Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Translated by AI

มะเร็งลำไส้

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

มะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่มักเริ่มต้นบริเวณลำไส้ใหญ่ อาการที่น่าสงสัยเช่น มีเลือดปนมาในอุจจาระ ขับถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องเสียสลับท้องผูก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้อย่างสม่ำเสมอ หรือตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้

มะเร็งลำไส้ คืออะไร

มะเร็งลำไส้เกิดขึ้นเมื่อมีการเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ ซึ่งในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ หากเซลล์มะเร็งเริ่มต้นที่ทวารหนัก มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนักอาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ ปัจจุบันพบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่พบได้มากขึ้นในคนไทย ดังนั้นผู้ที่มีอาการสงสัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือพบว่ามีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ผิดไปจากปกติควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจาก หากเป็นและไม่ได้รับการรักษา มะเร็งลำไส้ใหญ่อาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และทำให้เสียชีวิตได้

อาการของมะเร็งลำไส้

อาการที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้

สัญญาณและอาการแสดงของมะเร็งลำไส้ ได้แก่:

– พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป เช่นท้องเสียและ/หรือท้องผูกอย่างต่อเนื่อง หรือยังรู้สึกปวดท้องอยากถ่ายหลังจากเพิ่งถ่ายเสร็จ
– มีเลือดออกทางทวารหนักหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
– อาการไม่สบายท้องอย่างต่อเนื่อง เช่น ปวดเกร็งในช่องท้อง หรือมีแก๊ส
– รู้สึกถ่ายไม่สุด
– อ่อนแรง หรือเหนื่อยล้า
– น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการของมะเร็งลำไส้ในแต่ละระยะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกสุดเรียกว่า ระยะที่ 0 (มะเร็งในระยะเริ่มแรก) และแบ่งออกเป็นอีก 1-4 ระยะ ระยะแรกคือ ระยะที่มะเร็งแพร่กระจายน้อย ระยะที่มากขึ้น เช่น ระยะที่ 4 หมายความว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายมากขึ้น

ระยะที่ 0
มะเร็งอยู่ในระยะเริ่มต้น ระยะนี้มะเร็งจะอยู่ในเยื่อบุลำไส้ และไม่เติบโตเกินกว่าชั้นเยื่อเมือกของลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก

ระยะที่ 1
มะเร็งเติบโตมากขึ้น แต่ยังอยู่ในเยื่อบุลำไส้ ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง หรือตำแหน่งอื่นๆ

ระยะที่ 2
มะเร็งได้เติบโตขึ้นจนถึงชั้นนอกสุดของลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก หรือเติบโตทะลุผ่านผนังลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียง แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง หรือตำแหน่งอื่นๆ

ระยะที่ 3
มะเร็งเติบโตผ่านผนังของลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักและติดหรือเติบโตในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียงอื่น ๆ มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง แต่ยังไม่ได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ห่างไกล

ระยะที่ 4
มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ห่างไกลออกไป หรืออาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ไกลออกไป

อาการของมะเร็งลำไส้ในแต่ละระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ระยะที่ 3 ระยะที่ 4
ท้องผูก
ท้องผูก
รู้สึกอ่อนเพลีย
ตัวเหลือง/ตาเหลือง
ท้องเสีย
ท้องเสีย
เหนื่อยล้า อ่อนแรงแบบไม่มีสาเหตุ
มือและเท้าบวม
อุจจาระมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไป
อุจจาระมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไป
น้ำหนักลด
หายใจลำบาก
อุจจาระมีเลือดปน
อุจจาระมีเลือดปน
อุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า 1 เดือน
ปวดศีรษะเรื้อรัง
มีเลือดออกทางทวารหนัก
มีเลือดออกทางทวารหนัก
รู้สึกแน่นท้อง/เหมือนอุจจาระไม่สุด
ตาพร่ามัว
ท้องอืด มีลมในท้องมาก
ปวดท้อง ปวดเกร็งในช่องท้อง
อาเจียน
กระดูกหักง่าย
ปวดท้อง ปวดเกร็งในช่องท้อง
ปวดท้อง ปวดเกร็งในช่องท้อง

มะเร็งลำไส้มีลักษณะอุจจาระอย่างไร

ลักษณะอุจจาระของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ ยากที่จะระบุแน่ชัด มะเร็งอาจทำให้ลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักตีบตัน ขัดขวางการเคลื่อนที่ของของเสียหรือขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งนำไปสู่ อาการท้องผูกที่ไม่ทุเลาลงด้วยยายาวนานกว่า 2-3 วัน หรือมีภาวะลำไส้อุดตัน
อุจจาระอาจจะมีลักษณะแข็งและเล็กเหมือนก้อนกรวด ซึ่งเกิดจากการที่น้ำถูกดูดซึมออกไปเนื่องจากอุจจาระอยู่ในลำไส้นานเกินไป หรืออุจจาระมีลักษณะบางและลีบ เนื่องจากอุจจาระถูกบีบผ่านสิ่งกีดขวางในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก

อาการของมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้าย

ผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ในระยะแพร่กระจายอาจมีอาการต่อไปนี้:

