มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก คือเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Human Papilloma Virus หรือเรียกสั้นๆว่า เชื้อ เอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ในแต่ละปีจะมีผู้หญิงไทยเป็น มะเร็งปากมดลูก ประมาณ 6,000 – 8,000 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 8-10 คน* (ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) มะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อ HPV สาเหตุเดียวเท่านั้น แต่ก็ต้องเป็น HPV ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งมีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ จากทั้งหมด 100 สายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ป้องกันโรคร้ายอันดับต้น ๆ ของใหญ่ผู้หญิง
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก
การติดเชื้อเชิงบวกของเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) เชื้อ HPV มักเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก หากไม่ได้รับการคัดกรองหรือรับวัคซีนป้องกัน HPV
การสูบบุหรี่และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก
การมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงสูง เช่น มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย หรือมีพาร์ทเนอร์เปลี่ยนไปบ่อยๆ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
การไม่ทำการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นปัจจัยเสี่ยงในการไม่ตรวจพบโรคตั้งแต่เริ่มต้น
สัญญาณเตือน อาการมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก พบมากเป็นอันดับที่ 2 โดยพบเป็น 13.8% ของมะเร็งในผู้หญิง เกณฑ์ที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากมดลูก มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเอง
- ตกขาวผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด มีตกขาวมากกว่าปกติ หรือตกขาวมีเลือดปน
- เลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกหลังจากหมดประจำเดือน
- ปวดท้องน้อย ปวดบริเวณหัวหน่าว
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะ/อุจจาระปนเลือด ปัสสาวะไม่ค่อยออก
- ปวดบวม ปวดหลัง ขาบวม ไตวาย (กรณีที่มะเร็งมีระยะลุกลามรุนแรง)
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ใครบ้างที่ควรได้รับการ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- ควรมาตรวจหลังประจำเดือนหมดประมาณ 1 อาทิตย์
- ผู้หญิงทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป หรือเคยมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการตกขาวผิดปกติ เช่นมีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
- เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด
แนะนำเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Co-TEST ทุก 3 ปี หรือด้วย Pap Smear ทุก 1 ปี (หากผลตรวจปกติ)
วิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก
- รับวัคซีนป้องกัน HPV : การรับวัคซีน HPV เป็นวิธีสำคัญในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งควรทำในช่วงวัยที่เหมาะสม สามารถฉีดวัคซีนในวัยหนุ่มสาวระหว่าง 9-26 ปี
- การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี : การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) เป็นการหาความผิดปกติก่อนที่จะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก เพื่อหาวิธีดูแลรักษาให้หาย
- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง : หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก
- การดูแลสุขภาพ : การดูแลสุขภาพที่ดี รวมถึงการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การดูแลสุขภาพและปฏิบัติตามข้อแนะนำที่กล่าวมาเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก การรับรู้และรับรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพของผู้หญิงและสำคัญที่สุดคือหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Thinprep + HPV DNA โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้สั่งสมประสบการณ์ด้านการดูแลสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องสุขภาพสตรีเป็นพิเศษ จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centre) และ ต่อยอดเป็นศูนย์เฉพาะทาง อย่าง ศูนย์เฉพาะทางมะเร็งปากมดลูก (Gynecology Centre) เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษา ตลอดจนป้องกันและรักษา โรคมะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BNH ขอแนะนำแพ็กเกจตรวจ มะเร็งปากมดลูก ที่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยมีมา! “CO-TEST PACKAGE” การตรวจที่รวม 2 เทคโนโลยีรวมเอาไว้ในหนึ่งเดียว (Pap Smear + HPV DNA Test) ควรเข้ารับการตรวจทุก 1 – 3 ปี (ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้ในการตรวจ) สถิติการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเทคนิค Co-Test ของโรงพยาบาล BNH ช่วงปี 2019 – 2022 ทั้งหมดประมาณ 18,000 ราย พบ high risk HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกถึง 10% แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
Co-Test ( Pap Smear & HPV DNA ) การ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจ pap smear เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก เป็นวิธีการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบดั้งเดิม ส่วนการตรวจ HPV DNA(ตัวหนา) เป็นการตรวจแบบเจาะลึกระดับ DNA สำหรับเชื้อไวรัส HPV ความเสี่ยงสูงซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเป็นเทคนิคที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มความไว และความแม่นยำในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก เมื่อตรวจร่วมกัน 2 เทคนิค เรียกว่า Co-Test ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และเข้ารับรักษาได้รวดเร็ว
Transvaginal Ultrasound (TVS) การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางช่องคลอด
เป็นการตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ได้แก่ มดลูก และรังไข่ การอัลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องคลอดเข้ามามีบทบาทมาก เพราะสามารถเห็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจนกว่าการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก รังไข่ เช่น เนื้องอกของมดลูก ซีสต์ของรังไข่เป็นต้น สามารถช่วยในการประเมินมดลูกและรังไข่เพื่อเทคโนโลยีเจริญพันธุ์
โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ดังนั้นการเข้ารับการตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอ และเลือกตรวจด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพจะทำให้คุณมั่นใจและปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก