สมอง หัวใจ ปอด 3 อวัยวะ ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
สามารถรักษาให้หายได้
สมอง หัวใจ ปอด 3 อวัยวะหลัก
ที่ทำงานสัมพันธ์กันและทำงานหนักมาโดยตลอด
หากเกิดโรคที่ระบบใดระบบหนึ่ง
ก็มีโอกาสสูงที่จะส่งผลต่อระบบที่สัมพันธ์กัน
ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ โดยอาจมีความผิดปกติทั้งไขมัน โคเลสเตอรอล (Cholesterol) หรือ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ซึ่งภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่มีดีพอ จนมีปริมาณไขมันสะสมและเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด หรือที่เราเรียกว่าแคลเซียมซึ่งอาจพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา จนทำให้เส้นเลือดตีบอุดตัน และหากทิ้งจนเป็นระยะเวลานานอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือแม้แต่โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ปอด และอาจทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้
จะดีกว่าไหม ถ้าวันนี้เราสามารถป้องกันโรคร้ายเหล่านี้ได้ด้วยการใส่ใจดูแลสุขภาพ โดยการหมั่นสังเกตุอาการหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย หรือการใช้วิธีค้นหาความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เพื่อช่วยให้เราทราบระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที
อันตรายจากการมีไขมันในเลือดสูง โดยทั่วไปมักจะยังไม่แสดงอาการ แต่จะทราบได้ด้วยการเจาะเลือด เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือดโดยมีค่าต่างๆดังนี้
- โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ระดับปกติของโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งประกอบด้วย
- โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ เอชดีแอล (High density lipoprotein -HDL) ระดับปกติในเลือดผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ แอลดีแอล (Low density lipoprotein-LDL) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 50 – 150 mg/dl)
ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบและอุดตัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น
- อายุ
- เพศชาย อายุ 45+ เพศหญิง 50+
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?
โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เราเรียกกันว่า อัมพฤกษ์ เกิดจากภาวะที่สมองขาดอ๊อกซิเจนจากเลือดที่ไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการใบหน้าบิดเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ออก แขนขาอ่อนแรง รู้สึกอ่อนเพลีย อย่างฉับพลัน และในบางรายอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้
อาการโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต
- ใบหน้าเบี้ยวซีกใดซีกหนึ่ง
- พูดไม่ชัด พูดไม่ได้
- แขนขาชา หรืออ่อนแรง
- ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต
80% เกิดจาก หลอดเลือดแดงในสมองเสื่อม หรือหลอดเลือดแดงตีบแข็ง
เกิดจากการสะสมของไขมัน ที่ผนัง ชั้นในหลอดเลือดแดงเสื่อมจากการสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน หรือหลอดเลือดแดงสมองอุดตันจากลิ่มเลือด หรือชิ้นส่วนของไขมัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การมีภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของลิ้นหัวใจ หรือภาวะหัวใจโต
20% เกิดจากหลอดเลือดแดงสมองแตก จากภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือควบคุมได้ไม่ดี หรือเส้นเลือดโป่งพอง เป็นต้น
ระบุว่า ในปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 15 ล้านคน! ที่น่าตกใจคือ หากคิดเฉลี่ยแล้วจะพบว่า ในทุกๆ 6 วินาที จะมีคนเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง 1 คน!!
สำหรับประเทศไทย กรมการแพทย์เผยว่า แม้จะไม่ใช่โรคยอดนิยมอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย แต่โรคหลอดเลือดสมองครองอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และที่น่าตกใจคือ เราพบที่ที่มาอายุน้อยกว่า 60ปี เป็นโรคนี้กันมากขึ้นทุกวัน
และ ณ ปัจจุบันยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับที่ 3 ของประเทศไทยและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น การใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพและหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือสิ่งสำคัญ
วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
- หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันสูง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี
- หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่วไป
อาหารลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”
- ปลา เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เพราะปริมาณไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มีกากใยอาหารและคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี และผลไม้ไม่หวานจัด
- อาหารสดจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
- โปรตีนจากพืช เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย
- ไขมันดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดชา
ผู้ที่ควรตรวจ Carotid Doppler Ultrasound
- มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
- ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน
- บุคคลที่มีอาการ เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ฯลฯ
- กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
- นักกีฬา นักแข่ง ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงเป็นประจำ
Carotid Doppler Ultrasound คืออะไร?
การตรวจโดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง เพื่อตรวจดูหลอดเลือดแดง carotid (หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ขนาด 5-6 มิลลิเมตร อยู่บริเวณคอด้านข้างทั้ง 2 ข้าง ซ้ายและขวา) เพื่อดูการไหลเวียนของเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง และตรวจดูหลอดเลือดว่ามีคราบหินปูนหรือไขมัน (Plaque) เกาะในหลอดเลือดหรือไม่ โดยสามารถวัดความหนาของผนังหลอดเลือด วัดความเร็วของการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือด หากพบว่ามีการหนาตัวของผนังหลอดเลือดคอ มีคราบหินปูนเกาะจนหลอดเลือดคอตีบแคบ ถ้าหลอดเลือดนี้ตีบตัน หรือมีลิ่มเลือดหลุดออกจากหลอดเลือดนี้ หลุดไปยังหลอดเลือดส่วนปลายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ดีหรือไม่ได้เลย ทำให้เกิดสมองขาดเลือด มีอาการอัมพาต (Stroke) ตามมา
ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ
จะช่วยทำนายการเกิด และลดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และยังช่วยในการเลือกการรักษาและหามาตรการป้องกันการเกิดโรคได้อีกด้วย
เพราะ โรคหัวใจ ร้ายกว่าที่คุณคิด
โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจขาดเลือด หัวใจตีบ ตรวจพบก่อน พร้อมป้องกันและรักษาได้
สาเหตุของ โรคหัวใจ?
จริงๆแล้ว โรคหัวใจ สามารถแบ่งย่อยออกเป็นแต่ละกลุ่มโรคได้หลากหลาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจ, โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น แต่จากการศึกษาวิจัยเราพบว่า โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจาก การมี แคลเซี่ยม (Calcium) หรือหินปูนพอกที่ผนังหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงหัวใจได้ อันนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ และหัวใจขาดเลือดในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยสำคัญนั่นคือ พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของนํ้าหนักตัวที่มากขึ้นจนเกินเกณฑ์มาตราฐาน และขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
อาการ โรคหลอดเลือดหัวใจ
- เจ็บร้าวช่วงอก ตั้งแต่ไหล่และแขนซ้ายจนถึงกรามขวา
- เจ็บแน่นหน้าอก ทุกครั้งที่ออกแรง หรือ ออกกำลังกาย
- เจ็บแน่นหน้าอก เหมือนถูกบีบหรือมีของหนักทับ
- หายใจไม่สะดวก หายใจติดขัด และลำบาก
- ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่ายแม้ไม่ได้ออกกำลังกายหนัก
วิธีป้องกัน โรคหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน
- หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันสูง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี
- หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่วไป
อาหารที่ช่วยบำรุง หัวใจและหลอดเลือด
- อาหารประเภทปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 สูง
- ถั่วต่างๆ เมล็ดธัญพืช
- ผลไม้ตระกูลเบอรรี่ หรือผลไม้ที่มีรสชาติไม่หวานมาก
- ผักหลากสี
- ดาร์กช๊อคโกแลต
CT calcium score คืออะไร?
เป็นการตรวจหาคราบแคลเซียมหรือหินปูนที่หัวใจ ที่จะเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ด้วยเทคโนโลยี CT Scan โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจบริเวณหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะสแกนภาพของคราบหินปูนที่สะสมอยู่ที่เส้นเลือด ซึ่งจะเห็นระดับของคราบหินปูนที่สะสมอยู่ โดยคราบหินปูนจะประกอบด้วยไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่น ๆ ในเลือด ซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาเกาะเพิ่มขึ้นกลายเป็นแผ่นหนาใหญ่ขึ้น จนทำให้เห็นคราบหินปูนที่ชัดเจนขึ้น และจะมีการคำนวณผลตรวจออกมาเป็นค่าตัวเลข โดยดูที่ค่าตัวเลขถ้าอยู่ในระดับสูง ก็แสดงว่าบุคคลนั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมาก
โดยสิ่งที่ควรระวังที่สุดคือ คราบหินปูน ที่เกาะที่ผนังหลอดเลือดที่นำไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งหากปล่อยให้เกิดมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง และเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน
ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ
จะช่วยทำนายการเกิด และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หัวใจขาดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และยังช่วยในการเลือกการรักษาและหามาตรการป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ด้วย
ผู้ที่ควรตรวจ CT Calcium Score
- มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
- ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน
- บุคคลที่มีอาการ เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ฯลฯ
- กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
- นักกีฬา นักแข่ง ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงเป็นประจำ
มะเร็งปอด หายได้ หากรักษาเร็ว
อาการมะเร็งปอด มักพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลามแล้ว หากตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โอกาสหายขาดสูงถึง 90%
มะเร็งปอด อาการ
- ไอเรื้อรัง ไอบ่อยผิดปกติ แม้ไม่ได้เป็นหวัด
- ไอมีเลือดปน!! (อันตราย! ควรพบแพทย์ด่วน)
- หายใจสั้น หายใจไม่ทั่วท้อง หายใจแรง
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
- เสียงแหบแห้ง เสียงไม่สดใส
- นํ้าหนักลด ไม่อยากอาหาร ทานอาหารได้น้อยลง
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีอาการแทรกซ้อน
สาเหตุหรือผู้มีความเสี่ยงเป็น มะเร็งปอด
- ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่อายุมากกว่า 50 ปี
- ผู้มีบุคคลในครอบครัวสุบบุหรี่หรือใกล้ชิดคนสูบบุหรี่
- ผู้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ เป็นเวลานาน เช่น ควันพิษจาก รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การย้อมต่างๆ แร่ใยหิน ก๊าซกัมมันตรังสี
- ผู้มีประวัติคนในครอบครัวทางสายเลือดเป็นมะเร็งปอด
- ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
มะเร็งปอด รักษาหายไหม?