– มีเลือดสีเข้มในอุจจาระ/อุจจาระสีดำ
– ท้องผูกและ/หรือท้องเสีย
– อุจจาระยาวและบางเหมือนดินสอ
– เหนื่อยล้า/อ่อนแรง
– ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด
– น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
– คลื่นไส้อาเจียน


เมื่อมะเร็งแพร่กระจาย อาการอื่นๆ อาจพบได้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เนื้องอกก่อตัวขึ้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังตับ ปอด และเยื่อบุช่องท้อง หากพบการแพร่กระจายของมะเร็งในปอดอาจทำให้หายใจลำบากและหายใจถี่ หากพบในตับอาจส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้และดีซ่านได้

สาเหตุของมะเร็งลำไส้คืออะไร เกิดจากอะไร

มีหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ได้

ในปัจจุบัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัดที่บ่งบอกว่าอะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ แต่ปัจจัยหลายๆ อย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ ได้แก่

– เป็นโรคลำไส้อักเสบ เช่น โรคโครห์น (Crohn’s disease) หรือลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล
– มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
– ขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ
– รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้น้อย การรับประทานผักและผลไม้ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
– รับประทานอาหารที่มีกากใยต่ำและไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีเนื้อสัตว์แปรรูปสูง
– มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
– ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้

แพทย์แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในผู้ที่มีสุขภาพดีโดยไม่มีสัญญาณหรืออาการใดๆ เพื่อค้นหาสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อลำไส้ที่ไม่ใช่มะเร็ง การพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกมีโอกาสในการรักษาหายมากที่สุด และลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้

โดยทั่วไป จะแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุประมาณ 45 ปี แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน ควรพิจารณาตรวจคัดกรองอายุน้อยกว่านี้

วิธีการตรวจคัดกรองมีหลายวิธี เช่น การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากแพทย์ตรวจพบติ่งเนื้อก็สามารถเอาออกก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งได้

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่

หากอาการแสดงบ่งชี้ว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์อาจแนะนำการตรวจ ดังนี้:

1. การใช้กล้องส่องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เป็นการใช้ท่อที่ยาว ยืดหยุ่น และเรียวซึ่งติดอยู่กับกล้องวิดีโอและจอภาพเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่และทวารหนักทั้งหมด หากพบบริเวณที่น่าสงสัย แพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ (การตัดชิ้นเนื้อ) เพื่อนำไปวิเคราะห์และนำติ่งเนื้อออกไป
2. การตรวจเลือด ไม่มีการตรวจเลือดใดที่สามารถบอกได้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่ แต่แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อดูทำงานของไตและตับ และค่าผิดปกติที่ผลิตโดยมะเร็งลำไส้ เช่น ค่า carcinoembryonic antigen (CEA)
3. แพทย์อาจทำการสั่งตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การทำ Computerized Tomography Scan (CT scan) การทำ Magnetic Resonance Imaging (MRI) เป็นต้น

การรักษามะเร็งลำไส้

มะเร็งลําไส้รักษาหายหรือไม่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ใช้วิธีการผ่าตัดส่วนที่เป็นมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่มะเร็งลุกลามออกไป อาจมีการทำทวารเทียม โดยเอาปลายลำไส้ส่วนที่เหลืออยู่เปิดออกทางหน้าท้องเพื่อให้อุจจาระออกแทนการขับถ่ายทางทวารหนัก

หากมะเร็งมีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ผู้ป่วยอาจไดัรับรังสีรักษาและการให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มีโอกาสรักษาหายได้สูงและมักรักษาให้หายขาดได้โดยเฉพาะเมื่อมะเร็งที่เกิดขึ้นยังอยู่เฉพาะที่บริเวณลำไส้ ไม่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักและประมาณ 50% ของผู้ป่วยหายขาด อย่างไรก็ตาม การกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัดยังเป็นปัญหาสำคัญที่พบและมักเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

มะเร็งลําไส้ระยะที่ 3 อยู่ได้กี่ปี

ในสหรัฐอเมริกา อัตราการรอดชีวิตสัมพัทธ์ที่ 5 ปี คือ 65% ซึ่งอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึง ระยะของมะเร็งที่เป็นอยู่ อายุ สุขภาพ ณ ขณะนั้น และแผนการรักษา

หากตรวจพบมะเร็งในระยะที่มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่ อัตราการรอดชีวิตคือ 91% หากมะเร็งแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ และ/หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้น อัตราการรอดชีวิตสัมพัทธ์ที่ 5 ปีคือ 72% หากมะเร็งลำไส้ใหญ่แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย อัตราการรอดชีวิตสัมพัทธ์ที่ 5 ปีคือ 13%

สิ่งสำคัญคือ ต้องจำไว้ว่าสถิติเกี่ยวกับอัตราการรอดชีวิตสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นเพียงการประมาณค่าเท่านั้น และไม่สามารถบอกได้ว่ามะเร็งจะทำให้ชีวิตสั้นลงหรือไม่ แต่สถิติเหล่านี้จะอธิบายถึงแนวโน้มอัตราการรอดชีวิตในกลุ่มคนที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเดียวกัน รวมถึงระยะของโรคด้วย

ข้อมูลโดย

ภญ. ปฐมา เทพชัยศรี
เภสัชกรคลินิก แผนกเภสัชกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช