุ (การดูดซึมสารอาหารลดลง)
กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ:
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคมะเร็ง เอดส์
- ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือมังสวิรัติแบบเข้มงวด
- ผู้ที่มีปัญหาทางเดินอาหาร เช่น โรคแผลในกระเพาะ โรคลำไส้
ผู้เป็นโรคโลหิตจางมีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง
- หัวใจล้มเหลว หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ภาวะช็อกจากการขาดออกซิเจน
- ภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง
1. โลหิตจางอันตรายมากแค่ไหน?
ความอันตรายขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โลหิตจางเล็กน้อยอาจทำให้เหนื่อยง่าย แต่โลหิตจางรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่รักษา อาจเกิดหัวใจล้มเหลว ช็อก หรือเสียชีวิตได้
2. โลหิตจางรักษาหายขาดได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ:
- โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กหรือวิตามิน รักษาหายขาดได้
- โลหิตจางจากโรคเรื้อรัง ควบคุมได้ แต่อาจต้องดูแลระยะยาว
- โลหิตจางทางพันธุกรรม ไม่หายขาด แต่ควบคุมอาการได้
3. ทานยาเสริมธาตุเหล็กช่วยป้องกันได้หรือไม่?
ช่วยได้ แต่ควรทานตามคำแนะนำแพทย์ เพราะธาตุเหล็กเกินก็อาจเป็นอันตราย กลุ่มที่ควรทานยาเสริม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ที่แพทย์แนะนำ
4. การตรวจเลือดบ่อยเกินไปเป็นอันตรายหรือไม่?
ไม่เป็นอันตราย การตรวจเลือดใช้เลือดเพียงเล็กน้อย และร่างกายสร้างเลือดชดเชยได้เร็ว
5. คนที่เป็นโลหิตจางไม่ควรออกกำลังกายหรือ?
ควรออกกำลังกายเบา ๆ ตามกำลัง หลีกเลี่ยงการออกแรงจนเหนื่อยหอบ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย
6. โลหิตจางมีผลต่อการมีบุตรหรือไม่?
โลหิตจางรุนแรงอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์และสุขภาพของทารก หญิงที่วางแผนจะมีบุตรควรตรวจสุขภาพและปรับปรุงระดับฮีโมโกลบินให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน
สรุป
โรคโลหิตจางเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและรับประทานสารอาหารที่สำคัญอย่างเพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนจากโรคโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Ref: clevelandclinic
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง (FAQ)
1. เป็นโรคโลหิตจาง ควรกินอะไร และห้ามกินอะไร?
2. โรคโลหิตจาง สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
3. อาการโลหิตจางแบบไหนที่อันตรายและควรรีบไปโรงพยาบาล?
ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์ | Appointment
-
พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
นพ. จรัน มาลฮอตรา
ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
เวชปฏิบัติทั่วไป -
รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคปอดและทรวงอก -
ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวชศาสตร์ -
รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคข้อและรูมาตอยด์ -
นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง
แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท
ความชำนาญพิเศษ
ประสาทวิทยา -
นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ -
พญ. นวลศรี แตระกุล
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
อายุรกรรมทั่วไป -
พญ. นิวัน กลิ่นงาม
แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต
ความชำนาญพิเศษ
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต -
พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น -
ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว
แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด
ความชำนาญพิเศษ
วิสัญญีวิทยา -
นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์
แผนกอายุรกรรม
ความชำนาญพิเศษ
โรคภูมิแพ้