Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

โรคปอดอักเสบเกิดจากปอดติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ทำให้เกิดการอักเสบในถุงลมของปอดข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง หากถุงเหล่านี้เต็มไปด้วยของเหลวหรือหนอง จะทำให้หายใจลำบาก และการติดเชื้ออาจลุกลามจนเสียชีวิตได้

 

โรคปอดอักเสบ Pneumonia

ปอดติดเชื้อ

โรคปอดอักเสบเกิดจากการที่ปอดติดเชื้อ อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย โรคปอดอักเสบเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสูดละอองฝอยในอากาศจากการจามหรือไอ
นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสกับพื้นผิวหรือวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค โรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อราในสิ่งแวดล้อม จะไม่แพร่กระจายจากคนสู่คน

 

โรคปอดอักเสบจำแนกตามสถานที่หรือวิธีการที่ได้รับเชื้อมา ได้แก่:

1. ปอดอักเสบติดเชื้อที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล (Hospital Acquired Pneumonia; HAP) โรคปอดอักเสบจากแบคทีเรียชนิดนี้เกิดขึ้นระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล อาจร้ายแรงกว่าชนิดอื่นๆ เนื่องจากแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องอาจดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
2. โรคปอดอักเสบชุมชน (Community-acquired Pneumonia; CAP) ซึ่งหมายถึงโรคปอดอักเสบที่ได้มาจากนอกสถานพยาบาล
3. โรคปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator- associated. pneumonia; VAP) เกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจเกิดโรคปอดอักเสบ
4. โรคปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) เกิดจากการหายใจเอาแบคทีเรียจากอาหาร เครื่องดื่ม หรือน้ำลายเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร ผู้ที่มีปัญหาในการกลืนหรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ความรู้สึกตัวลดลงมักมีแนวโน้มที่จะมีปัญหานี้

 

อาการของโรคปอดอักเสบ

อาการของโรคปอดอักเสบอาจมีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ อาการเหล่านี้ได้แก่

– ไอมีเสมหะ
– ไข้
– เหงื่อออกหรือหนาวสั่น
– หายใจถี่ขณะทำกิจกรรมตามปกติ หรือแม้แต่ขณะพัก
– อาการเจ็บหน้าอกที่แย่ลงเมื่อหายใจหรือไอ
– รู้สึกเหนื่อยหรือเมื่อยล้า
– สูญเสียความอยากอาหาร
– คลื่นไส้หรืออาเจียน
– ปวดศีรษะ

อาการอื่นๆ อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพผู้ป่วย ณ ขณะนั้น เช่น
– ในเด็กทารกอาจไม่มีอาการ แต่บางครั้งอาจอาเจียน อ่อนแรง หรือมีปัญหาในการกินอาหาร
– ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจหายใจเร็วหรือหายใจมีเสียงหวีด
– ผู้สูงอายุอาจมีอาการเล็กน้อย แต่อาจมีอาการสับสนหรืออุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ

 

“โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคเข้าไปในปอดทำให้ปอดเกิดการติดเชื้อ ปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อส่งผลให้เกิดถุงลมในปอดอักเสบ การอักเสบนี้อาจทำให้ถุงลมเต็มไปด้วยหนองและของเหลว ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้ทั้งจากแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา”

 

ปัจจัยเสี่ยง

ทุกคนสามารถเป็นโรคปอดอักเสบได้ แต่มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมากกว่าปกติ ได้แก่:

– ทารกตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ปี
– ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
– ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจาก การตั้งครรภ์ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์หรือยารักษามะเร็งบางชนิด
– ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจล้มเหลว โรคตับ โรคไต เป็นต้น
– ผู้ที่เพิ่งเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
– ผู้ที่มีความผิดปกติทางสมอง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการกลืนหรือไอ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง บาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน
– ผู้ที่สัมผัสกับสารก่อการระคายเคืองต่อปอดเป็นประจำ เช่น มลพิษทางอากาศและควันพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะทำงาน
– ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัด เช่น เรือนจำหรือบ้านพักคนชรา
– ผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ร่างกายกำจัดเสมหะในทางเดินหายใจได้ยากขึ้น
– ผู้ที่ใช้ยาหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลให้ง่วงนอน ทำให้เพิ่มโอกาสที่จะสำลักน้ำลายหรืออาเจียนเข้าไปในปอดได้มากขึ้น

 

การวินิจฉัยโรค

แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงการฟังปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจสั่งตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ เอ็กซ์เรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับประเภทของโรคปอดอักเสบที่เป็นอยู่ ความรุนแรงและโรคร่วมอื่นๆ

แพทย์อาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทานสำหรับอาการปอดอักเสบ ซึ่งยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่สามารถรักษาโรคปอดอักเสบจากแบคทีเรียได้ ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบคอร์สเสมอ แม้ว่าจะเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม ซึ่งหากกินไม่ครบตามแพทย์สั่ง เชื้ออาจถูกกำจัดออกจากร่างกายไม่หมด และการรักษาจะหายได้ยากขึ้นในอนาคต

 

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ได้กับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส แพทย์อาจสั่งยาต้านไวรัส และบางครั้งโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสสามารถหายได้เองจากการรักษาตัวที่บ้าน

 

ยาต้านเชื้อราใช้ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา ซึ่งโดยปกติแล้วการรักษาจะใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อกำจัดเชื้อ

ปอดติดเชื้อหายเองได้ไหม และกี่วันหาย

การรักษาโรคปอดอักเสบเกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะติดเชื้อและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่เป็นโรคปอดอักเสบชุมชนสามารถรักษาที่บ้านได้ด้วยยา แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะบรรเทาลงในสองสามวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ความรู้สึกเหนื่อยล้าอาจคงอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้น

หากอาการปอดอักเสบรุนแรงมากหรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ และการหายใจได้ และอาจได้รับยาปฏิชีวนะฉีดเข้าเส้นเลือด และได้รับออกซิเจน เป็นต้น

 

โรคแทรกซ้อน

หากมีโรคปอดอักเสบแล้วไม่รักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนอาจรวมถึง:

1. อาการของโรคเรื้อรังแย่ลง หากผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่แล้ว โรคปอดอักเสบอาจทำให้อาการแย่ลงได้ รวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลว ในบางรายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย
2. การติดเชื้อในกระแสเลือด โดยแบคทีเรียจากการติดเชื้อปอดอักเสบอาจแพร่กระจายไปยังกระแสเลือด ซึ่งสามารถนำไปสู่ความดันโลหิตต่ำจนเป็นอันตราย เกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ และในบางกรณี อวัยวะภายในทำงานล้มเหลว
3. ฝีในปอดจากปอดมีหนอง การใช้ยาปฏิชีวนะสามารถรักษาได้ แต่บางครั้งอาจต้องระบายหรือผ่าตัดเอาหนองออก
4. ภาวะหายใจลำบาก ผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
5. ภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่รุนแรงจากการเกิดภาวะการหายใจล้มเหลว เป็นเหตุฉุกเฉิน ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
6. ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หากไม่รักษาโรคปอดอักเสบ อาจมีของเหลวรอบๆ ปอดในเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มปอดเป็นเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ด้านนอกของปอดและด้านในของซี่โครง ของเหลวดังกล่าวอาจติดเชื้อและจำเป็นต้องระบายออก
7. ไต หัวใจ และตับถูกทำลาย อวัยวะเหล่านี้อาจเสียหายหากไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ หรือหากเกิดปฏิกิริยาต่อระบบภูมิคุ้มกันมากเกินไป
8. เสียชีวิต ในบางกรณี โรคปอดอักเสบอาจถึงแก่ชีวิตได้ จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในสหรัฐอเมริกา (CDC) ในปี 2562 ผู้ป่วยเกือบ 44,000 คนในสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ

 

การป้องกันโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบสามารถป้องกันได้

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ
มีวัคซีนหลายชนิดที่ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบได้ ตัวอย่างเช่น วัคซีน Prevnar 13 และ Pneumovax 23

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
โรคปอดอักเสบมักเป็นอาการแทรกซ้อนของไข้หวัด ดังนั้นควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีด้วย โดยแนะนำให้ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปรับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่

อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่หากได้รับวัคซีน ก็จะมีแนวโน้มที่จะมีอาการเจ็บป่วยน้อยลงและสั้นลง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยลงด้วย

 

เคล็ดลับการป้องกันโรคปอดอักเสบอื่น ๆ

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่สามารถทำได้ เช่น


– เลิกบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคปอดอักเสบ
– ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อกำจัดเชื้อโรค
– ปิดปากเวลาไอและจาม ทิ้งทิชชู่ที่ใช้แล้วทันที
– มีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน พักผ่อนอย่างเพียงพอ กินอาหารให้สมดุล และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

LUNG-icon2

คนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปอด

คนต่อวัน
0

โรคมะเร็งปอด คือ​

“โรคที่เซลล์ในปอดเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้”

มะเร็งอาจเริ่มต้นที่ปอด และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เช่น สมอง หรือมะเร็งจากอวัยวะอื่นอาจจะแพร่กระจายไปยังปอดได้เช่นกัน

อาการของโรคมะเร็งปอด |
โดยส่วนใหญ่มักจะไม่เกิดอาการ จนกว่ามะเร็งจะดำเนินไปสู่ ระยะ 3 ขึ้นไป

"นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดจึงเป็นเรื่องสำคัญ"

ผู้เป็นมะเร็งปอดอาจมีอาการเหล่านี้:

  • อาการเจ็บหน้าอกหรือรู้สึกไม่สบาย
  • อาการไอที่ไม่หาย หรือแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป
  • หายใจลำบาก
  • หายใจมีเสียงวี๊ด
  • ไอมีเสมหะเป็นเลือด
  • เสียงแหบ
  • ไม่อยากอาหาร
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
  • มีปัญหาในการกลืน
  • มีอาการบวมที่ใบหน้าและ/หรือเส้นเลือดที่คอ

ใครบ้าง มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด?

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่อายุมากกว่า 45 ปี
  • ผู้มีบุคคลในครอบครัวสุบบุหรี่ หรือใกล้ชิดคนสูบบุหรี่
  • ผู้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ
  • มีประวัติคนในครอบครัวทางสายเลือดเป็นมะเร็งปอด
  • ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

แพ็กเกจตรวจหลอดลมอักเสบด้วยFENO TEST

PM 2.5 มลพิษร้าย อันตรายกับหลอดลม เพียงเป่าลมหายใจใส่เครื่องมือวัด ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถรู้ผลได้ทันที

ตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา

หมายเหตุ

  • ราคานี้รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
  • กรุณานัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ ที่ศูนย์รักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ชั้น 1 โทร 02 022 0840

ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ Low-dose CT Scan

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่มีอัตราคร่าชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับต้นๆ เหตุเพราะไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก แต่ในทางกลับกันหากตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ในระยะแรก โอกาสรักษาให้หายขาดได้จะมีสูงถึง 90%
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Low-dose Computed Tomography (low-dose CT) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา จึงช่วยให้ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มต้น และแน่นอนว่า ช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ถึง 20 %