อาการ · สาเหตุ · ปัจจัยเสี่ยง · การป้องกัน
ภาพรวม
Anaphylaxis คือปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เกิดขึ้นเร็วมากหลังสัมผัสสิ่งที่แพ้ ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารเคมีจำนวนมากพร้อมกัน ทำให้ความดันโลหิตตกฉับพลัน ทางเดินหายใจตีบแคบ และอาจเกิดภาวะช็อกได้ภายในไม่กี่นาที
อุบัติการณ์ตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1.6–5.1% ของประชากรทั่วไป และแนวโน้มการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
Anaphylaxis ต้องได้รับการฉีด epinephrine ทันที และติดตามโดยบุคลากรทางการแพทย์ หากไม่รักษาทันเวลาอาจเสียชีวิตได้
อาการ
อาการมักเกิดภายในไม่กี่นาทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ แต่บางกรณีอาจล่าช้าได้หลายชั่วโมง เช่น ในผู้ที่แพ้ alpha-gal
ผิวหนัง: ลมพิษ คัน ผิวแดงหรือซีด บวมที่ตา ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอหอย
ระบบหายใจ: หายใจลำบาก หายใจเสียงดัง (wheezing) เสียงแหบ มีเสียงดังเมื่อหายใจเข้า (stridor) ออกซิเจนในเลือดต่ำ
ระบบไหลเวียนโลหิต: ความดันโลหิตตก ชีพจรเบาและเร็ว เป็นลม หมดสติ
ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย
อาการในทารกและเด็กเล็ก (อายุ < 3 ปี) อาจแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากบอกอาการตัวเองไม่ได้ ผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณต่อไปนี้: ร้องไห้ไม่หยุด หงุดหงิดผิดปกติ เกาหูหรือเกาผิว โดยอาการทางผิวหนังมักเด่นกว่าในผู้ใหญ่ และอาการทางระบบหายใจพบน้อยกว่า
สิ่งที่ควรรู้:
- Biphasic anaphylaxis — อาการกลับมาอีกครั้งหลังหายไปแล้วใน 1–48 ชั่วโมง (ค่ามัธยฐานประมาณ 10 ชั่วโมง) โดยไม่ได้สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ซ้ำ พบประมาณ 6–7% และมักเกิดในรายที่อาการรุนแรงตั้งแต่ครั้งแรกหรือต้องใช้ epinephrine มากกว่าหนึ่งครั้ง
- Persistent anaphylaxis — อาการต่อเนื่องไม่หายเกิน 4 ชั่วโมง
- Refractory anaphylaxis — อาการไม่ตอบสนองต่อ epinephrine ที่ให้อย่างเหมาะสม พบน้อยกว่า 0.5% มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก
เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
โทร 1669 หรือพาส่งห้องฉุกเฉินทันที หากมีอาการต่อไปนี้: หายใจลำบาก หอบเสียงดัง บวมคอหอยหรือลิ้น ความดันโลหิตตกหรือหมดสติ
แนะนำให้นัดพบแพทย์ด้านภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา (Allergist/Immunologist) ทุกรายที่เคยมีประวัติ anaphylaxis เพื่อประเมินความเสี่ยง หาสิ่งที่แพ้และวางแผนรับมือในอนาคต
สาเหตุ
ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปต่อสารที่สัมผัส เซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น mast cell และ basophil จะปล่อยสารเคมีจำนวนมากพร้อมกัน ก่อให้เกิดอาการทั่วร่างกาย สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:
- อาหาร: ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง นม ไข่ อาหารทะเล ข้าวสาลี งา (พบบ่อยที่สุดในเด็ก)
- ยา: ยาปฏิชีวนะ (penicillin, cephalosporin), ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, สี contrast สำหรับ CT/MRI
- พิษแมลง: ผึ้ง แตน ต่อ มดไฟ
- Latex: ถุงมือยาง สายยางทางการแพทย์
- การออกกำลังกาย: exercise-induced anaphylaxis มักสัมพันธ์กับอาหารบางชนิดก่อนออกกำลังกาย
- Alpha-gal allergy: แพ้น้ำตาล alpha-gal ในเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกิดหลังถูกเห็บกัด อาการมักล่าช้า 2–6 ชั่วโมง ควรสงสัยในผู้ที่มี idiopathic anaphylaxis
- Idiopathic (ไม่ทราบสาเหตุ): หาสาเหตุไม่พบแม้ตรวจอย่างละเอียด
ปัจจัยเสี่ยง
- เคยเกิด anaphylaxis มาก่อน — ปฏิกิริยาครั้งถัดไปอาจรุนแรงกว่าเดิม
- โรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ได้ — เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงทางระบบหายใจ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด — เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่า
- Mastocytosis หรือโรค mast cell — mast cell ที่ผิดปกติพร้อมปล่อยสารเคมีในปริมาณมาก ประมาณ 40–50% ของผู้ใหญ่ที่มีภาวะนี้เสี่ยงต่อ anaphylaxis
- Hereditary alpha-tryptasemia (HaT) — ภาวะทางพันธุกรรมที่มีระดับ tryptase ในเลือดสูงผิดปกติ พบในประมาณ 5–7% ของประชากร อาจเพิ่มความรุนแรงของอาการ
- อายุ: ผู้สูงอายุ (>60 ปี) และผู้ป่วยโรคหัวใจมีความเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรง ส่วนวัยรุ่นมักล่าช้าในการใช้ยาซึ่งอาจเป็นอันตราย
ยาที่อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น: Beta-blockers และ ACE inhibitors อาจขัดขวางการตอบสนองชดเชยของร่างกายและลดประสิทธิภาพของ epinephrine อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหยุดยาเหล่านี้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะความเสี่ยงจากการหยุดยาหัวใจมักสูงกว่าความเสี่ยงจาก anaphylaxis
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยอาศัยอาการทางคลินิกเป็นหลัก anaphylaxis มีโอกาสสูงหากเข้าข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- มีอาการทางผิวหนังหรือเยื่อเมือก ร่วมกับ อาการทางระบบหายใจหรือความดันโลหิตต่ำ
- มีอาการตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไปพร้อมกัน หลังสัมผัสสารที่น่าจะเป็นสาเหตุ
- ความดันโลหิตตกหลังสัมผัสสารที่รู้ว่าแพ้
สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบเกณฑ์วินิจฉัยก่อนฉีด epinephrine และในทางกลับกัน การที่ผู้ป่วยตอบสนองต่อ epinephrine ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเกิด anaphylaxis เสมอไป
บทบาทของ Serum Tryptase: tryptase เป็นสารที่ mast cell ปล่อยออกมาเมื่อถูกกระตุ้น ช่วยยืนยันการวินิจฉัยและค้นหาโรค mast cell แฝง ควรเจาะภายใน 2 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และเจาะซ้ำหลังหายดีเพื่อเป็นค่า baseline เปรียบเทียบ ถ้าระดับ tryptase ขณะเกิดอาการสูงกว่า baseline ≥20% + 2 ng/mL ถือว่ามี mast cell activation หาก baseline >8 ng/mL ควรตรวจหา HaT หรือ clonal mast cell disease เพิ่มเติม
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
- การแพ้อาหารมักเกิดจากการรับประทานเป็นหลัก มากกว่าการสัมผัสผิวหนังหรือสูดดม (ซึ่งมีโอกาสเกิด anaphylaxis น้อยมาก)
- อ่านฉลากอาหารทุกครั้ง รวมถึงผลิตภัณฑ์คุ้นเคย เพราะสูตรการผลิตอาจเปลี่ยนได้
- แจ้งร้านอาหารถึงการแพ้อย่างชัดเจนก่อนสั่งอาหาร ระวังการปนเปื้อนโดยเฉพาะในบุฟเฟ่ต์
- การสวมเสื้อผ้ามิดชิด ไม่เดินเท้าเปล่าบนหญ้า ไม่ใช้น้ำหอม ช่วยลดความเสี่ยงถูกแมลงต่อย
- พก Epinephrine Autoinjector หรือ Adrenaline prefilled syringe ติดตัวตลอดเวลา
ขนาดยาที่แนะนำตามน้ำหนักตัว:- น้ำหนัก < 15 กก. (ทารก/เด็กเล็ก): 0.1 mg หรือ 0.15 mg
- น้ำหนัก 15–25 กก.: 0.15 mg
- น้ำหนัก ≥25 กก.: 0.3 mg
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก แม้ผ่านเสื้อผ้าบาง ๆ ได้ แต่ควรถอดเสื้อผ้าหนาออกก่อน
Epinephrine Autoinjector ที่หมดอายุแล้วยังคงประสิทธิภาพประมาณ 80–90% แต่ควรต่ออายุโดยเร็ว
- แผนรับมือฉุกเฉิน
- พกบัตรแจ้งการแพ้ (Medical Alert)
- แจ้งครอบครัว เพื่อน ครู หรือเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับการแพ้และวิธีช่วยเหลือ
- ฝึกวิธีใช้ Epinephrine Autoinjector หรือ Adrenaline prefilled syringe กับแพทย์หรือพยาบาล และทบทวนเป็นประจำทุก 6 เดือน
- มีแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis Action Plan)
- สำหรับเด็กในโรงเรียน: โรงเรียนควรมี Epinephrine Autoinjector สำรองที่ไม่ระบุชื่อผู้ป่วย และมีเจ้าหน้าที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการจัดการ anaphylaxis
- ระหว่างเดินทาง
- พก Epinephrine Autoinjector หรือ Adrenaline prefilled syringe ติดตัวขึ้นเครื่องบินเสมอ ไม่ฝากใต้ท้องเครื่อง
- ในสนามบินและระหว่างเดินทาง ไม่มีการจำหน่าย stock epinephrine ต้องพกเองเสมอ
- เตรียมบัตรแจ้งการแพ้เป็นภาษาของประเทศปลายทาง
ความสัมพันธ์กับ Mastocytosis และโรค Mast Cell
ผู้ที่เกิด anaphylaxis บ่อยหรือรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้พิษแมลงและไม่มีลมพิษ หรือมีความดันโลหิตตก อาจมีโรค mastocytosis แฝงอยู่ โรคนี้คือความผิดปกติของ mast cell ที่แบ่งตัวมากผิดปกติ ทำให้ร่างกายพร้อมปล่อยสารเคมีในปริมาณมากเมื่อถูกกระตุ้น
ควรพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น วัดระดับ baseline serum tryptase และอาจต้องทำ bone marrow biopsy ในผู้ใหญ่ที่มีประวัติ anaphylaxis จากพิษแมลงรุนแรงหรือ idiopathic anaphylaxis ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะรายที่คะแนน REMA score สูง
ผู้ป่วยที่มี mastocytosis และแพ้พิษแมลงควรได้รับ Venom Immunotherapy (VIT) และควรทำต่อเนื่องไม่มีกำหนด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่อาการจะกลับมาหากหยุดการรักษา
ข้อมูลอ้างอิง
Golden DBK, Wang J, Waserman S, et al. Anaphylaxis: A 2023 practice parameter update. Ann Allergy Asthma Immunol. 2024;132(2):124–176.
บทความโดย
พญ. กัญลดา ว่องวรภัทร
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้
สาขาเฉพาะทาง: กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
ติดต่อสอบถาม หรือทำนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE @MBRACE
พญ. กัญลดา ว่องวรภัทร
ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้
สาขาเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์, กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
ภาษา
ไทย, อังกฤษ
– Respiratory Allergy
– Asthma
– Atopic Dermatitis
– Contact Dermatitis
– Eczema
– Urticaria
– Food Allergy
– Anaphylaxis
– Drug Allergy
– Immunotherapy (Inhalation and Food)
– Vaccination in Allergy/Immunology Patients
– Biologic Therapy for Allergic Diseases
– Allergy Prevention
– สาขากุมารเวชศาสตร์
– อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน
– Doctor of Medicine with First-Class Honors, Chiang Mai University
– Fellowship in Pediatric Allergy and Immunology, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University (King Chulalongkorn Memorial Hospital)
– Residency in Pediatrics, Faculty of Medicine, Chiang Mai University
– Diploma of the Thai Sub-board of Pediatric Allergy and Immunology.
– Diploma of the Thai Board of Pediatrics
– Observership in the Department of Allergy and Immunology, Mount Sinai Hospital, New York, USA
ตารางออกตรวจแพทย์
| วัน | เวลา | แผนก |
|---|---|---|
| จันทร์ | 08:00 – 13:00 | ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ |
| อังคาร | 08:00 – 18:00 | ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ |
| พุธ | 08:00 – 14:00 | ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ |
| พฤหัสบดี | 08:00 – 18:00 | ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ |
| อาทิตย์ | 08:00 – 18:00 | ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ |