แก้ปัญหาอารมณ์ให้ลูกวัยเตาะแตะ

วัยเตาะแตะ

คนกับอารมณ์เป็นของคู่กันนะค่ะ เด็กๆมีอารมณ์ผู้ใหญ่ก็มีอารมณ์ สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรจะทำให้ได้เป็นอย่างแรกก็คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในเรื่องการควบคุมอารมณ์ค่ะ เมื่อเราควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สบายใจได้ก็คือ ลูกจะไม่เลียนแบบการแสดงออกทางอารมณ์ในรูปแบบพฤติกรรมต่างๆที่ผู้ใหญ่ทำ คงเหลือแต่การแสดงออกตามพัฒนาการของเขาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่โมโหแล้วด่าคน ย่อมต้องเคยฟังมาก่อน เด็กที่ชี้หน้าคนแล้วตะคอกใส่ย่อมต้องเคยเห็นคนทำ ดังนั้นหากลูกไม่มีโอกาสเห็นการแสดงออกที่ก้าวร้าวหรือหยาบคาย การแสดงออกของลูกตามพัฒนาการเมื่อเขาโกรธ ผิดหวัง ไม่พอใจก็จะไม่รุนแรงเท่า

ตามพัฒนาการ เด็กๆจะแสดงอารมณ์ออกทางพฤติกรรมก่อนและเมื่อโตขึ้นความสามารถด้านภาษาและสังคมดีขึ้นเด็กจะค่อยๆพัฒนาการแสดงอารมณ์ออกมาเป็นคำพูดเพื่อสื่ออารมณ์ให้คนอื่นเข้าใจแทนซึ่งเขาต้องอาศัยพ่อแม่และผู้ใหญ่ใกล้ชิดช่วยค่ะ

 

ในช่วงอายุขวบปีที่สอง เมื่อลูกมีอารมณ์โกรธ ผิดหวัง เสียใจ สามารถแสดงออกได้หลายแบบตั้งแต่ร้องไห้ ร้องดิ้น โวยวาย กรี๊ด โยนข้าวของ ปัดของ ทำร้ายคน และบางคนทำร้ายตนเอง( การทำร้ายตนเองมักพบในเด็กพัฒนาการช้าหรือออทิสติก) ทั้งนี้เพราะเด็กกำลังอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน (terrible twos) ซึ่งเป็นพัฒนาการตามวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ระหว่างการเป็นตัวของตัวเองซึ่งไม่ต้องการอาศัยใครช่วยกับการที่ต้องยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ด้วยเพราะความจริงที่ว่าเด็กเองก็ยังต้องพึ่งผู้ใหญ่อยู่ เมื่อเด็กพยายามสร้างสมดุลให้ได้ระหว่างอำนาจของเขาเองกับของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในใจเขาและมีการแสดงออกทางอารมณ์ในรูปแบบพฤติกรรมที่มากและบ่อยกว่าวัยอื่น ถึงแม้จะเป็นพฤติกรรมตามวัยแต่ก็ต้องช่วยเหลือเด็ก ไม่ควรปล่อยผ่านไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวจะดีขึ้นเอง เพราะในความเป็นจริงหากไม่ช่วยเด็กคุมอารมณ์และพฤติกรรมอาการมักแย่ลงค่ะ

 

วิธีช่วยเหลือเมื่อลูกร้องไห้ หากสาเหตเป็นเพราะลูกเสียใจ หรือเจ็บตัว เราควรให้ความสนใจระดับหนึ่งเพื่อแสดงความห่วงใยแต่อย่ามากจนเด็กต้องการการปลอบโยนตลอดเวลา ไม่เป็นตัวของตนเอง แต่หากร้องไห้เพราะเด็กผิดหวังและต้องการเอาแต่ใจ ไม่ควรให้ความสนใจค่ะ เพราะเด็กจะเชื่อมโยงระหว่างการร้องไห้กับการได้สิ่งที่ตนเองต้องการ ทำให้เด็กเลิกพฤติกรรมร้องไห้เอาแต่ใจยากค่ะ แต่ให้ใช้เทคนิคเพิกเฉยดังนี้

เทคนิคเพิกเฉย ใช้เมื่อเด็กร้องไห้เอาแต่ใจ
วิธีการ
  1. คุณแม่ควบคุมอารมณ์ให้นิ่งๆนะค่ะ
  2. ก้มลงให้ระดับสายตาเรากับลูกอยู่ระดับเดียวกัน
  3. พูดกับลูกสั้นๆด้วยเสียงที่นิ่งและหนักแน่นว่า “หนูร้องไห้อยู่ เราคุยกันไม่รู้เรื่อง แม่จะรอหนูหยุดแล้วค่อยคุยกัน” (ห้ามโกรธ ห้ามตัดพ้อ ห้ามเติมของหมอนะค่ะ แม่บางคนเติมว่า ถ้าหนูไม่หยุดแม่จะไม่รัก/ไม่ให้ขนม/ฟ้องคุณหมอ มีเราไปเอี่ยวด้วย มิน่าหล่ะ เวลามาหาหมอทีไร เด็กไม่เป็นมิตรกับหมอเลย มีคุณแม่บางคนเล่นบทหมอโหดแม่น่าสงสารบอกลูกว่า ถ้าไม่หยุดร้องเดี๋ยวแม่โดนหมอดุ จริงๆหมอไม่เคยดุใครเลยนะค่ะเนี่ย ในใจอยากจะบอกคุณแม่ว่า คุณแม่กำลังพัฒนาตัวเองให้โกหกลูกนะเนี่ย อีกหน่อยลูกจะไม่เชื่อเรานะค่ะ)
  4. เพิกเฉยทั้งสายตา
  5. เพิกเฉยทั้งคำพูด
  6. เพิกเฉยทั้งท่าที (อย่ามีท่าทีลังเลนะค่ะ ลูกกำลังเหล่เราอยู่ค่ะ)
  7. รอจนลูกหยุดร้องกลับเข้าไปหาลูก (อย่ามัวแต่ไปทำกับข้าวจนลืมไปว่ากำลังเพิกเฉยอยู่)
  8. ตอนนี้ต้องให้ความสนใจลูกเต็มร้อย (reconnect) ตามคำพูดที่ให้ลูกไว้ตอนแรกว่า “แม่จะรอหนูหยุดแล้วค่อยคุยกัน” เราอยากกอด อยากเช็ดน้ำตาก็ทำได้ตามใจชอบค่ะ แต่ควรพูดชมเชยที่ลูกเงียบนะค่ะ เพื่อตอกย้ำพฤติกรรมที่เราอยากให้ลูกเป็น โดยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หนูเงียบแล้ว ดีจังค่ะลูกรัก” ตอนชมให้บรรยายพฤติกรรมตามตัวอย่างนะค่ะ
  9. ทบทวนเรื่องราวกันและสั่งสอนลูกตอนนี้ค่ะ เช่น “หนูรู้มั๊ยแม่ไม่สนใจหนูเพราะอะไร” รอลูกตอบเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกทบทวนเรื่องราวด้วยตนเอง (การฝึกให้เด็กทบทวนเรื่องราวเอง เป็นการฝึกเด็กให้รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น) หากเด็กยังเล็กและไม่เข้าใจ เราก็สามารถอธิบายไปเลยด้วยภาษาเข้าใจง่ายตามวัย เช่น “แม่ไม่สนใจหนูเพราะเมื่อกี้หนูร้องไห้เอาแต่ใจตอนที่แม่ไม่ให้ออกไปข้างนอก” เว้นพักให้เด็กคิด และถามต่อว่าแม่ไม่ให้ออกเพราะอะไร หากเด็กยังเล็กมากก็อธิบายไปเลย เช่น “ที่ไม่ให้ออกเพราะฝนมันตก จะทำให้หนูเปียกและไม่สบาย”

 

     การพูดคุยกันช่วงที่เด็กสงบแล้วเป็นช่วงเวลาที่ดีมากกว่าตอนเด็กกำลังร้องไห้ เพราะเมื่อคนเรามีอารมณ์มักจะไม่ฟัง และบางครั้งพ่อแม่อาจเริ่มโมโหตอนที่พยายามอธิบายให้ลูกฟังแล้วลูกก็หลับหูหลับตาร้องไห้ก็เป็นได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะอารมณ์เราควรรอค่ะ การเพิกเฉยไม่ได้เป็นการทำร้ายจิตใจลูกหรือทอดทิ้งลูก ไม่มีผลเสียต่อจิตใจเด็กในระยะยาว แต่เราต้องคุมอารมณ์นะค่ะระหว่างทำเพิกเฉย หากเราเพิกเฉยด้วยอารมณ์โกรธ น้ำเสียงที่พูดกับลูกจะดุดัน คุกคามลูกทำให้ลูกกลัว หรือบางทีเราพูดตัดพ้อสร้างความรู้สึกผิดให้ลูกในช่วงที่เราจะเพิกเฉยเช่น “แม่ทำให้หนูทุกอย่างแล้ว หนูก็ยังไม่พอใจ ยังต้องการอยู่เรื่อยๆ แม่เลี้ยงไม่ไหวแล้ว แม่จะไปอยู่บ้านอื่นแล้ว” ซึ่งไม่นับเป็นการทำเพิกเฉยที่ถูกต้อง และในช่วงอบรมสั่งสอนลูกก็ควรคุมอารมณ์เช่นกันค่ะ ไม่ควรพูดดุลูกหรือต่อว่าลูกโดยใช้คำพูดที่ทำลายความรู้สึกหรือความรู้สึกมีค่าของตัวเด็ก เช่น “ก็แค่นี้ ทำไมต้องแหกปากร้อง ทำไมชอบทำตัวไม่ดี” เป็นต้น สิ่งที่จะมีผลต่อจิตใจเด็กในระยะยาวคืออารมณ์ของผู้ใหญ่ที่กระแทกใส่เด็ก คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ดังนั้นขอให้ทำเพิกเฉยอย่างมีสติ ลูกจะมองเห็นความหวังดีของเราและไม่เกิดผลเสียต่อจิตใจในระยะยาวค่ะ

 

     ข้อยกเว้น เมื่อเพิกเฉยอยู่พบว่าลูกทำร้ายร่างกายคนอื่น(ตีคน) ทำลายข้าวของ เราต้องหยุดการเพิกเฉยชั่วคราว โดยหันมาที่ลูก ก้มให้อยู่ในระดับเดียวกับลูก จับมือน้อยๆที่กำลังตีเราหรือโยนของนั้นไว้ ออกแรงจับอย่างมั่นคง(อย่าให้มือสะบัดหลุด)แต่ไม่กระชากนะค่ะ เพื่อหยุดพฤติกรรมนั้น และพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ตีแม่/ไม่โยนของ” พร้อมทั้งมองหน้าสบตาลูกอย่างจริงจังนะค่ะ แต่ไม่ดุเดือดชนิดตาเราจะถลนออกมา เราไม่ได้ต้องการให้เด็กกลัว แต่ต้องการให้เด็กหยุดพฤติกรรมนั้นด้วยการเอาจริงของเราค่ะ หากเด็กกลับไปร้องดิ้นต่อก็เพิกเฉยต่อค่ะ และหากลูกลุกมาตีอีกเราก็วนกลับไปทำอย่างเดิมอีกครั้งค่ะ

โดยทั่วไปเมื่อเด็กถูกเพิกเฉยครั้งแรก เด็กจะมีปฏิกิริยารุนแรงคือร้องนานมากและดังมาก ทั้งนี้เพราะเด็กไม่คาดว่าเราจะเฉยกับการร้องของเขา อย่างไรก็ตามขอให้อดทนเวลาอาจจะนาน 5 นาทีไปจนถึงชั่วโมง หากเราไม่ใช้อารมณ์ก็ไม่ต้องกังวล ครั้งที่สองและต่อๆมาจะเบาลงและสั้นลงจนไม่มีอีกในที่สุด หมอพบว่าส่วนใหญ่ไม่เกิน 1-2 อาทิตย์ก็จะไม่ค่อยพบการร้องไห้เอาแต่ใจอีก หากไม่เป็นเช่นนี้ขอให้เราสำรวจตัวเองว่าเราได้มีเวลาปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกหรือไม่ เพราะเด็กที่มักโดนปฏิสัมพันธ์จากเราในเชิงลบเช่น การสั่ง การห้าม การอบรม การสอน การเพิกเฉย มากกว่าปฏิสัมพันธ์เชิงบวก เด็กจะขาดความรู้สึกว่าตนเองเป็นเด็กที่น่ารักหรือมีความหมาย ขาดความเชื่อมโยงจิตใจระหว่างแม่กับลูกในรูปแบบที่ชื่นมื่นนะค่ะ หรืออาจไม่ถึงกับขาดแต่ไม่พอก็เป็นได้ ดังนั้นขอให้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่มีความสุขร่วมกัน เช่น เล่านิทาน วิ่งไล่จับ เล่นของเล่นด้วยกัน พยายามอย่าให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุมากกว่ามีปฏิสัมพันธ์กับเรานะค่ะ หากเราสามารถมีทั้งปฏิสัมพันธ์เชิงบวกและลบอย่างสมดุลเด็กวัยนี้จะไม่ดื้อต่อต้านอย่างที่เราเคยรู้สึกเลยค่ะ

 

พญ. เสาวภา พรจินดารักษ์

กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com