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Low-dose Computed Tomography (low-dose CT) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา จึงช่วยให้ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มต้น และแน่นอนว่า สามารถช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ถึง 20 % จากข้อมูลเชิงสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปี 2018 พบว่า มะเร็งปอดมีอัตราคร่าชีวิตผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มของโรคมะเร็งทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการของโรคให้เห็น รู้ตัวอีกทีก็ลุกลามจนเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว ทำให้มะเร็งปอดมีอัตราการเสียชีวิต สูงถึง 8,000 รายต่อปี โดยคิดเป็น 40% ของผู้ป่วยทั้งหมด
การสูบบุหรี่หรือใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่มีผลต่อการเป็น มะเร็งปอด มากน้อยแค่ไหน?
ไม่เพียงแค่นั้น! สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อสถิติในปี 2018 ได้เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด มีจำนวนสูงถึง 10% ที่ ไม่ได้สูบบุหรี่
จะดีกว่าไหม? ถ้าวันนี้เราได้ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเบื้องต้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ Low-dose CT ตรวจง่าย รู้ผลเร็ว
Low-dose CT Scan คืออะไร?
คือการตรวจคัดกรอง มะเร็งปอด (Lung Cancer) ด้วยการ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา สามารถเห็นรอยโรค หรือก้อนขนาดเล็ก ที่เอกซเรย์ปกติมองไม่เห็น เพื่อช่วยตรวจหามะเร็งปอดได้แม่นยำ
ข้อดีของการทำ Low-dose CT Scan
- ละเอียดกว่า การเอกซเรย์ทั่วไป
- ผลลัพธ์แม่นยำกว่าปกติ
- ลดอันตราย จากการใช้รังสีได้มากกว่า
- คัดกรองมะเร็งได้ตั้งแต่ ระยะเริ่มต้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากการ ตรวจหา มะเร็งปอด ด้วย Low-dose CT Scan
การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มแรกด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในคนที่มีสุขภาพปกติ โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการของโรคมะเร็ง จะตรวจพบความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอกในปอดซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอดระยะเริ่มแรกและสามารถรักษาได้ทันเวลา เพราะเมื่อมีอาการหรือพบความผิดปกติจากการเอกซเรย์ปอด อาจช้าเกินที่จะทำการรักษา เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปริมาณรังสีที่ได้รับจะต่ำ เท่ากับการตรวจเอกซเรย์เต้านมการตรวจมีความเสี่ยงน้อย ใช้รังสีปริมาณต่ำ ค่าปริมาณรังสีที่ได้น้อยกว่า 1.5 millisieverts (mSv) น้อยกว่าการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT) แบบปกติ มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกิดจากรังสีในการตรวจนี้ต่ำมาก
ผลการตรวจมีโอกาสประมาณ 25% ที่จะตรวจพบก้อนเนื้องอกในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ก้อนเนื้องอกที่พบส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและไม่เป็นอันตราย แต่อาจต้องใช้การเฝ้าระวังหรือการตรวจเพิ่มเติม การตรวจพบก้อนเนื้องอก อาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัดเพื่อประเมินผลต่อไป การตรวจคัดกรองอาจนำไปสู่การตรวจหาโรคที่ไม่เกี่ยวข้องอื่นๆ การตรวจหาความผิดปกติเหล่านี้เป็นประโยชน์ แต่อาจนำไปสู่การตรวจรักษาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ปัจจัยเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาก่อนตัดสินใจว่าจะทำการตรวจคัดกรอง การตรวจคัดกรองนี้จะแสดงให้เห็นว่ามีก้อนเนื้องอกในปอด แต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามและคอยระวังต่อไป
เตรียมตัวอย่างไร? เมื่อต้องไปตรวจ มะเร็งปอด
- ไม่มีการเตรียมตัวพิเศษ ไม่จำเป็นงดน้ำงดอาการ หรือมีการฉีดสารทึบรังสี
- สามารถรับประทานยาตามปกติตามที่แพทย์สั่ง และแจ้งให้เราทราบว่าคุณได้รับยาอะไรบ้างก่อนการตรวจ
- กรุณามาติดต่อที่แผนกเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ก่อนกำหนดการตรวจ 15 นาที เพื่อเตรียมตัวก่อนการตรวจ
- ควรเปลี่ยนเป็นชุดของโรงพยาบาล และถอดเครื่องประดับต่างๆ ออกจากร่างกาย
- ถ้ามีประวัติการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในส่วนของปอดที่เคยตรวจมาจากโรงพยาบาลอื่น กรุณาแจ้งแพทย์ให้ทราบ
- ระยะเวลาในการตรวจใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่การสแกนบนเครื่องจริงๆ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
คำแนะนำหลังการตรวจ
สามารถปฏิบัติกิจวัตรหรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ
ผลการตรวจจะส่งให้แพทย์ผู้ส่งตรวจ ซึ่งแพทย์จะแจ้งให้ทราบถึงผลการตรวจและประสานงานการติดตามผลถ้าจำเป็น
แผนกอายุรกรรม Medical Unit
02-022-0843
ราคาพิเศษ!
แพ็กเกจตรวจสมอง หัวใจ ปอด