Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย อาจไม่ธรรมดา แต่เป็นเพราะโลหิตจาง

หลายคนคงเคยประสบกับอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หายใจลำบาก หรือเป็นลม โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคโลหิตจาง” ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การไม่ประมาทและตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

สรุปสาระสำคัญ

  • โรคโลหิตจางคืออะไร: ภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และหน้ามืดบ่อย

  • สาเหตุหลักที่พบบ่อย: เกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก คือ ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง (เช่น ขาดธาตุเหล็ก), ร่างกายเสียเลือดเรื้อรัง (เช่น ประจำเดือนมามาก, แผลในกระเพาะ) และเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ (เช่น โรคธาลัสซีเมีย)

  • สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์: หากมีอาการเหนื่อยหอบแม้เดินเพียงระยะสั้น เจ็บแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือผิวหนังและริมฝีปากซีดมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) ทันที

  • แนวทางการรักษา: สามารถรักษาให้หายขาดได้หากเกิดจากการขาดแร่ธาตุ โดยการใช้ยาเสริมธาตุเหล็กและปรับโภชนาการ แต่หากเกิดจากโรคเรื้อรังหรือพันธุกรรม จะเน้นการรักษาเพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง (Anemia) หรือที่หลายคนเรียกกันทั่วไปว่า “ภาวะซีด” เป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ เมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น ร่างกายจะขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง

เปรียบเทียบได้กับรถยนต์ที่มีเชื้อเพลิงไม่พอ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ฮีโมโกลบินทำหน้าที่เหมือน “คนขับรถขนส่งออกซิเจน” ที่จะนำออกซิเจนจากปอดไปส่งให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เมื่อคนขับรถมีจำนวนน้อยลง การขนส่งออกซิเจนก็จะไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและปัญหาสุขภาพตามมา

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์วินิจฉัยภาวะโลหิตจางไว้ดังนี้

ผู้ชาย: ฮีโมโกลบิน < 13 กรัม/เดซิลิตร

ผู้หญิง: ฮีโมโกลบิน < 12 กรัม/เดซิลิตร

หญิงตั้งครรภ์: ฮีโมโกลบิน < 11 กรัม/เดซิลิตร

โรคโลหิตจางเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุหลักของโรคโลหิตจาง ปัจจัยและโรคที่เกี่ยวข้อง กลไกการเกิดภาวะโลหิตจาง
1. ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ขาดธาตุเหล็ก/วิตามินบี 12, โรคไตเรื้อรัง, โรคไขกระดูก, การตั้งครรภ์ ร่างกายขาดแร่ธาตุที่เป็นวัตถุดิบหลัก หรือขาดฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
2. ร่างกายสูญเสียเลือดมากเกินไป ประจำเดือนมามากผิดปกติ, แผลในกระเพาะอาหาร, ริดสีดวงทวาร, อุบัติเหตุ เกิดการสูญเสียเลือดทั้งแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
3. เม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากผิดปกติ โรคธาลัสซีเมีย, ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดงตัวเอง, เชื้อมาลาเรีย เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตกง่าย หรือถูกทำลายก่อนเวลาอันควร

ผู้เป็นโรคโลหิตจางจะมีอาการอย่างไร

อาการของโรคโลหิตจางมักพัฒนาค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยหลายรายปรับตัวเข้ากับอาการโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งภาวะรุนแรงขึ้น

อาการที่พบได้บ่อย:

อาการหลัก:

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอ
  • หายใจถี่ หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือเดิน
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด อาจเป็นลมได้ง่าย
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

อาการอื่น ๆ:

  • ผิวหนัง เล็บ ริมฝีปาก หรือเปรียบตาซีด
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมาก
  • เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
  • ปลายมือปลายเท้าเย็น เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
  • เสียงอื้ออู่ในหู หรือได้ยินเสียงผิดปกติ
  • อยากกินสิ่งแปลก ๆ เช่น น้ำแข็ง แป้ง ดิน (ในกรณีขาดธาตุเหล็กรุนแรง)

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์:

  • อาการเหนื่อยหอบหรือเจ็บหน้าอกแม้แต่เพียงเดินระยะสั้น
  • หน้ามืดหรือเป็นลมบ่อย
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ผิวหนังซีดมาก ริมฝีปากซีดจน

การตรวจวินิจฉัยโรคโลหิตจางมีวิธีการอย่างไร

การวินิจฉัยโรคโลหิตจางต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

  • ตรวจระดับฮีโมโกลบิน ฮีมาโตคริต และจำนวนเม็ดเลือดแดง

2. การตรวจเลือดเพิ่มเติม

  • ตรวจระดับแร่ธาติในเลือด เช่น ธาตุเหล็ก เฟอริติน วิตามินบี 12 กรดโฟลิก
  • ตรวจการทำงานของไต ตับ และต่อมไทรอยด์
  • ตรวจหาโรคประจำตัวหรือโรคแฝงที่อาจเป็นสาเหตุ

