9 รายการตรวจสุขภาพพื้นฐาน
การตรวจสุขภาพจะช่วยให้คุณอุ่นใจและคลายกังวลจากปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากพบปัญหาสุขภาพ จะได้ทราบว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือมีโรคอะไรบ้าง จะได้รักษาหรือดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม และป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียได้และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพในระยะยาว สำหรับใครที่ยังสงสัยว่ารายการตรวจสุขภาพพื้นฐานประจำปี หรอ การตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน ตรวจอะไรบ้าง และทำไมต้องตรวจ เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาอธิบายให้คุณได้เข้าใจกันมากขึ้น
การตรวจสุขภาพจำเป็นต้องตรวจอะไรบ้าง ?
ปกติรายการตรวจต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับโปรแกรมการตรวจที่คุณเลือก หรือตรวจตามคำแนะนำแพทย์ตามความเสี่ยงของคุณ เช่น อายุ เพศ สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว ประวัติของคนในครอบครัว พฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล รวมไปถึงวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการตรวจ ซึ่งก็จะมีทั้งการตรวจร่างกาย และ การตรวจเลือด
การตรวจสุขภาพต้องตรวจถี่ขนาดไหน ?
โดยทั่วไปแล้วแพทย์แนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อาจจำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติมและตรวจบ่อยขึ้น หรือถ้าหากเป็นการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานก็คงจะขึ้นอยู่ความจำเป็นของคุณเอง
ตรวจสุขภาพ จะมีทั้งการตรวจร่างกาย และการตรวจในห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจวินิจฉัยทางรังสีและการตรวจเลือด (Blood test)
- การตรวจร่างกาย (Physical examination)
- การตรวจวินิจฉัยทางรังสี เช่น การเอกซเรย์ทรวงอก อัลตราซาวด์
- การตรวจเลือด (Blood test) เช่น ตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือด (Complete Blood Count), ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose – Fasting), ตรวจการทำงานของไต (Kidney Function Test), ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) เป็นต้น
ท่านสามารถอ่านรายเอียดเกี่ยวกับรายการตรวจต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ด้านล่างนี้
รายการตรวจสุขภาพประจำปีที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ
1.เอกซเรย์ปอดและทรวงอก (Chest X-Ray)
เป็นการตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของปอดและหัวใจ เช่น โรคติดเชื้อจากวัณโรค ถุงลมโป่งพอง หัวใจโต เส้นเลือดในทรวงอกผิดปกติ บางท่านอาจไม่มีอาการความผิดปกติใด ๆ ก่อนมาตรวจ ซึ่งหากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ในระยะแรกก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น รวมถึงลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยลง
2. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจดูความผิดปกติเบื้องต้นของหัวใจ ซึ่งผู้สูงอายุก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อโรค หัวใจและหลอดเลือด ในบางท่านอาจจะมีความจำเป็นในการตรวจคัดกรองเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเติม เช่น การวิ่งสายพาน การอัลตราซาวด์หัวใจ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า การ ECHO หัวใจ
3. ตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือด (Complete Blood Count)
ในน้ำเลือดของเราประกอบไปด้วยเม็ดเลือดหลายชนิด ทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ซึ่งปริมาณเม็ดเลือดที่ผิดปกติสามารถบอกปัญหาสุขภาพได้ การตรวจความสมบูรณ์เม็ดเลือดช่วยคัดกรองโรคโลหิตจาง ภาวะธาลัสซีเมีย และมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
4. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose - Fasting)
เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากงดน้ำงดอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ทราบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่ามาตราฐานหรือไม่ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งช่วยคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานได้
5. ตรวจการสะสมน้ำตาลในเลือด (Glycated Hb - HbA1c)
การตรวจ HbA1c เป็นการวัดค่าน้ำตาลกลูโคสที่จับอยู่กับฮีโมโกลบินในเลือด ซึ่งใช้ดูระดับน้ำตาลที่สะสมในช่วงระยะเวลา 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้สามารถดูภาพรวมของน้ำตาลเป็นช่วงเวลานานจึงได้ผลที่ชัดเจนกว่าตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose – Fasting) ที่จะดูระดับน้ำตาลได้เฉพาะระยะสั้น
6. ตรวจการทำงานของไต (Kidney Function Test)
- Creatinine
- eGFR
เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูระดับค่าครีเอตินิน (Creatinine) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ และ ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) ซึ่งเป็นค่าของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน และตรวจ eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) เพื่อประเมินความสามารถในการกรองและขับของเสียของไต
7. ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test)
- SGOT (AST)
- SGPT (ALT)
- Alkaline Phosphatase (ALP)
- Total Bilirubin
- Direct Bilirubin
เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานตับ ช่วยคัดกรองภาวะผิดปกติของตับ เช่น ตับอักเสบ มะเร็งตับ ดีซ่าน โลหิตจาง
นอกจากนี้การตรวจ SGOT (AST), SGPT (ALT) และ Alkaline Phosphatase (ALP) ร่วมกัน จะสามารถช่วยแยกได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวตับหรือโรคเกี่ยวกระดูกได้ด้วย
และยังมีการตรวจ Bilirubin ในเลือดด้วย คือตรวจ Total Bilirubin และ Direct Bilirubin เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแล้วของตับด้วย
ถ้าหากระดับ Total Bilirubin สูงกว่าปกติ แสดงว่าประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียของตับลดลง และในผู้ที่ตับก็ยังทำงานได้ดีอยู่จะพบค่า Direct Bilirubin ได้น้อยจากการที่ตับสามารถแปรสภาพ Indirect Bilirubin ให้กลายเป็น Direct Bilirubin ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลำเลียงไปใช้ในการผลิตกรดน้ำดีเพื่อใช้ในย่อยอาหารไขมันได้ทั้งหมด จึงทำให้ค่า Direct Bilirubin น้อย
8. ตรวจไขมันในเลือด (Lipid Profile)
การตรวจระดับไขมันในเลือด คือ การตรวจเพื่อให้ทราบค่าขององค์ประกอบของไขมันทุกตัวในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะการได้ทราบค่าระดับไขมันที่ผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แก้ไข เยียวยา หรือรักษาให้ไขมันลดลงมาสู่ระดับปกติได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ย่อมช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease – CAD) โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งปกติจะวัดค่าอยู่ 4 ตัว คือ
- คอเลสเตอรอล (Cholesterol)
- ไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์ (Triglyceride)
- ไขมันชนิดดี (HDL) – ค่า HDL ยิ่งสูง ยิ่งดี
- ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) – ค่า LDL ยิ่งสูง ยิ่งอันตราย
9. ตรวจปัสสาวะ (Urine Examination)
การตรวจปัสสาวะ คือ การตรวจวิเคราะห์น้ำปัสสาวะเพื่อดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี และตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงในบางโรคเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของไตและระบบปัสสาวะได้หลายอย่าง รวมทั้งอาจทำให้ทราบถึงความเจ็บป่วยบางอย่างในร่างกายของผู้เข้ารับการตรวจจากการพิจารณาปริมาณสารเคมีต่าง ๆ ที่ขับออกมากับปัสสาวะได้ด้วย
สรุป
ทั้งหมดนี้ คือ รายตรวจสุขภาพประจำปีที่สำคัญเหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะจะช่วยให้ทราบถึงปัญหาด้านสุขภาพพื้นฐาน ทั้งนี้แต่ละคนอาจจะมีรายการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกันออกไปตามความเสี่ยงของคุณ ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ สุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว ประวัติของคนในครอบครัว รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล
1. ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (BMD Whole Body)
เป็นการวัดระดับความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อเฝ้าระวังภาวะมวลกระดูกบางหรือพรุน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่ายเมื่อมีอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ในผู้สูงอายุอาจจะพบความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในสตรีหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับรังไข่ ผู้ป่วยที่ต้องทานยาสเตียรอยด์ รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน
2. ตรวจกรดยูริค (Uric Acid)
ตรวจเพื่อให้ทราบว่ากรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดสูงถึงระดับที่อาจอยู่ในอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์หรือไม่ เนื่องจากหากปล่อยให้มีค่าสูงเกินกว่าปกติไปนาน ๆ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดร้าวตามข้อกระดูกต่าง ๆ ได้ และอาจใช้ตรวจในผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี และยังเป็นการตรวจที่อาจใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้สุขภาพของไตอย่างหนึ่งได้ด้วย
3. ตรวจระดับวิตามินดี (Vitamin D)
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ปกติแล้วร่างกายของเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดหรืออาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ ซึ่งวิตามินดีช่วยให้เรานอนหลับดี อารมณ์ดี กระดูกแข็งแรง ฮอร์โมนสมดุล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี (จากการศึกษายังพบว่าคนที่มีวิตามินดีต่ำ มีโอกาสเสี่ยงติดโควิดมากกว่าคนที่มีวิตามินดีสูง) ดังนั้นการตรวจระดับวิตามินดีในเลือดอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เราทราบว่าเรามีภาวะขาด หรือพร่องวิตามินดีหรือไม่ หรือประเมินว่าวิตามินดีที่ทานอยู่นั้นมีขนาดที่เหมาะสมหรือเปล่า จะช่วยให้เราวางแผนการเสริมวิตามินดีได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ตรวจสุขภาพประจำปี ราคาเท่าไหร่ ?
โดยทั่วไป ตรวจสุขภาพ ราคาเท่าไหร่ก็จะขึ้นอยู่กับแพ็กเกจสุขภาพที่คุณเลือก ปกติราคาจะต่างกันตามรายการตรวจที่อยู่ในแพ็กเกจนั้น ๆ ซึ่งควรจะเลือกรายการตรวจที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่เรากังวล
ตรวจสุขภาพที่ไหนดี ?
ทำไมตรวจสุขภาพต้องเลือกโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH Hospital) เพราะเรามีโปรแกรมตรวจสุขภาพที่หลากหลาย ครอบคลุมสำหรับทุกเพศทุกวัย และเรามี แพ็กเกจตรวจสุขภาพ 24 ชั่วโมง โปรแกรมตรวจสุขภาพที่ตอบโจทย์ ของการตรวจสุขภาพในช่วงโควิดและผู้ที่มีเวลาจำกัด เป็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพที่ให้บริการตลอด 24 ชม. ง่าย สะดวก และเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา