โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer) ในประเทศไทยนั้น พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ โดยพบประมาณ 3 คนต่อ 100,000 คน มะเร็งชนิดนี้มักพบในสตรีสูงอายุ โดยเฉพาะสตรีในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว

โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  1. อายุ โดยส่วนมากจะมีการตรวจพบมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน คือ อายุ 50 ปีขึ้นไป
  2. ระดับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้เติบโตได้โดยการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน ดังนั้นภาวะใดก็ตามที่ทำให้มีฮอร์โมนเหล่านี้มากผิดปกติก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้ด้วย การที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง อาจเกิดโดยภาวะที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง หรือจากใช้ยาฮอร์โมนประเภทนี้ในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ยารักษามะเร็งเต้านมที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด
  3. มีน้ำหนักเกิน ในชั้นไขมันของคนเราเป็นที่สะสมของเอสโตรเจน ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น วัดได้จากค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index; BMI) หากมี BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  4. พันธุกรรม โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Lynch syndrome) สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และโรคมะเร็งประเภทอื่นๆ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง หรือกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมที่ส่งต่อลงมาจากรุ่นสู่รุ่น

อาการของ โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

อาการหลักๆคือมีเลือดออกที่ผิดปกติทางช่องคลอด ควรรีบมาพบแพทย์ ยิ่งพบแต่ระยะแรกโอกาสหายยิ่งสูง

  • เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนแล้ว พบมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดควรรีบมาพบแพทย์
  • ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง แต่มีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกะปริดกะปรอยหรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ควรมาพบแพทย์

ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้องน้อย คลำได้ก้อนในท้องน้อย มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนักทำให้อุจจาระลำบาก

การตรวจวินิจฉัย

  • เริ่มโดยซักประวัติ อาการ และตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน
  • ถ้าสงสัยแพทย์จะทำการขูดมดลูกเอาเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อผลทางพยาธิวิทยาระบุว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แพทย์จะตรวจเพิ่มเติม ประเมินสุขภาพและหาระยะของโรคต่อไป

การแบ่งระยะโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกนั้นแบ่งออกเป็น 4 ระยะ  

ระยะ 1 : มะเร็งอยู่ที่มดลูกเท่านั้น

ระยะ 2 : มะเร็งแพร่กระจายไปยังปากมดลูก

ระยะ 3 : มะเร็งแพร่ไปอวัยวะอื่นๆ นอกเหนือจากมดลูก ( รวมทั้งช่องคลอด ) แต่ไม่ออกไปเกินกระดูกเชิงกราน

ระยะ 4 : มะเร็งแพร่กระจายออกไปเกินกระดูกเชิงกรานหรือกระจายไปยังกระเพาะปัสสาวะหรือเยื่อเมือกลำไส้ตรงอย่างชัดเจน

วิธีการรักษา มี 4 วิธีดังนี้

  • การผ่าตัด เป็นการรักษาหลัก ได้แก่ การผ่าตัดเอามดลูก ปีกมดลูก และรังไข่ออก และภายหลังการผ่าตัดจะมีการตรวจชิ้นเนื้อต่างๆ ทางพยาธิวิทยาอีกครั้งเพื่อเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรจะมีการรักษาร่วมอื่น ๆ เช่น รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด หรือฮอร์โมนร่วมด้วยหรือไม่
  • การใช้รังสีรักษา อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัด แต่บางครั้งถ้าผ่าตัดไม่ได้ก็อาจใช้เพียงรังสีรักษา ซึ่งอาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัดหรือฮอร์โมนตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ มีทั้งการฉายรังสีและการใส่แร่ อาจใช้เพียงวิธีการเดียวอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง 2 วิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับแพทย์วินิจฉัย
  • การใช้ฮอร์โมนบำบัด กรณีไม่สามารถผ่าตัดหรือฉายรังสีได้
  • การทำเคมีบำบัด นั้นส่วนใหญ่ใช้ในโรคระยะลุกลาม มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด รังสีรักษาหรือฮอร์โมน มีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่รักษาได้ผลด้วยวิธีนี้

การป้องกัน

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • สังเกตการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน ถ้าพบสิ่งผิดสังเกตต้องรีบปรึกษาแพทย์
  • ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปีเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป หากมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 30 ปี ก็ควรไปตรวจทันที ในการตรวจภายใน 1 ครั้ง สามารถตรวจอาการผิดปกติอื่น ๆ ได้ด้วย