3. การตรวจพิเศษ

  • การย้อมสีเซลล์เม็ดเลือดเพื่อดูรูปร่างเม็ดเลือดแดง
  • การตรวจไขกระดูก ในกรณีที่สงสัยว่าโรคไขกระดูกอาจเป็นสาเหตุ
  • การส่องกล้องทางเดินอาหาร กรณีเลือดออกเรื้อรัง

มีวิธีการใดบ้างที่ใช้เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง

การรักษาโรคโลหิตจางต้องปรับตามสาเหตุ ความรุนแรง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละคน

การรักษาตามสาเหตุ:

1. กรณีขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia)

  • รับประทานเม็ดธาตุเหล็ก ตามที่แพทย์กำหนด (มักต้องรับประทาน 3-6 เดือน)
  • ปรับการกินอาหาร เพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
  • รักษาสาเหตุการเสียเลือด เช่น รักษาแผลในกระเพาะ หรือปรับประจำเดือนที่มากผิดปกติ

2. กรณีขาดวิตามิน

  • วิตามินบี12 ให้ฉีดหรือรับประทาน ขึ้นกับสาเหตุการขาด
  • กรดโฟลิก รับประทานเม็ดเสริม โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์

3. กรณีโรคเรื้อรัง

  • รักษาโรคต้นเหตุ เช่น โรคไต โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ
  • ให้ฮอร์โมน EPO กรณีไตวายเรื้อรัง
  • การรักษาพยุงอาการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต

4. กรณีโรคพันธุกรรม

  • การถ่ายเลือดเป็นประจำ สำหรับธาลัสซีเมียรุนแรง
  • ยาขับธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันธาตุเหล็กสะสมมากเกินไป
  • การปรึกษาทางพันธุกรรม สำหรับการวางแผนมีลูก

การรักษาเฉพาะหน้า:

การถ่ายเลือด:

  • กรณีฮีโมโกลบินต่ำกว่า 7-8 กรัม/เดซิลิตร หรือมีอาการรุนแรง
  • ต้องทำในโรงพยาบาลโดยทีมแพทย์

การใช้ยาพิเศษ:

  • ยาปฏิชีวนะ หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย
  • ยากดภูมิคุ้มกัน กรณีภูมิคุ้มกันไปทำลายเม็ดเลือดแดง

เราสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคโลหิตจางได้อย่างไร

การป้องกันโรคโลหิตจางทำได้ง่ายกว่าที่คิด หากเรารู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

การเลือกกินอาหารอย่างชาญฉลาด:

อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก:

  • เนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อววว เนื้อหมู (ธาตุเหล็กดูดซึมง่าย)
  • เครื่องใน เช่น ตับ หัวใจ เลือดหมู (ธาตุเหล็กสูงมาก)
  • อาหารทะเล เช่น หอย ปลาโอ ปลากะพง
  • ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ผักขม
  • ธัญพืช เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ

อาหารที่มีวิตามินบี12:

  • เนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลา
  • สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติ ควรหาอาหารเสริมวิตามินบี12

อาหารที่มีกรดโฟลิก:

  • ผักใบเขียวเข้ม ข้าวโพด ถั่วต่าง ๆ
  • ตับสัตว์ ไข่

เคล็ดลับการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด:

ควรทำ:

  • กินวิตามินซีร่วมกับธาตุเหล็ก เช่น กินส้มหลังอาหารที่มีธาตุเหล็ก
  • ปรุงอาหารในกระทะเหล็ก จะช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในอาหาร
  • แยกเวลากินแคลเซียม ห่างจากอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

ไม่ควรทำ:

  • ดื่มชา กาแฟ ร่วมมื้ออาหาร เพราะจะรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • กินยาลดกรดร่วมกับธาตุเหล็ก เพราะจะลดการดูดซึม

ผู้ใดบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคโลหิตจาง

การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะช่วยให้เราเฝ้าระวังและป้องกันได้ทันท่วงที

กลุ่มเสี่ยงสูง:

  • หญิงวัยเจริญพันธุ์ (เพราะการมีประจำเดือน)
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • เด็กและวัยรุ่น (ช่วงเจริญเติบโตเร็ว)
  • ผู้สูงอายุ (การดูดซึมสารอาหารลดลง)

กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ:

  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคมะเร็ง เอดส์
  • ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือมังสวิรัติแบบเข้มงวด
  • ผู้ที่มีปัญหาทางเดินอาหาร เช่น โรคแผลในกระเพาะ โรคลำไส้

ผู้เป็นโรคโลหิตจางมีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

  • หัวใจล้มเหลว หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ภาวะช็อกจากการขาดออกซิเจน
  • ภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย
  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง

1. โลหิตจางอันตรายมากแค่ไหน?

ความอันตรายขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โลหิตจางเล็กน้อยอาจทำให้เหนื่อยง่าย แต่โลหิตจางรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่รักษา อาจเกิดหัวใจล้มเหลว ช็อก หรือเสียชีวิตได้

2. โลหิตจางรักษาหายขาดได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุ:

  • โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กหรือวิตามิน รักษาหายขาดได้
  • โลหิตจางจากโรคเรื้อรัง ควบคุมได้ แต่อาจต้องดูแลระยะยาว
  • โลหิตจางทางพันธุกรรม ไม่หายขาด แต่ควบคุมอาการได้

3. ทานยาเสริมธาตุเหล็กช่วยป้องกันได้หรือไม่?

ช่วยได้ แต่ควรทานตามคำแนะนำแพทย์ เพราะธาตุเหล็กเกินก็อาจเป็นอันตราย กลุ่มที่ควรทานยาเสริม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ที่แพทย์แนะนำ

4. การตรวจเลือดบ่อยเกินไปเป็นอันตรายหรือไม่?

ไม่เป็นอันตราย การตรวจเลือดใช้เลือดเพียงเล็กน้อย และร่างกายสร้างเลือดชดเชยได้เร็ว

5. คนที่เป็นโลหิตจางไม่ควรออกกำลังกายหรือ?

ควรออกกำลังกายเบา ๆ ตามกำลัง หลีกเลี่ยงการออกแรงจนเหนื่อยหอบ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย

6. โลหิตจางมีผลต่อการมีบุตรหรือไม่?

โลหิตจางรุนแรงอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์และสุขภาพของทารก หญิงที่วางแผนจะมีบุตรควรตรวจสุขภาพและปรับปรุงระดับฮีโมโกลบินให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน

สรุป

โรคโลหิตจางเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและรับประทานสารอาหารที่สำคัญอย่างเพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนจากโรคโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Ref: clevelandclinic

ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง (FAQ)

1. เป็นโรคโลหิตจาง ควรกินอะไร และห้ามกินอะไร?

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางควรเน้นรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์สีแดง เครื่องในสัตว์ (ตับ, เลือด) อาหารทะเล และผักใบเขียวเข้ม โดยแนะนำให้ทานคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม ข้อห้ามสำคัญคือ "ไม่ควรดื่มชา กาแฟ หรือทานยาลดกรดพร้อมมื้ออาหาร" เพราะสารในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกาย

2. โรคโลหิตจาง สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

โรคโลหิตจางสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากสาเหตุเกิดจากการขาดสารอาหาร (เช่น ขาดธาตุเหล็ก หรือวิตามินบี 12) โดยแพทย์จะให้ยาเสริมธาตุเหล็กควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกิน แต่หากเกิดจากโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถดูแลและควบคุมอาการให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ

3. อาการโลหิตจางแบบไหนที่อันตรายและควรรีบไปโรงพยาบาล?

สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าภาวะโลหิตจางรุนแรง คือ อาการเหนื่อยหอบอย่างหนักแม้จะอยู่เฉยๆ หรือเดินเพียงระยะสั้น เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หน้ามืดเป็นลมบ่อยครั้ง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือสังเกตเห็นผิวหนังและริมฝีปากซีดเผือด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะช็อกจากการขาดออกซิเจนหรือหัวใจล้มเหลว

ทำนัดหมายแพทย์ออนไลน์​ | Appointment

  • พญ. ไอรีน ยินออง เกียรติกวานกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • นพ. จรัน มาลฮอตรา

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ | แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    เวชปฏิบัติทั่วไป

  • รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคปอดและทรวงอก

  • ผศ. ดร. นพ. ชัยชนะ นิ่มนวล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวชศาสตร์

  • รศ. นพ. ฐิตเวทย์ ตุมราศวิน

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคข้อและรูมาตอยด์

  • นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เกษทอง

    แผนกอายุรกรรม | ศูนย์สมองและระบบประสาท

    ความชำนาญพิเศษ
    ประสาทวิทยา

  • นพ. นพพล ลีลายุวัฒนกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ

  • พญ. นวลศรี แตระกุล

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรกรรมทั่วไป

  • พญ. นิวัน กลิ่นงาม

    แผนกอายุรกรรม | แผนกผู้ป่วยวิกฤต

    ความชำนาญพิเศษ
    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤต

  • พญ. ปิยาภัสร์ จิตภิรมย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    จิตเวช, จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

  • ผศ. นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว

    แผนกอายุรกรรม | แผนกห้องผ่าตัด

    ความชำนาญพิเศษ
    วิสัญญีวิทยา

  • นพ. ยุทธนา บุษยวิทย์

    แผนกอายุรกรรม

    ความชำนาญพิเศษ
    โรคภูมิแพ้