Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

สมอง หัวใจ ปอด 3 อวัยวะ ที่ทำงานสัมพันธ์กัน

คุณรู้หรือไม่ 90% ของผู้ป่วยที่ตรวจพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะ สมอง หัวใจ ปอด
สามารถรักษาให้หายได้

สมอง หัวใจ ปอด 3 อวัยวะหลัก
ที่ทำงานสัมพันธ์กันและทำงานหนักมาโดยตลอด
หากเกิดโรคที่ระบบใดระบบหนึ่ง
ก็มีโอกาสสูงที่จะส่งผลต่อระบบที่สัมพันธ์กัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากเส้นเลือดหัวใจ ตีบ แตก ตัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคที่เกิดจากหลอดเลือดสมอง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการมี
ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ โดยอาจมีความผิดปกติทั้งไขมัน โคเลสเตอรอล (Cholesterol) หรือ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ซึ่งภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่มีดีพอ จนมีปริมาณไขมันสะสมและเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด หรือที่เราเรียกว่าแคลเซียมซึ่งอาจพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา จนทำให้เส้นเลือดตีบอุดตัน และหากทิ้งจนเป็นระยะเวลานานอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือแม้แต่โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ปอด และอาจทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้

จะดีกว่าไหม ถ้าวันนี้เราสามารถป้องกันโรคร้ายเหล่านี้ได้ด้วยการใส่ใจดูแลสุขภาพ โดยการหมั่นสังเกตุอาการหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย หรือการใช้วิธีค้นหาความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เพื่อช่วยให้เราทราบระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที

อันตรายจากการมีไขมันในเลือดสูง โดยทั่วไปมักจะยังไม่แสดงอาการ แต่จะทราบได้ด้วยการเจาะเลือด เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือดโดยมีค่าต่างๆดังนี้

  • โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ระดับปกติของโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งประกอบด้วย
  • โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ เอชดีแอล (High density lipoprotein -HDL) ระดับปกติในเลือดผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ แอลดีแอล (Low density lipoprotein-LDL) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 50 – 150 mg/dl)

ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบและอุดตัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น

  • อายุ
  • เพศชาย อายุ 45+  เพศหญิง 50+
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น

ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นในการสูบฉีดเลือด แรงดันเลือดสูงจะทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทำให้รอยโรคก่อตัวง่ายขึ้น
ไขมันในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงเกินไป จะก่อให้เกิดการตีบของหลอดเลือด
เบาหวาน เบาหวานเกิดจากการสร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเนื้อเยื่อไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จนไปทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาท
ภาวะอ้วน คนที่มีไขมันเกิน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ถึงแม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วยก็ตาม
สารบัญบทความ

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?

โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เราเรียกกันว่า อัมพฤกษ์ เกิดจากภาวะที่สมองขาดอ๊อกซิเจนจากเลือดที่ไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการใบหน้าบิดเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ออก แขนขาอ่อนแรง รู้สึกอ่อนเพลีย อย่างฉับพลัน และในบางรายอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้

อาการโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต

  1. ใบหน้าเบี้ยวซีกใดซีกหนึ่ง
  2. พูดไม่ชัด พูดไม่ได้
  3. แขนขาชา หรืออ่อนแรง
  4. ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน
  5. ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต

80% เกิดจาก หลอดเลือดแดงในสมองเสื่อม หรือหลอดเลือดแดงตีบแข็ง

เกิดจากการสะสมของไขมัน ที่ผนัง ชั้นในหลอดเลือดแดงเสื่อมจากการสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารไขมันสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน หรือหลอดเลือดแดงสมองอุดตันจากลิ่มเลือด หรือชิ้นส่วนของไขมัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การมีภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของลิ้นหัวใจ หรือภาวะหัวใจโต

20% เกิดจากหลอดเลือดแดงสมองแตก จากภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือควบคุมได้ไม่ดี หรือเส้นเลือดโป่งพอง เป็นต้น

ระบุว่า ในปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 15 ล้านคน! ที่น่าตกใจคือ หากคิดเฉลี่ยแล้วจะพบว่า ในทุกๆ 6 วินาที จะมีคนเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง 1 คน!!

สำหรับประเทศไทย กรมการแพทย์เผยว่า แม้จะไม่ใช่โรคยอดนิยมอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทย แต่โรคหลอดเลือดสมองครองอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และที่น่าตกใจคือ เราพบที่ที่มาอายุน้อยกว่า 60ปี เป็นโรคนี้กันมากขึ้นทุกวัน

และ ณ ปัจจุบันยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับที่ 3 ของประเทศไทยและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น การใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพและหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือสิ่งสำคัญ

วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

  • หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี
  • หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่วไป

อาหารลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก”

  • ปลา เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เพราะปริมาณไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ
  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มีกากใยอาหารและคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี และผลไม้ไม่หวานจัด
  • อาหารสดจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • โปรตีนจากพืช เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย
  • ไขมันดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดชา

ผู้ที่ควรตรวจ Carotid Doppler Ultrasound

  • มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
  • ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน
  • บุคคลที่มีอาการ เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ฯลฯ
  • กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • นักกีฬา นักแข่ง ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงเป็นประจำ

Carotid Doppler Ultrasound คืออะไร?

การตรวจโดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง เพื่อตรวจดูหลอดเลือดแดง carotid (หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ขนาด 5-6 มิลลิเมตร อยู่บริเวณคอด้านข้างทั้ง 2  ข้าง ซ้ายและขวา)  เพื่อดูการไหลเวียนของเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมอง และตรวจดูหลอดเลือดว่ามีคราบหินปูนหรือไขมัน  (Plaque) เกาะในหลอดเลือดหรือไม่ โดยสามารถวัดความหนาของผนังหลอดเลือด วัดความเร็วของการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือด หากพบว่ามีการหนาตัวของผนังหลอดเลือดคอ มีคราบหินปูนเกาะจนหลอดเลือดคอตีบแคบ  ถ้าหลอดเลือดนี้ตีบตัน หรือมีลิ่มเลือดหลุดออกจากหลอดเลือดนี้ หลุดไปยังหลอดเลือดส่วนปลายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ดีหรือไม่ได้เลย ทำให้เกิดสมองขาดเลือด มีอาการอัมพาต (Stroke) ตามมา

ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ

จะช่วยทำนายการเกิด และลดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และยังช่วยในการเลือกการรักษาและหามาตรการป้องกันการเกิดโรคได้อีกด้วย

เพราะ โรคหัวใจ ร้ายกว่าที่คุณคิด

โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจขาดเลือด หัวใจตีบ ตรวจพบก่อน พร้อมป้องกันและรักษาได้

สาเหตุของ โรคหัวใจ?

จริงๆแล้ว โรคหัวใจ สามารถแบ่งย่อยออกเป็นแต่ละกลุ่มโรคได้หลากหลาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจ, โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น แต่จากการศึกษาวิจัยเราพบว่า โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจาก การมี แคลเซี่ยม (Calcium) หรือหินปูนพอกที่ผนังหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงหัวใจได้ อันนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ และหัวใจขาดเลือดในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยสำคัญนั่นคือ พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของนํ้าหนักตัวที่มากขึ้นจนเกินเกณฑ์มาตราฐาน และขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

อาการ โรคหลอดเลือดหัวใจ

  • เจ็บร้าวช่วงอก ตั้งแต่ไหล่และแขนซ้ายจนถึงกรามขวา
  • เจ็บแน่นหน้าอก ทุกครั้งที่ออกแรง หรือ ออกกำลังกาย
  • เจ็บแน่นหน้าอก เหมือนถูกบีบหรือมีของหนักทับ
  • หายใจไม่สะดวก หายใจติดขัด และลำบาก
  • ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่ายแม้ไม่ได้ออกกำลังกายหนัก

วิธีป้องกัน โรคหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน

  • หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี
  • หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่วไป

อาหารที่ช่วยบำรุง หัวใจและหลอดเลือด

  • อาหารประเภทปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 สูง
  • ถั่วต่างๆ เมล็ดธัญพืช
  • ผลไม้ตระกูลเบอรรี่ หรือผลไม้ที่มีรสชาติไม่หวานมาก
  • ผักหลากสี
  • ดาร์กช๊อคโกแลต

CT calcium score คืออะไร?

เป็นการตรวจหาคราบแคลเซียมหรือหินปูนที่หัวใจ ที่จะเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ด้วยเทคโนโลยี CT Scan โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจบริเวณหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะสแกนภาพของคราบหินปูนที่สะสมอยู่ที่เส้นเลือด ซึ่งจะเห็นระดับของคราบหินปูนที่สะสมอยู่ โดยคราบหินปูนจะประกอบด้วยไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และสารอื่น ๆ ในเลือด ซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาเกาะเพิ่มขึ้นกลายเป็นแผ่นหนาใหญ่ขึ้น จนทำให้เห็นคราบหินปูนที่ชัดเจนขึ้น และจะมีการคำนวณผลตรวจออกมาเป็นค่าตัวเลข  โดยดูที่ค่าตัวเลขถ้าอยู่ในระดับสูง ก็แสดงว่าบุคคลนั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมาก

โดยสิ่งที่ควรระวังที่สุดคือ คราบหินปูน ที่เกาะที่ผนังหลอดเลือดที่นำไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งหากปล่อยให้เกิดมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง และเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน

ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ

จะช่วยทำนายการเกิด และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หัวใจขาดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และยังช่วยในการเลือกการรักษาและหามาตรการป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ด้วย

ผู้ที่ควรตรวจ CT Calcium Score

  • มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
  • ผู้ที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน
  • บุคคลที่มีอาการ เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ฯลฯ
  • กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • นักกีฬา นักแข่ง ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงเป็นประจำ

มะเร็งปอด หายได้ หากรักษาเร็ว

อาการมะเร็งปอด มักพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลามแล้ว หากตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โอกาสหายขาดสูงถึง 90%

มะเร็งปอด อาการ

  • ไอเรื้อรัง ไอบ่อยผิดปกติ แม้ไม่ได้เป็นหวัด
  • ไอมีเลือดปน!! (อันตราย! ควรพบแพทย์ด่วน)
  • หายใจสั้น หายใจไม่ทั่วท้อง หายใจแรง
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • เสียงแหบแห้ง เสียงไม่สดใส
  • นํ้าหนักลด ไม่อยากอาหาร ทานอาหารได้น้อยลง
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีอาการแทรกซ้อน

สาเหตุหรือผู้มีความเสี่ยงเป็น มะเร็งปอด

  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่อายุมากกว่า 50 ปี
  • ผู้มีบุคคลในครอบครัวสุบบุหรี่หรือใกล้ชิดคนสูบบุหรี่
  • ผู้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ เป็นเวลานาน เช่น ควันพิษจาก รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การย้อมต่างๆ แร่ใยหิน ก๊าซกัมมันตรังสี
  • ผู้มีประวัติคนในครอบครัวทางสายเลือดเป็นมะเร็งปอด
  • ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

มะเร็งปอด รักษาหายไหม?

ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Low-dose Computed Tomography (low-dose CT) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา จึงช่วยให้ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มต้น และแน่นอนว่า สามารถช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ถึง 20 % จากข้อมูลเชิงสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปี 2018 พบว่า มะเร็งปอดมีอัตราคร่าชีวิตผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มของโรคมะเร็งทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการของโรคให้เห็น รู้ตัวอีกทีก็ลุกลามจนเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว ทำให้มะเร็งปอดมีอัตราการเสียชีวิต สูงถึง 8,000 รายต่อปี โดยคิดเป็น 40% ของผู้ป่วยทั้งหมด

การสูบบุหรี่หรือใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่มีผลต่อการเป็น มะเร็งปอด มากน้อยแค่ไหน?

ไม่เพียงแค่นั้น! สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อสถิติในปี 2018 ได้เปิดเผยว่า ในจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด มีจำนวนสูงถึง 10% ที่ ไม่ได้สูบบุหรี่ 

จะดีกว่าไหม? ถ้าวันนี้เราได้ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเบื้องต้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ Low-dose CT ตรวจง่าย รู้ผลเร็ว

Low-dose CT Scan คืออะไร?

