โรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่มีการเจริญของเซลล์ปอดที่ควบคุมไม่ได้ กลายเป็นเซลล์มะเร็งและเจริญลุกลามแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงและแทรกซึมไปในอวัยวะนอกปอด มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งมากที่สุด จากผลสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่าในปีพ.ศ. 2551 มีผู้ป่วยรายใหม่ 12.7 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก

มะเร็งปอดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 ชนิด คือ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณร้อยละ 10-15 และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้ประมาณร้อยละ 80-85  ของมะเร็งทั้งหมด และในกลุ่มนี้ยังมีแยกย่อยออกเป็นชนิดต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma และอื่นๆ

อาการของมะเร็งปอด

  • ไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือไอมีเลือดปน
  • อ่อนเพลีย หายใจเหนื่อย หายใจมีเสียงวีด หรือเสียงแหบ
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงไม่ทราบสาเหตุ
  • เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาเกร็ง หรือสูดลมหายใจแรงๆ
  • ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ เช่น เป็นปอดบวมหรือปอดอักเสบ

สาเหตุของมะเร็งปอด/ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด

  1. การสูบบุหรี่

ถือเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปอด ประมาณ 80% ของสาเหตุการเกิดทั้งหมดในเพศชาย และ 75% ในเพศหญิง จำนวนปีที่สูบ อายุที่เริ่มสูบ จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน สูบแต่ละครั้งลึกแค่ไหน ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งปอด  พบว่าในคนที่สูบบุหรี่ปริมาณมากจะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนไม่สูบบุหรีถึง 20 เท่า นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรีแต่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลอื่นบ่อย ๆ ก็มีโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้สูงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ทั่วไปเช่นกัน

  1. สูดดมควันบุหรี่จากคนรอบข้าง(Secondhand smoke)

หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า  “ ควันบุหรี่มือสอง ” ถึงแม้จะไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่การได้รับควันบุหรี่จากผู้คนรอบข้างที่สูบก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งปอดได้ไม่แพ้กับการสูบบุหรี่โดยตรง เพราะสามารถรับสารพิษหรือสารก่อมะเร็งได้ด้วยวิธีการเดียวกัน มีผลงานวิจัยพบว่าผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสในการเป็นมะเร็งปอดได้ถึงร้อยละ 20-30 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่

  1. กรรมพันธุ์

มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มสูงขึ้น หากสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งปอด แม้จะไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนในชีวิต ดังนั้นหากทราบว่าครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอดมาก่อน ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะการตรวจปอด และควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยทุกครั้ง

  1. การได้รับสารพิษ สารเคมี หรือมลภาวะในสิ่งแวดล้อมมากเกินไป
    ลองสังเกตสถานที่ทำงาน หรือละแวกรอบบ้านของคุณดูว่า คุณต้องผจญอยู่กับสารเคมีอันตรายเช่น สารหนู ก๊าซเรดอน รังสี ไอระเหยต่างๆ อยู่ทุกวันหรือไม่ หรือจำเป็นต้องทำงานในโรงงานที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองจากเครื่องจักร ใช้สารเคมีกลิ่นรุนแรงเพื่อผลิตสินค้า หรือแม้กระทั่งอาศัยใกล้แหล่งโรงงานที่ปล่อยของเสียทิ้งลงพื้น หรือแหล่งน้ำ ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลอดเวลา
  2. โรคอื่นๆ
    เนื้อเยื่อปอดที่เกิดการทำลายจากโรคต่างๆ เช่น โรคซิลิโคซีส, ถุงลมปอดโป่งพอง, พังผืดที่ปอด  ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน

การวินิจฉัย

โรคมะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าตรวจพบในระยะแรกๆ ตั้งแต่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ ถ้ามีอาการแล้วมักจะสายไป เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดส่วนใหญ่มาหาแพทย์เมื่อมีอาการแล้ว และมีโอกาสรักษาหายขาดน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 30  ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ที่จะมาหาแพทย์ตอนที่ยังไม่มีอาการ โดยส่วนมากมักพบโดยบังเอิญจากการฉายเอกซเรย์ปอดแล้วพบว่ามีก้อนในปอด

เนื่องจากอัตราตายของมะเร็งในปอดสูงและพบบ่อย จึงมีผู้พยายามที่จะหาวิธีที่จะวินิจฉัยโรคในระยะแรกๆ เมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว   ได้มีการตรวจหามะเร็งปอดในระยะแรกเริ่ม โดยการตรวจด้วยเอกซ์เรย์ทรวงอกซ้ำทุกๆ 6-12 เดือน ผลการศึกษาพบว่ามีการตรวจพบมะเร็งปอดโดยเฉพาะระยะแรกเริ่มเพิ่มขึ้น แต่อัตราตายจากมะเร็งปอดไม่ลดลง ทั้งนี้เพราะการตรวจเอ็กซ์เรย์ธรรมดามีข้อจำกัด มีความไวในการตรวจก้อนเนื้อในปอดราวร้อยละ 68  เท่านั้น โดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และหากตำแหน่งของมะเร็งที่มีอวัยวะอื่นบังอยู่ เช่น หัวใจ กระดูกซี่โครง  การตรวจเอ็กซ์เรย์ธรรมดาจะเห็นผลชัดเจนเมื่อก้อนมะเร็งโตแลัวเท่านั้น

การวินิจฉัยมะเร็งปอดทำได้โดยการ

  • การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)นิยมใช้เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งปอดเบื้องต้น หากพบเนื้องอกในปอดจะแสดงเป็นลักษณะโทนสีขาว-เทาให้เห็นถึงสภาพปอดของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถแยกความชัดเจนระหว่างก้อนเนื้อมะเร็งหรือสภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกิดกับปอดได้ อย่างโรคฝีในปอด (Lung abscess)
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน (CT-scan)เป็นวิธีการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายในโดยรังสีเอกซ์ก่อนที่จะสร้างออกมาเป็นภาพด้วยเครื่องมือพิเศษ เพื่อให้แพทย์สามารถเห็นเนื้อปอดได้ชัดเจนยิ่งขี้น โดยแพทย์อาจทำการตรวจด้วยวิธีนี้หลังทำเอกซเรย์ทรวงอก ก่อนการทำซีทีสแกนแพทย์อาจจะฉีดสารทึบแสงให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งสารทึบแสงนี้จะทำให้สามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติภายในปอดได้ชัดขึ้น การทำซีทีสแกนจะไม่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวดจากรังสี และใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาที
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพทซีทีสแกน (Positron Emission Tomography-Computerised Tomography: PET-CT Scan)อาจจะทำการตรวจภายหลังพบสิ่งปกติที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งจากการตรวจซีทีสแกน โดยจะช่วยประเมินการแพร่กระจายของมะเร็ง ทำให้รู้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ในขั้นใด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยและการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ก่อนทำการตรวจเพทซีทีสะแกน แพทย์จะฉีดสารกัมมันตรังสีให้แก่ผู้ป่วยก่อนผ่านเข้าเครื่องตรวจ การตรวจด้วยวิธีนี้จะไม่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด และใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที
  • การส่องกล้องและการตัดชิ้นเนื้อ (Bronchoscopy และ Biopsy)หากพบสิ่งผิดปกติที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งปอด แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการส่องกล้องตรวจภายในหลอดลม โดยใช้ท่อขนาดเล็กสอดลงไปในหลอดลม เพื่อตรวจดูความผิดปกติของหลอดลมและตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้วิธีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วยวิธีการข้างต้นได้ แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นในการใช้ในการวินิจฉัยโรค เช่น การเจาะตัดชิ้นเนื้อผ่านผิวหนังด้วยเข็มขนาดเล็ก (Percutaneous Needle Biopsy) การผ่าตัดปอดโดยใช้กล้องส่อง (Thoracoscopy) หรือการส่องกล้องในช่องอก (Mediastinoscopy)

ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (LDCT Scan: Low Dose CT Scan)

