เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
แม้ว่าการสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่โดยตอนนี้อาจจะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่จึงสามารถทำให้เกิด มะเร็งปอด
“มะเร็งปอด” แม้ไม่สูบบุหรี่ ก็เสี่ยง
แม้ว่าวิทยาทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลมาก สามารถช่วยให้ผู้คนหายจากความเจ็บป่วย แต่ก็มีหลายกรณีนี้ที่ยังหาสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา แต่เป็นมะเร็งปอด หรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย อยู่เป็นประจำกลับประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์มีการค้นคว้าทำการวิจัยกันมากขึ้น พบว่าไม่ใช่แค่บุหรี่เท่านั้นที่ทำให้เกิดมะเร็ง
มะเร็งปอด
มะเร็งปอดคือโรคที่เกิดจากการเกิดเซลล์มะเร็งในเนื้อเยื่อปอดซึ่งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่เกิดจากมะเร็งทั่วโลก มะเร็งปอดสามารถเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และมักพบมากที่สุดในผู้ที่สูบบุหรี่ โดยมะเร็งปอดสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ผ่านทางกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะอยู่ในระยะโรคที่รุนแรงแล้ว
สาเหตุที่มาและพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งปอด
- ควันบุหรี่มือสอง(Second Hand Smoke) หากสูดหายใจเอาควันบุหรี่เข้าปอด ไปเที่ยวตามสถานที่บันเทิง ยืนท่ามกลางฝูงคนที่พ่นควันบุหรี่ตลอดเวลา การสูดเอาควันบุหรี่ของคนอื่นเข้าปอด เผลอๆ จะอันตรายยิ่งกว่าตัวคนสูบบุหรี่เองเสียด้วย
- การสัมผัสกับก๊าซเรดอน (Radon) เรดอนเป็นก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสีในดิน หิน และแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไร้กลิ่นและรส แต่สามารถสะสมในสถานที่ปิด และก่อให้เกิดอันตรายได้
- สารแอสเบสตอส (asbestos) หรือแร่ใยหิน ที่ถูกนํามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้าง (กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน) อุตสาหกรรมการผลิตท่อน้ำซีเมนต์ กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น ผ้าเบรก ฉนวนกันความร้อน และ อุตสาหกรรมสิ่งทอ แร่ใยหินเป็นสารที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ โดยผู้ที่ทำงานในโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหินจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 7 เท่า
- มลพิษทางอากาศ ฝุ่นควันต่างๆ เช่น PM2.5 และ PM10 ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้และสารเคมีในอากาศ สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ การสัมผัสมลพิษทางอากาศในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานสามารถนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งปอดได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การติดเชื้อที่ทำลายปอด ที่เกิดจากไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสโคโรนาหรือการติดเชื้อราในปอดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด
- พันธุกรรม หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งปอด ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน
การทำความเข้าใจต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกนี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดได้
อาการของมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดอาจไม่แสดงออกในระยะแรกหรืออาจมีอาการไม่พึงประสงค์ อาการที่พบได้บ่อยเมื่อมะเร็งปอดเป็นรุนแรงมากขึ้น ได้แก่
- ไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด: อาจมีการไอและเสมหะเป็นเลือดหรือมีเลือดปนอยู่ในเสมหะที่ไอออกมา
- หายใจเหนื่อยหอบ หายใจไม่ทัน: ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจเหนื่อยหอบหรือหายใจไม่ค่อยทัน อาจเกิดจากการทำลายของเนื้อเยื่อปอดที่เป็นมะเร็งนั่นเอง
- เจ็บหน้าอกหรือแสบร้อนในหน้าอก: ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหน้าอกหรือรู้สึกแสบร้อนในหน้าอก เนื่องจากมะเร็งปอดทำลายเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในบริเวณนั้น
- ผอมลงอย่างรวดเร็ว: ผู้ป่วยอาจเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน มะเร็งปอดสามารถส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
- เสมหะหรือเลือดมากกว่าปกติในเสมหะที่ไอออก: ผู้ป่วยอาจมีเสมหะมากกว่าปกติหรือเสมหะมีเลือดปนอยู่
- อาการอื่นๆ: อาจมีอาการเจ็บคอ กลืนลำไส้ และอาการทางเดินหายใจที่ผิดปกติ เช่น หายใจหอบเหนื่อย เดินลำบาก หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
การป้องกันความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีคนสูบบุหรี่อยู่รอบข้าง เพราะการสูบดมควันบุหรี่นั้นเป็นสาเหตุหลักที่อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
- รักษาสุขภาพปอด ดูแลสุขภาพปอดโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการประสบกับมลพิษทางอากาศรวมถึงปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย
- รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ควรบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ผักและผลไม้สด และรับประทานอาหารที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็ง เช่น ผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามิน C, E, และฟอลิคแอซิด
- หลีกเลี่ยงสารพิษ ลดการสัมผัสกับสารพิษทางอากาศหรือสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อปอด และใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว เมื่อต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีควันหรือสารพิษ
- ตรวจสุขภาพประจำปี ควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจสอบค่าสมดุลและการทำงานของร่างกาย เช่น ตรวจเลือดและฟังก์ชันปอด เพื่อที่จะหาแนวทางป้องกันอย่างทันท่วงทีความรู้ โดยเครื่องมือการตรวจสุขภาพที่สามารถจับมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นได้
วินิจฉัยมะเร็งปอด
การวินิจฉัยมะเร็งปอดต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อจะเกิดขึ้นได้ เราต้องตรวจพบก้อนเนื้อที่ผิดปกติในปอดให้เจอก่อน โดยถ้าเราตรวจเจอก้อนเนื้อที่ผิดปกติตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม การรักษามะเร็งปอดในระยะแรกด้วยการผ่าตัดสามารถหายขาดได้เลย
- ภาพถ่ายทางเอกซเรย์หรือ CT scan ของปอด: การฉายปริมาณรังสีต่ำเหล่านี้ จะช่วยในการตรวจหาความผิดปกติในปอดได้ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อย และใช้เทคนิคการเก็บภาพแบบ 3 มิติ ที่มีความละเอียดมากกว่าเอกซเรย์ธรรมดามาก ทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติต่างๆ ภายในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น ลักษณะเนื้อเยื่อที่เปลี่ยนแปลง หรือก้อนเนื้อในปอด
- การตรวจสารเคมีในเลือด: การตรวจสารเคมีในเลือด เช่น การตรวจระดับโปรตีนเมอร์ตรงจุด (tumor markers) เช่น carcinoembryonic antigen (CEA) หรือ cytokeratin fragment (CYFRA 21-1) อาจช่วยในการตรวจหาความเสี่ยงที่เป็นมะเร็งปอด
- การตรวจชิ้นเนื้อจากปอด (Biopsy): หากมีความเสี่ยงที่มากขึ้น แพทย์อาจเสนอให้ทำการตัดชิ้นเนื้อจากปอด
นอกจากนี้การสูบกัญชา ยาเส้น ไปป์ ฝิ่น หรือสารเสพติดอื่นๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้แล้วเอาควันเข้าสู่ร่างกาย ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดมะเร็งปอดทั้งสิ้น ทั้งนี้อาการของโรคมักจะแสดงหลังจากระยะที่มีการลุกลามแล้ว แต่ถ้าหากตรวจสุขภาพเป็นประจำ เอกซเรย์ปอดอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จำเป็นต่อการป้องกันโรคต่างๆ หรือร้ายแรงที่สุดคือ มะเร็งปอด ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบเร็ว และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
หากคุณเป็นกังวลเรื่องสุขภาพปอดและระบบทางเดินหายใจ สามารถตรวจคัดกรอง ด้วยแพ็กเกจตรวจมะเร็งปอด เทคโนโลยีใหม่ หรือ AI Technology ตรวจละเอียดด้วยวิธีการขั้นสูง ด้วย Spectral CT การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ Low Dose CT