คือการตรวจคัดกรอง มะเร็งปอด (Lung Cancer) ด้วยการ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยและใช้วิธีการถ่ายภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา สามารถเห็นรอยโรค หรือก้อนขนาดเล็ก ที่เอกซเรย์ปกติมองไม่เห็น เพื่อช่วยตรวจหามะเร็งปอดได้แม่นยำ

ข้อดีของการทำ Low-dose CT Scan

  • ละเอียดกว่า การเอกซเรย์ทั่วไป
  • ผลลัพธ์แม่นยำกว่าปกติ
  • ลดอันตราย จากการใช้รังสีได้มากกว่า
  • คัดกรองมะเร็งได้ตั้งแต่ ระยะเริ่มต้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการ ตรวจหา มะเร็งปอด ด้วย Low-dose CT Scan

การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มแรกด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในคนที่มีสุขภาพปกติ โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการของโรคมะเร็ง จะตรวจพบความผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอกในปอดซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอดระยะเริ่มแรกและสามารถรักษาได้ทันเวลา เพราะเมื่อมีอาการหรือพบความผิดปกติจากการเอกซเรย์ปอด อาจช้าเกินที่จะทำการรักษา เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปริมาณรังสีที่ได้รับจะต่ำ เท่ากับการตรวจเอกซเรย์เต้านมการตรวจมีความเสี่ยงน้อย ใช้รังสีปริมาณต่ำ ค่าปริมาณรังสีที่ได้น้อยกว่า 1.5 millisieverts (mSv) น้อยกว่าการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT) แบบปกติ มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกิดจากรังสีในการตรวจนี้ต่ำมาก

ผลการตรวจมีโอกาสประมาณ 25% ที่จะตรวจพบก้อนเนื้องอกในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ก้อนเนื้องอกที่พบส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและไม่เป็นอันตราย แต่อาจต้องใช้การเฝ้าระวังหรือการตรวจเพิ่มเติม การตรวจพบก้อนเนื้องอก อาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัดเพื่อประเมินผลต่อไป การตรวจคัดกรองอาจนำไปสู่การตรวจหาโรคที่ไม่เกี่ยวข้องอื่นๆ การตรวจหาความผิดปกติเหล่านี้เป็นประโยชน์ แต่อาจนำไปสู่การตรวจรักษาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ปัจจัยเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาก่อนตัดสินใจว่าจะทำการตรวจคัดกรอง การตรวจคัดกรองนี้จะแสดงให้เห็นว่ามีก้อนเนื้องอกในปอด แต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามและคอยระวังต่อไป

เตรียมตัวอย่างไร? เมื่อต้องไปตรวจ มะเร็งปอด

  1. ไม่มีการเตรียมตัวพิเศษ ไม่จำเป็นงดน้ำงดอาการ หรือมีการฉีดสารทึบรังสี
  2. สามารถรับประทานยาตามปกติตามที่แพทย์สั่ง และแจ้งให้เราทราบว่าคุณได้รับยาอะไรบ้างก่อนการตรวจ
  3. กรุณามาติดต่อที่แผนกเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ก่อนกำหนดการตรวจ 15 นาที เพื่อเตรียมตัวก่อนการตรวจ
  4. ควรเปลี่ยนเป็นชุดของโรงพยาบาล และถอดเครื่องประดับต่างๆ ออกจากร่างกาย
  5. ถ้ามีประวัติการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในส่วนของปอดที่เคยตรวจมาจากโรงพยาบาลอื่น กรุณาแจ้งแพทย์ให้ทราบ
  6. ระยะเวลาในการตรวจใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่การสแกนบนเครื่องจริงๆ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที

คำแนะนำหลังการตรวจ

สามารถปฏิบัติกิจวัตรหรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ

ผลการตรวจจะส่งให้แพทย์ผู้ส่งตรวจ ซึ่งแพทย์จะแจ้งให้ทราบถึงผลการตรวจและประสานงานการติดตามผลถ้าจำเป็น

แผนกอายุรกรรม Medical Unit

02-022-0843

ราคาพิเศษ!

แพ็กเกจตรวจสมอง หัวใจ ปอด

  • คัดกรองภาวะโรคหลอดเลือดสมอง : Carotid Doppler Ultrasound
  • ตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ: CT Calcium Score
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด : CT Chest Low Dose