โรคไวรัสตับอักเสบ ซี…ภัยร้ายที่คุณควรรู้จัก

เชื้อไวรัสตับอักเสบที่สำคัญในคนไทย  ได้แก่  เชื้อไวรัสตับอักเสบ  A, B และ C  และยังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด D และ E  ที่พบในบางประเทศ  แต่พบน้อยมากในประเทศไทย

22

เชื้อไวรัสตับอักเสบ C ทำอันตรายตับอย่างไร ?

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C  จะไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสไปได้หมดสิ้น  และจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับติดตามมาในอีกหลายสิบปีให้หลัง

 

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ มีอาการอย่างไรบ้าง ?

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C  เพียงบางคนเท่านั้นที่อาจแสดงอาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลันอย่างชัดเจน  เช่น  อ่อนเพลียมาก  คลื่นไส้  อาเจียน  เบื่ออาหาร  ปัสสาวะสีเข้มจัด  ตาเหลือง  ตัวเหลือง (ที่เรียกว่า “ดีซ่าน”)  แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ C  เข้าไปในร่างกาย  หรือเป็นตับอักเสบเรื้อรังจะไม่มีอาการใดๆเลย  แพทย์ตรวจร่างกายก็อาจจะไม่พบความผิดปกติ

 

โรคไวรัสตับอักเสบ C ติดต่ออย่างไร ?

เส้นทางการติดต่อที่สำคัญ  ได้แก่  การได้รับเลือดของผู้อื่นที่บังเอิญมีเชื้อนี้อยู่  ได้แก่  การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด  การติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการติดต่อจากมารดาไปยังทารกแรกคลอดนั้นอาจเกิด ขึ้นได้ในบางราย  แต่พบน้อยมาก  ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งไม่ทราบว่าติดเชื้อมาได้อย่างไร

 

โรคไวรัสตับอักเสบ C รักษาได้หรือไม่ ?

ยาชนิดต่างๆที่ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ เช่น  ยาบำรุงตับหรือวิตามินชนิดต่างๆไม่สามารถช่วยให้ตับอักเสบ C  หายได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันจึงมีการใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน โดยยา RIBAVIRIN ซึ่งเป็นยารับประทานร่วมกับยาฉีด PEG – INTERFERON ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาตับอักเสบ C ได้ผลดีประมาณร้อยละ 60 – 80 ถ้าเลือกใช้กับผู้ป่วยที่ถูกต้อง

 

จะป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ C ได้อย่างไร ?

ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดของผู้อื่นหรือการได้รับเลือดของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

ผู้ติดยาเสพติดไม่ควรใช้เข็มฉีดยาที่สกปรก  หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้เสพติดคนอื่นเป็นอันขาด

หลีกเลี่ยงการเที่ยวเตร่สำส่อนทางเพศ

 

ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนอย่างไร ?

ผู้ป่วยที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วยยาชนิดใหม่ควรจะต้องมาตรวจตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการปรับขนาดยา ป้องกันและรักษาอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จนครบกำหนดเวลารักษา (6 – 12 เดือน)

ถ้าใช้ยรักษาโรคตับอักเสบแบบทั่วไป  ควรเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและพักผ่อน  รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินเพียงพอ  ลดการดื่มสุราระยะที่อาจเป็นอันตรายต่อตับ  ระวังการติดเชื้อ  และมาให้แพทย์ตรวจร่างกายตรวจเลือดและอัลตราซาวด์เป็นระยะๆ  เพื่อป้องกันและตรวจหาโรคตับแข็งและมะเร็งตับที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ใครคือผู้ที่เหมาะสมจะใช้ยาใหม่ ?

เนื่องจากการใช้ยาใหม่ 2 ชนิดร่วกัน เป็นการรักษาที่มีราคาแพงมาก รวมทั้งอาจทำให้เกิดผลข้างเดียงที่สำคัญ เช่น โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ ผมร่วง และอาการกำเริบของโรคบางชนิด เช่น โรคต่อมธัยรอยด์ จึงต้องเลือกผู้ป่วยที่น่าจะได้ผลดีคือ ผู้ที่อาการอักเสบของตับรุนแรง และมีปริมาณของเชื้อไวรัสในเลือดสูง ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีตับแข็งขั้นสุดท้าย มีเอชไอวีร่วมด้วย หรือกำลังตั้งครรภ์

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ ศูนย์ดูแลและส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com