โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองในปัจจุบันเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องได้ในวงกว้าง สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง คนโดยส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะด้วยลักษณะอาการและผลการรักษาในอดีตที่มักไม่ประสบความสำเร็จจึงส่งผลให้เกิดความพิการ  จากข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2556 รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2556 พบว่าโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายของประชาชนไทยในเพศชายเป็นอันดับที่ 1 ร้อยละ 11.1 เพศหญิงอันดับที่ 1 ร้อยละ 14.5 และการสูญเสีย ปีสุขภาวะของประชากรไทยในเพศชายเป็นอันดับที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 6.9 เพศหญิงอันดับที่ 1 ร้อยละ 8.2 คนไทยเสียปีสุขภาวะจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณปีละ 792,000 ปี

โดยโรคหลอดเลือดสมองนั้นเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณสมองทำให้เกิดโรคต่างๆของหลอดเลือดในสมอง ได้แก่ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ (ischemic stroke) และโรคหลอดเลือดในสมองแตก (Intracranial hemorrhage) ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดของสมองจนเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตหรือการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือทำให้เกิดความผิดปกติต่อสมอง และระบบประสาทได้ง่าย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดดังนี้

  1. สมองขาดเลือด Ischemic Stroke โรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ หรือมีลิ่มเลือดอุดสมอง จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการพูดและหรือการมองเห็น ซึ่งภาวะสมองขาดเลือดนั้นมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้ เนื่องจากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด จึงส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารอื่นๆไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
  2. เลือดออกในสมอง Hemorrhagic Stroke การที่เลือดออกในสมองนั้น เกิดจากภาวะหลอดเลือดแตก และมีเลือดออกในสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือความดันโลหิตสูงและความผิดปกติของผนังหลอดเลือด aneurysms ทำให้มีเลือดออกในสมอง
  3. สมองขาดเลือดชั่วคราว transient ischemic attack (TIA) เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดชั่วคราวเนื่องจากมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดสมองหรือตีบตันทำให้ขาดเลือดจึงเกิดอาการระยะหนึ่ง โดยมักจะเพียงไม่กี่นาที แต่อาจจะนานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งผู้ที่เป็นสมองขาดเลือด 1 ใน 3 จะมีโอกาศเป็นโรคอัมพฤตได้

อาการของโรคหลอดเลือดสมองที่พบบ่อย

อาการเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายเองเป็นปกติ เช่น อ่อนแรงประมาณ 30 นาที และดีขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ไปพบแพทย์ ในกรณีที่มีอาการชั่วคราวแล้วดีขึ้นเรียกว่า สภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า 1 ใน 9 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันถาวรใน 90 วัน ส่วนอีก 50 % จะเกิดใน 2 วันแรก หากท่านมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อรักษาอย่างทันท่วงที

  • มีอาการอ่อนแรงที่ใบหน้า เช่นปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หลับตาไม่สนิท หรือชาที่ใบหน้า
  • มีอาการแขนขาอ่อนแรงอย่างเฉียบพลับโดยมักเป็นครึ่งซีก
  • มีอาการแขนหรือขาชาอย่างเฉียบพลัน มักจะเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
  • พูดไม่ออก หรือฟังไม่เข้าใจ รวมทั้งพูดลำบาก หรือพูดไม่ชัด
  • มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น
  • มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเฉียบพลัน โดยที่ไม่มีสาเหตุ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว เช่น ซึมลง เรียกไม่รู้ตัว
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน
  • มีอาการเดินเซ เดินลำบาก การทรงตัวไม่ดีอย่างเฉียบพลัน

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

  • อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนในวัยอื่น ๆ แต่ก็อาจพบได้ในคนวัยอื่นได้ด้วยเช่นกัน
  • ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีญาติพี่น้องใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
  • ประวัติการรักษา ผู้ที่เคยมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) และหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเคยมีภาวะหลอดเลือดอุดตันมาก่อนแล้ว
  • เพศ เพศชายจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันได้มากกว่าเพศหญิง
  • พันธุกรรม พันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการมาร์ฟาน (Marfan syndrome) จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเซาะตัวของหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดสมองได้สูงกว่าบุคคลทั่วไป
  • เชื้อชาติบางเชื้อชาติ เช่น  คนผิวขาว (Caucasoid) มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่  คนผิวดำ/คนผิวเหลือง มีโอกาสเสี่ยงจากโรคหลอดลือดสมอง
  • ความดันโลหิตสูง ภาวะนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีความเสี่ยงประมาณ 3-17 เท่า ทั้งนี้แล้วแต่ระยะเวลาของโรค ความรุนแรง และการควบคุมความดัน
  • โรคเบาหวาน โรคเบาหวานมักจะพบร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดแข็ง
  • การสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเป็น 2 เท่า
  • โรคเลือดบางชนิด เช่น โรคโลหิตจางบางชนิด เช่น sickle cell anemia
  • โรคหัวใจ รวมทั้งหัวใจวายและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด โดยเฉพาะ atrial fibrillation
  • ขาดการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ
  • โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะนอนกรน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากกว่า 2 แก้ว ต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก
  • การใช้สารเสพติด หรือยากระตุ้นประสาทบางชนิด
  • ภาวะเครียด

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองนั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แต่ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด วิธีที่แพทย์ใช้ในการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีดังนี้

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกายแพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และประวัติครอบครัวว่ามีญาติใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยและระยะเวลาการเกิดอาการ วัดความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจและการทำงานของหลอดเลือด
  2. การตรวจเลือดแพทย์อาจสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบดูการก่อตัวของลิ่มเลือด ซึ่งหากระดับน้ำตาลในเลือดและสารเคมีต่าง ๆ ในเลือดเสียสมดุล การแข็งตัวของเลือดก็จะผิดปกติ
  3. การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพโดยรวมของสมอง และหากมีภาวะเลือดออกในสมอง ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนเอกซเรย์ แพทย์อาจฉีดสารย้อมสีเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด เพื่อให้เห็นรายละเอียดของการไหลเวียนเลือดและสมองได้ดียิ่งขึ้น
  4. การเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) มีจุดประสงค์คล้ายการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่จะช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของสมองได้อย่างชัดเจนมากกว่า ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
  5. การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงที่คอ (carotid Ultrasonography) เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นการก่อตัวของคราบพลัคจากไขมัน อันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  6. การฉีดสีที่หลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiography) แพทย์จะสอดท่อไปยังหลอดเลือดสมองผ่านทางแผลเล็ก ๆ ที่ขาหนีบ จากนั้นจะฉีดสารย้อมสีเข้าไป และเอกซเรย์ วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นระบบการไหลเวียนของเลือดไปยังคอและสมองได้มากขึ้น
  7. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) วิธีนี้มักใช้ตรวจการทำงานของหัวใจ แต่ในหลายกรณีก็ช่วยระบุการการทำงานของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้ด้วยเช่นกัน หากพบว่ามีการอุดตันของหลอดเลือด หรือพบลิ่มเลือดก็สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองได้

แนวทางการรักษา

ขั้นตอนการรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก โดยจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

  1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งพบว่าจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองและรีบมาโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
  2. หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต

วิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่

การผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid endarterectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบอย่างรุนแรง อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอเพื่อกำจัดสิ่งที่ขัดขวางหลอดเลือดออก

การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือด (Thrombectomy) ในกรณีที่มีลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของหลอดเลือดอย่างรุนแรง การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่

วิธีป้องกัน

  1. รับประทานอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ การรับประทานอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใยมาก ลดอาหารเค็ม ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลสูง จะสามารถลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 3 ประการ คือ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และภาวะน้ำหนักเกิน โดยสรุป อาหารที่ควรงดหรือหลีกเลี่ยงมีดังนี้ ไข่แดง ไข่ปลาหมึก ไข่ปู ไข่กุ้ง หนังสัตว์ เช่น หนังหมู หนังเป็ด หนังไก่ แคปหมู หนังปลาทอด เครื่องในสัตว์ทุกชนิด อาหารทะเล กะทิ น้ำมัน หรืออไขมันจากสัตว์ สำหรับอาหารที่แนะนำให้รับประทาน ได้แก่ ผัก ผลไม้ ปลา และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน
  2. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ชนิดของการออกกำลังกายควรเป็นประเภทแอโรบิค
  3. ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอในกรณีที่ตรวจพบความดันโลหิตสูง
  4. หยุดสูบบุหรี่ เป็นวิธีลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่ปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  6. ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณได้รับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี