มะเร็งปากมดลูก
เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านมในผู้หญิงไทย การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นขั้นตอนสำคัญในการค้นหาโรคในระยะเริ่มต้นเพื่อให้สามารถรักษาและควบคุมโรคได้ในเวลาที่เหมาะสม ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในปัจจุบันมีหลายวิธี และวิธีใดวิธีหนึ่งอาจเหมาะสมกับบุคคลแต่ละคนตามสภาพแวดล้อมและความต้องการ
ภัยเงียบของผู้หญิง: มะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับ 2 ในสตรีไทย แต่มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น
ช่วงอายุที่เหมาะสม: ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 25-30 ปี และตรวจซ้ำทุกๆ 1-5 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกใช้และประวัติสุขภาพ
เทคโนโลยีการตรวจปัจจุบัน: มี 3 วิธีหลัก ได้แก่ ตรวจแปปเสมียร์ (Pap Smear), การตรวจตินแพร็พ (ThinPrep) และการตรวจหาเชื้อไวรัส (HPV DNA)
การตรวจที่ครอบคลุมที่สุด: แพ็กเกจ Co-Test ของ รพ. BNH ผสานการตรวจ Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA ช่วยเพิ่มความไวและแม่นยำสูงสุดในการค้นหาความเสี่ยง
ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตอนอายุเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหน
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก ก่อนที่จะเกิดความผิดปกติหรือแสดงอาการ เพื่อหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือมะเร็งในระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถป้องกันและรักษามะเร็งระยะเริ่มแรกอย่างได้ผล
ทั้งนี้มะเร็งปากมดลูก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
- ระยะเริ่มต้น สามารถตรวจคัดกรองตรวจมะเร็งปากมดลูกทราบได้ โดยที่คนไข้ยังไม่มีอาการ
- ระยะท้าย หรือคนไข้เริ่มมีอาการแสดง เช่นมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีอาการตกขาวเรื้อรัง หรือมีเลือดออกปนตกขาว อาการเหล่านี้เป็นอาการที่บ่งบอกว่าต้องรีบมาตรวจมะเร็งปากมดลูก เพราะถ้ามีอาการเหล่านี้แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ จนมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด จะเป็นลักษณะอาการที่เชื้อแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ยากต่อการรักษาและอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ในที่สุด
ตารางเปรียบเทียบวิธีตรวจ (Structured Data)
เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นี่คือข้อมูลเปรียบเทียบวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกรูปแบบต่างๆ ที่อ้างอิงจากข้อมูลทางการแพทย์:
| วิธีการตรวจ | ลักษณะการเก็บตัวอย่าง | ความแม่นยำ | จุดเด่น |
| Pap Smear (แปปเสมียร์) | ใช้ไม้พายเก็บเนื้อเยื่อป้ายบนสไลด์แก้ว | ปานกลาง | เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้มานาน คุ้มค่า |
| ThinPrep Pap Test | ใช้แปรงเก็บเซลล์ใส่ในน้ำยารักษาสภาพ | สูง | ลดการปนเปื้อนของเซลล์เม็ดเลือด/มูก ให้ผลละเอียดกว่าแบบเดิม |
| HPV DNA Testing | ตรวจเจาะลึกระดับ DNA ของเชื้อไวรัส | สูงมาก | ระบุความเสี่ยงได้ชัดเจน โดยเฉพาะสายพันธุ์อันตราย (HPV 16, 18) |
| Co-Test (แนะนำโดย BNH) | Pap Smear + HPV DNA ร่วมกัน | สูงสุด | ครอบคลุมทั้งความผิดปกติของเซลล์และไวรัสต้นเหตุในครั้งเดียว |
โดยทั่วไปควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 30 ปี แต่อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี ตามความเหมาะสม และควรตรวจคัดกรองทุกทุก 2-3 ปี หากผลตรวจคัดกรองไม่พบความผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติได้รับรอยโรคก่อนมะเร็ง และไม่มีภาวะภูมิคุ้นกันบกพร่อง ให้ตรวจซ้ำทุกๆ 3-5 ปี สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรเข้ารับการตรวจทุก 6 เดือน ในปีแรกหลังวินิจฉัยโรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหลังจากนั้นควรเข้ารับการตรวจปีละ 1 ครั้ง
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มีกี่แบบ
ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองตรวจมะเร็งปากมดลูกอยู่ 3 วิธี ได้แก่
ตรวจแปปเสมียร์ (Pap smear)
เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยสูตินรีแพทย์จะใช้เครื่องมือลักษณะคล้ายไม้พาย เก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกก่อนนำส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ เป็นวิธีที่ใช้มาเป็นเวลานาน
การตรวจตินแพร็พ แป๊บ เทสต์ (ThinPrep Pap Test)