ซึ่งให้รายละเอียดมากกว่าการการเอกซเรย์ทรวงอกแบบทั่วไป (Chest X-ray) ที่ไม่ละเอียดพอที่จะเจอเนื้องอกมะเร็งขนาดเล็กที่อาจซ้อนทับกับอวัยวะอื่น โดยการทำ LDCT นี้จะทำให้เห็นก้อนเนื้องอกตั้งแต่ยังขนาด 5 มิลลิเมตร ได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาด้วยการให้ผ่าตัดได้ทันเวลา ถ้าเปรียบให้เห็นภาพของ LDCT ก็เปรียบเหมือนภาพขนมปังที่ถูกหันเป็นแผ่นบางๆจนทั่วทั้งก้อน หรือผลส้มที่ถูกหั่นออกเป็นแว่นๆ แล้วหยิบแต่ละแผ่นมาดูอย่างละเอียด และปริมาณรังสีที่ใช้ในการตรวจด้วย LDCT นั้น ยังน้อยกว่าการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทั่วไป (Regular CT scan) อีกด้วย จึงแนะนำให้ใช้เป็นวิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพและสามารถตรวจได้ทุกปี แทนที่การเอ็กซเรย์ปอดแบบทั่วไป

การรักษามะเร็งปอด

เมื่อทราบผลการวินิจฉัยที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นมะเร็งปอด วิธีการรักษามะเร็งปอดนั้นจะต้องดูจากหลายปัจจัยประกอบกันด้วย เช่น ความรุนแรงของโรคว่าผู้ป่วยอยู่ในขั้นใด ชนิดของมะเร็งปอด สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย  วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล หรือแม้แต่โอกาสในการรักษามะเร็งให้หายขาด  แพทย์และผู้ป่วยจะร่วมกันวางแผนการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

  • การผ่าตัด (Surgery) เป็นการผ่าเอาเนื้อเยื่อปอดที่มีเซลล์มะเร็งออกหรือผ่าตัดเอาปอดทั้งข้างออกเมื่อตรวจพบการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปทั่วปอด ทั้งนี้แพทย์จะมีการเลาะต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงออกด้วย เพื่อตรวจว่ามีการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ วิธีนี้เป็นการรักษาที่เหมาะสำหรับมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก
  • การรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม(Chemotherapy) เป็นการใช้ยาในหลายรูปแบบ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกหรือทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายในช่วงระหว่างเวลาหนึ่ง โดยอาจจะใช้รักษาก่อนการผ่าตัดเพื่อช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ในบางรายการทำเคมีบำบัดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหรืออาการอื่นของมะเร็งในระยะแพร่กระจายได้ (Palliative chemotherapy) นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการรักษาเคมีบำบัดในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า  “การรักษาแบบตรงจุด หรือ แบบมุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ แต่จำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็งก่อนว่าจะมีโมเลกุลที่ตอบสนองต่อยาก่อนเริ่มการรักษาแบบมุ่งเป้า จึงไม่สามารถใช้รักษาได้ในผู้ป่วยทุกราย
  • การฉายแสง (Radiation Therapy) เป็นการใช้รังสีในปริมาณสูงฉายไปบริเวณที่เกิดมะเร็งปอดขึ้นโดยตรง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง มักจะใช้ควบคู่กับวิธีการรักษาอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด

โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็ยังมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยทราบตั้งแต่ระยะต้นและเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งส่งผลดีต่อการรักษาให้หายขาดได้มากเท่านั้น แต่หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นหรือระยะสุดท้าย  ก็จะทำให้การรักษาไม่หายขาด

การป้องกันมะเร็งปอด

  1. เลิกสูบบุหรี่
  2. หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่
  3. ป้องกันตนเองจากมลภาวะหรือควันพิษ หากทราบว่าตนเองต้องอยู่ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายหรือสารพิษที่อาจเป็นสารก่อมะเร็ง หลีกเลี่ยงการสูดดมสารเหล่านั้นเข้าไปโดยตรง สวมหน้ากากป้องกันไว้ตลอดขณะทำงาน
  4. รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด
  5. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุรา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดได้

ประโยชน์ของการตรวจ LDCT

  • สะดวก ตรวจได้ทันที ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ใช้เวลาเพียง 20 นาที
  • ปลอดภัย ปริมาณรังสีน้อยลง
  • แม่นยำ สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีขนาดเล็กเพียง 5 มิลลิเมตร
  • ลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงของมะเร็งปอด หากตรวจติดตามเป็นประจำทุกปี

ผู้ที่ควรได้รับคำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด

  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และหยุดสูบบุหรี่มาไม่เกิน 15 ปี
  • ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนสูบบุหรี่ (Secondhand smoker)
  • ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสารจำพวกใยหิน (asbestos) ก๊าซกัมมันตรังสี (radon) หรือควันพิษจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวทางสายเลือดเป็นโรคมะเร็งปอด