10 ข้อพึงระวังในการให้เด็กดูทีวี

เด็กดูทีวี

ในที่นี้จะหมายถึงแผ่นดีวีดี ยูทูบ ไอแพด ไอโฟน ซัมซุงกาแลคซี่ คอมพิวเตอร์ ด้วยนะคะ

“ลูกชายวัย 4 ขวบชอบดูหนังจากซีดีวันละหลายๆชั่วโมง บางครั้งก็เลียนแบบท่าต่อสู้จากในหนังหรือเอาไปเล่นกับเพื่อนๆจนร้องไห้ เคยอ่านพบว่าเด็กที่ดูทีวีนานๆจะมีพัฒนาการช้า ชอบเลียนแบบและกลายเป็นเด็กก้าวร้าวในที่สุด จะแก้ปัญหาอย่างไรดี เคยใช้วิธีชวนทำกิจกรรมอื่นหรือชวนไปเที่ยวแล้ว แต่ไม่ได้ผล”

สมาคมกุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กแนะนำว่า เด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวี วัย 2-4 ขวบไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชม. เด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปไม่ควรดูทีวีนานเกินวันละ 1 ชม. และต้องนั่งอยู่ข้างๆลูก คอยสอนว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี ถ้าไม่ได้คอยนั่งสอนอยู่ข้างๆ ควรปิดทีวีค่ะ เพราะจะทำให้มีปัญหาต่อไปนี้

1. ขาดทักษะทางด้านอื่นๆ หรือพัฒนาการช้า

เนื่องจากไม่มีเวลาเหลือพอที่จะทำกิจกรรมอื่นซึ่งมีประโยชน์มากกว่า เช่น การเล่นสมมติ การวาดรูประบายสี การสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่น ทำให้พูดช้า ความสามารถด้านการอ่านหนังสือไม่ดี ทำให้ผลการเรียนไม่ดี

2. เด็กจะขาดทักษะในการหาทางออก

ในเวลาที่เกิดความเบื่อหน่าย ไม่สบายใจ หงุดหงิด แทนที่จะใช้เวลาว่างไปกับการทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ทำให้ขาดความคิดริเริ่มและสร้างสรร หรือเมื่อมีปัญหาคับข้องใจ ก็จะใช้วิธีดูทีวีเพื่อฆ่าเวลาหรือลืมปัญหาที่เกิดขึ้น แม้เป็นการชั่วคราวก็ยังดี

3. ขาดทักษะด้านการเคลื่อนไหว

จากการไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น ขี่จักรยาน ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย และทำให้เป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอติดโรคง่าย

4. เป็นโรคอ้วน

เนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี อยากทานขนมหรืออยากได้ของเล่นที่อยู่ในโฆษณา ทำให้มีปัญหาไม่กินข้าว เพราะอิ่มขนมที่ไม่มีประโยชน์ สิ้นเปลืองเงินทอง

5. เด็กจะเลียนแบบและซึมซับสิ่งที่เห็นจากทีวี

ทำให้เกิดพฤติกรรมไม่ดีตามมาเช่น ความก้าวร้าว บางครั้งเลียนแบบฮีโร่ซึ่งมีความสามารถพิเศษเช่นเหาะได้ ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยอธิบาย อย่าให้นั่งดูอยู่คนเดียว

6.หากดูรายการที่น่ากลัวก็อาจเก็บไปฝันร้ายได้

กกกกกกก

7. บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูก

เปิดรายการเด็กให้ดูตลอดทั้งวันเพราะคิดว่าไม่มีพิษภัย จริงอยู่ว่า ตอนนี้เราเลือกโปรแกรมให้ลูกได้ แต่อีกหน่อยเขาใช้รีโมทเป็น เด็กก็จะเลือกเปิดดูเลือกรายการเองได้ ยิ่งถ้ามีทีวีในห้องส่วนตัวของเด็ก ยิ่งอันตราย ทางที่ดีอย่าให้ลูกติดทีวีตั้งแต่ต้น สอนให้เขารู้ว่าเราอยู่กันอย่างสงบๆเงียบๆ นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ล้อมวงกันเล่านิทาน ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้ทีวี

8. มีค่านิยมที่ผิด

เช่น ต้องหน้าตาดี หุ่นผอมบางแบบนางแบบจึงจะสวย ไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจ เนื่องจากทีวีไม่สามารถนำเสนอความเป็นจริงได้ทั้งหมด

9. มีปัญหาพฤติกรรมผิดปกติ คล้ายเด็กไฮเปอร์สมาธิสั้น คล้ายเด็กออทิสติก

หมอเคยพบเด็กอายุ 3 ขวบมาด้วยเรื่องไม่พูด ไม่สบตา ชอบเล่นคนเดียว คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ แต่พอพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอยังไม่ฟันธงว่าเป็นอะไร แต่บอกให้ที่บ้านปิดทีวี เพราะเด็กดูทีวีตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลย ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมอดดูไปด้วย (ผลพลอยได้คือผู้ใหญ่ก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยพันธนาการจากทีวีด้วย ทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น เช่นไปเดินเล่น หรือปิ๊กนิคกัน) ผลคือลูกสบตาและพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้นภายใน 2 วัน

10. การจะให้ลูกเลิกดูทีวี คือ ต้องใจแข็งค่ะ ลูกโวยวายก็อย่าตามใจ ถ้าร้องไห้หนวกหู ก็หาอะไรอุดหูไว้

อาจบอกว่าทีวีเสียหรือสัญญาณล่ม หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดีพัง แล้วหากิจกรรมอื่นให้ลูกทำ อย่าให้เขาว่าง เพราะจะคิดถึงทีวีมากขึ้น เวลาผ่านไป 2-3 อาทิตย์ ค่อยเปิดทีวีได้ แต่อธิบายว่า ต่อไปนี้ไม่มีการดูเกินวันละ 1 ชม.และเลือกโปรแกรมที่ดีเท่านั้น ไม่ให้ดูประเภทต่อสู้ ถึงเวลานี้เขาก็เริ่มชินกับการไม่มีทีวีและรู้จักใช้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรมากขึ้น บอกลูกถึงข้อเสียของการดูทีวี พูดไปเถอะค่ะ ไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ควรดูทีวีเยอะเช่นกัน

สำหรับใครที่ให้ลูกดูทีวีที่เป็นสื่อการสอนอยู่ แล้วพบว่าลูกเรียนรู้ได้เยอะ ก็ต้องระวังนะคะ เพราะการเรียนรู้ผ่านทีวี ไอแพด ไอโฟน เป็นการเร้าที่ค่อนข้างมาก จึงทำให้เด็กสนใจจดจ่อได้นาน ถ้าเมื่อไรที่ลูกจะต้องเรียนรู้ผ่านสื่อที่ไม่เร้าแรงเท่าทีวี เช่น การอ่านหนังสือนิทาน หนังสือเรียน หนังสือสารานุกรมสำหรับเด็ก หรือ เวลาครูสอนในห้องเรียน จะไม่เร้าใจ ก็จะรู้สึกเบื่อ ไม่อยากเรียน ไม่มีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ กลายเป็นเด็กเรียนหนังสือไม่เก่งได้ค่ะ

 

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (ป้าหมอ)
กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช