เรื่องไม่ลับ…ไขมันสะสมในตับ

ไขมันสะสมในตับ

ไขมันสะสมในตับเป็นโรคที่พบบ่อยในขณะนี้และเป็นโรคที่ผู้ป่วยชอบให้ขออธิบายว่าโรคนี้มีอันตรายหรือไม่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนอย่างไร

โรคนี้หมายถึง  ภาวะที่มีปริมาณไขมันสูงในรูปของไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นในเซลล์ตับมากกว่าปกติ อาการภายนอกที่เห็นชัดมักไม่มี  นอกจากผู้ป่วยบางรายที่อ้วนมากอาจรู้สึกว่าท้องอืดหรือแน่นท้องเนื่องจากตับโต

 

21

FATTY LIVER อะไรคือสาเหตุของโรคนี้ ?

เดิมพบว่าโรคนี้เกิดจากการขาดสารอาหารหรือดื่มสุราเกินขนาด แต่ในปัจจุบันพบมากจากสาเหตุอื่นที่สำคัญ คือ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงยาหรือสารพิษบางชนิด ไวรัสตับอักเสบซี และโนควิลสัน

กลไกที่ทำให้ไขมันสะสมในเซลล์ตับ  เข้าใจว่าเกี่ยวกับภาวะที่ร่างกายเกิดการดื้อต่ออินซูลิน  ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น  ทำให้เกิดกรดไขมันอิสระซึ่งตับต้องเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ร่วมกับการที่ ตับไม่สามารถขับออกมาได้ตามปกติ  ทำให้มีการสะสมของไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ

 

โรคนี้มีอันตรายหรือไม่ ?

ไขมันสะสมในตับ  จัดเป็นกลุ่มโรคซึ่งมีทั้งชนิดที่ไม่มีอันตรายและชนิดที่มีอันตราย  ผู้ป่วยที่มีเฉพาะไขมันสะสมในตับอาจจะไม่มีอันตราย  แต่ถ้าถึงขั้นตับอักเสบและตับแข็งจะมีอันตราย

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ  ตับอักเสบ  ซึ่งเข้าใจว่าเกิดจากภาวะเครียดเรื้อรังจาก  Oxidation  ทำให้เกิดการตับของเซลล์ตับ  และพังผืดร่วมกับการเกิด  Cytokines  เป็นสาเหตุที่เกิดตับแข็ง  โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีนอยุ่แล้ว

 

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร ?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ  แต่ตรจพบว่ามีไขมันสะสมอยุ่มนตับ  จากการตรวจสุขภาพพบว่าตับโตมีเอ็นซายม์จากตับในเลือดเพิ่มขึ้น (AST/ALT) หรืออัลตราซาวด์รายงานว่าพบไขมันสะสมในตับแต่การตรวจข้างต้นไม่สามารถบอกราย ละเอียด  เช่น  ชนิดหรือความรุนแรงของโรค

วิธีที่จะช่วยให้การวินิจฉัยได้แน่นอนที่สุดคือการเจาะชิ้นเนื้อตับไปตรวจทางพยาธิวิทยา  แต่เนื่องจากเป็นวิธีที่อาจมีอันตราย (แม้จะพบน้อยมาก) และผู้ป่วยส่วนมากมักจะไม่อยากทำ  จึงพิจารณาทำในบางรายที่มีการอักเสบของตับรุนแรง  ไม่ตอบสนองต่อการรักษา  หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น

 

ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

ผู้ป่วยที่ดื่มสุราควรงดหรือพยายามลดให้เหลือเพียงวันละ 1 – 2 แก้ว  ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนักลงอย่างช้าๆ  ให้ลดลงร้อยละ 10 หรือ ตามเกณฑ์มาตรฐาน  โดยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหารและออกกำลังกาย  ซึ่งจะช่วยให้กลับสู่สภาพปกติได้

 

โรคนี้รักษาได้อย่างไร ?

การรักษาที่ถูกต้อง คือ การรักษาตามสาเหตุของผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจใช้ยาที่กระตุ้นต่อการตอบสนองต่ออินซูลิน เช่น Metformin ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง อาจให้ยาลดไขมันในเลือด ร่วมกับการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลเกินไป เช่น Silimarin,UDCA,Betaine มีรายงานว่าได้ผลดีเพียงเฉพาะในบางกลุ่ม

 

นัดหมายแพทย์และสอบถาม:

สอบถามรายละเอียดหรือ นัดหมายแพทย์ คลีนิคเบาหวานและฮอร์โมน โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

โทร. 0-2686-2700     E-mail : info@www.bnhhospital.com