พัฒนามาจากการตรวจวิธีแปปเสมียร์ มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น โดยมีข้อมูลการศึกษาวิจัยจากสถาบันทั่วโลกพบว่าจากการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกโดยวิธี Thin prep จะให้ผลละเอียดกว่าการตรวจแบบเก่าวิธีแปปเสมียร์
วิธีนี้สูตินรีแพทย์จะใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์เยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูก ถอดหัวของแปรงใส่ลงในน้ำยารักษาสภาพเซลล์ ซึ่งจะก่อให้ได้ตัวอย่างเซลล์ครบ จากนั้น นำเข้าเครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์บนสไลด์แก้วจะมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือลดการซ้อนทับกันของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไป ทำให้เพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น
การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบเจาะลึกถึงระดับ DNA ด้วย Thin Prep Plus Cervista HPV DNA Testing เป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูก ร่วมกับตรวจดีเอ็นเอของเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถตรวจพบความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ดีกว่าการตรวจ Pap smear อย่างเดียว คือสามารถเจาะลึกว่ามีการติดเชื้อ HPV 16 และ HPV 18 หรือไม่ ซึ่งจะช่วยบอกความเสี่ยงต่อการมีรอยโรคแอบแฝงได้เป็นอย่างดี
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Pap smear + HPV DNA โดย โรงพยาบาลบีเอ็นเอช BNH Hospital
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้สั่งสมประสบการณ์ด้านการดูแลสุขภาพสตรีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องสุขภาพสตรีเป็นพิเศษ จึงได้จัดตั้งเป็นศูนย์สุขภาพสตรี (Women’s Health Centre) และ ต่อยอดเป็นศูนย์เฉพาะทาง อย่าง ศูนย์เฉพาะทางมะเร็งปากมดลูก (Gynecology Centre) เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองโรค ให้คำปรึกษา ตลอดจนป้องกันและรักษา โรคมะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BNH ขอแนะนำแพ็กเกจตรวจ มะเร็งปากมดลูก ที่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยมีมา! “CO-TEST PACKAGE” การตรวจที่รวม 2 เทคโนโลยีรวมเอาไว้ในหนึ่งเดียว (Pap Smear + HPV DNA Test) ควรเข้ารับการตรวจทุก 1 – 3 ปี (ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้ในการตรวจ) สถิติการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเทคนิค Co-Test ของโรงพยาบาล BNH ช่วงปี 2019 – 2022 ทั้งหมดประมาณ 18,000 ราย พบ high risk HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกถึง 10% แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
Co-Test ( Pap Smear & HPV DNA ) การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจ pap smear เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก เป็นวิธีการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบดั้งเดิม ส่วนการตรวจ HPV DNA(ตัวหนา) เป็นการตรวจแบบเจาะลึกระดับ DNA สำหรับเชื้อไวรัส HPV ความเสี่ยงสูงซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเป็นเทคนิคที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มความไว และความแม่นยำในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก เมื่อตรวจร่วมกัน 2 เทคนิค เรียกว่า Co-Test ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และเข้ารับรักษาได้รวดเร็ว
Transvaginal Ultrasound (TVS) การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางช่องคลอด
เป็นการตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ได้แก่ มดลูก และรังไข่ การอัลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องคลอดเข้ามามีบทบาทมาก เพราะสามารถเห็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจนกว่าการอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง มีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของมดลูก โพรงมดลูก รังไข่ เช่น เนื้องอกของมดลูก ซีสต์ของรังไข่เป็นต้น สามารถช่วยในการประเมินมดลูกและรังไข่เพื่อเทคโนโลยีเจริญพันธุ์
โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ดังนั้นการเข้ารับการตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอ และเลือกตรวจด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพจะทำให้คุณมั่นใจและปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก
แพ็กเกจตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Pap Smear & HPV DNA
FAQ
1. การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คืออะไร?
คือการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกตั้งแต่ระยะก่อนเกิดโรค เพื่อหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือในระยะเริ่มแรก ทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่เชื้อจะลุกลาม
2. ทำไมถึงต้องรีบตรวจคัดกรอง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติ?
โรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นมักจะไม่แสดงอาการใดๆ กว่าคนไข้จะเริ่มมีอาการ เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือตกขาวเรื้อรัง มักจะเป็นในระยะท้ายที่เชื้อแพร่กระจายไปแล้ว การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีเดียวที่จะจับความเสี่ยงได้ทันก่อนเกิดโรคร้าย
3. ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตอนอายุเท่าไหร่?
โดยทั่วไปผู้หญิงควรเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 30 ปี แต่สามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีตามความเหมาะสม หลังจากนั้นควรตรวจซ้ำทุกๆ 1-5 ปี ขึ้นอยู่กับผลการตรวจครั้งก่อนและเทคนิคที่ใช้ในการตรวจ
4. การตรวจมะเร็งปากมดลูก มีกี่วิธี และแตกต่างกันอย่างไร?
ปัจจุบันมี 3 วิธีหลัก ได้แก่ 1. ตรวจแปปเสมียร์ (Pap Smear) เป็นวิธีดั้งเดิมใช้ไม้พายเก็บเซลล์ 2. ตรวจตินแพร็พ (ThinPrep) เป็นการเก็บเซลล์ลงน้ำยาช่วยลดสิ่งปนเปื้อน 3. ตรวจ HPV DNA เป็นการเจาะลึกระดับ DNA เพื่อหาสายพันธุ์ไวรัสต้นเหตุ
5. แพ็กเกจ Co-Test ของโรงพยาบาล BNH คืออะไร?
Co-Test คือการรวม 2 เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ได้แก่ การตรวจ Pap Smear ร่วมกับการตรวจ HPV DNA ทำให้สามารถหาทั้งความผิดปกติของเซลล์และเชื้อไวรัสความเสี่ยงสูงได้ในครั้งเดียว เป็นวิธีที่ทันสมัย เพิ่มความแม่นยำสูงสุดในการประเมินความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก – สามารถทำได้ทันทีที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยทั่วไปวิธีตรวจที่นิยมคือการตรวจ Pap Smear เป็นการตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ ที่อาจเปลี่ยนเป็นมะเร็งในอนาคต แต่ปัจจุบันแนะนำให้ตรวจ Pap Smear ร่วมกับการตรวจ HPV DNA ด้วย (Co-test) ซึ่งการตรวจ HPV DNA เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 90% ซึ่งถือว่าเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำ ลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากยิ่งขึ้น เพราะมีความไวในการตรวจหามะเร็งปากมดลูกเกือบ 100% ช่วยให้แพทย์มีโอกาสตรวจเจอมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้สูงกว่าการตรวจด้วย Pap Smear อย่างเดียว แนะนำเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Co-test ทุก 3 ปี หรือด้วย Pap Smear ทุกปี (หากผลตรวจปกติ)
เหมาะสำหรับ
- ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป หรือเคยมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการตกขาวผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
- เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดท้องน้อยผิดปกติ
- ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด
รายการตรวจ Examinations
- ตรวจภายในโดยสูตินรีแพทย์ Physical and Pelvic Examination by an Obstetric and Gynaecologist
- ตรวจแพพสเมียร์และเอชพีวีดีเอ็นเอ Pap Smear & HPV DNA
- ค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ Doctor’s fee, nursing and hospital services fee
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
- ไม่ควรเข้ารับการตรวจขณะมีประจำเดือน แนะนำให้เข้ารับการตรวจหลังประจำเดือนหมด อย่างน้อยประมาณ 3 วัน
- ก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด หรือใช้ยาเหน็บทางช่องคลอด อย่างน้อย 2 วัน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 1 วัน
- กรณีมีประจำเดือน และปวดท้องประจำเดือนอย่างมาก สามารถปรึกษาแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ประจำเดือนหมดก่อน
- ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนการตรวจ
- สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดจนเกินไป